|
การปฏิบัติพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนา
มีกฎของการปฏิบัติเพื่อผลของการบรรลุเป็น
ระดับไป ตามนัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุทุมพริกสูตร
ดังจะยกมากล่าวไว้แต่ตอนที่
เห็นว่าสมควรดังต่อไปนี้
อธิศีลสิกขา
ในระดับแรก ก่อนที่ท่านจะหวังผลในฌานโลกีย์
ซึ่งเป็นระดับของอธิจิตตสิกขานั้น
สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงสอนให้รักษาศีลให้เป็นอธิศีลเสียก่อน คำว่า อธิศีล
แปลดังนี้ อธิ แปลว่า
ยิ่ง เกิน หรือล่วง เฉพาะคำว่า อธิ
แปลได้สามอย่างดังนี้ถึงแม้ว่าจะแปลได้เป็นสามนัยก็คงมีความหมาย
อย่างเดียวกันคำว่า ยิ่ง ก็หมายถึงการปฏิบัติยิ่งกว่า
หมายถึงการปฏิบัติเคร่งครัดกว่าปกติหรือรักษา
ศีลยิ่งกว่าชีวิตนั่นเอง เกินหรือล่วงก็มีความหมายเหมือนกัน เกิน ก็หมายถึงปฏิบัติเกินกว่าที่ปฏิบัติกัน
ตามปกติ ล่วง ก็หมายถึงการปฏิบัติล่วง คือ เกิน ที่กระทำกันตามปกติ
ศัพท์สามคำนี้มีความหมาย
อย่างเดียวกัน การปฏิบัติตามนี้จึงจะจัดเป็นอธิศีล การปฏิบัติเป็นอธิศีล
ท่านแนะนำไว้ในอุทุมพริกสูตร
ดังนี้
๑. จะรักษาศีลไว้ด้วยดี มิให้ขาดมิให้ทำลาย
แม้แต่ศีลจะมัวหมองก็มิยอมให้เป็น ด้วยมีวิธี
รักษาดังนี้
จะไม่ทำลายศีลให้ขาดเอง ไม่แนะนำให้คนอื่นทำลายศีล
และไม่ยินดีต่อเมื่อเห็นผู้อื่น
ทำลายศีล การปฏิบัติพระกรรมฐานก่อนที่จะหวังให้ฌานสมาบัติอุบัติปรากฏแก่จิตใจนั้น
ต้องมีศีล
บริสุทธิ์เสียก่อน ถ้าศีลของท่านยังขาดตกบกพร่อง รักษาบ้าง ไม่รักษาบ้าง
ยังเกรงใจความชั่ว คือ
สังคมที่มอมแมมด้วยความชั่วช้า ที่ต้องมีการดื่มของมึนเมาอวยพร
ต้องกินเนื้อสัตว์ที่ยังมีชีวิต
เพราะถ้าสัตว์ตายก่อนแล้ว เนื้อมีรสไม่อร่อย ต้องพูดตลบตะแลงให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
เกรงใจสังคมที่นิยมมีเมียเก็บ เมียอะไหล่ นิยมสะสมสมบัติที่ได้มาโดยมิชอบธรรม
เฉพาะอย่างยิ่ง
การดื่ม ถึงแม้ว่าท่านจะละมาในวันอื่น ๆ ทุกวัน แต่ถ้าวันใดมีการเลี้ยง
ก็ต้องดื่มเพื่อสังคม แม้
อย่างนี้ก็ชื่อว่าท่านไม่มีความบริสุทธิ์ ไม่มีศีล เป็นอธิศีล
แม้แต่ปกติศีลก็ยังไม่จัดว่าท่านเป็นผู้มีศีล
ทั้งนี้เพราะการบกพร่องในศีลเป็นความชั่ว จะด้วยกรณีใดก็ตาม
ถ้าท่านล่วงศีลด้วยเจตนาแล้ว
ท่านก็เป็นคนเลวสำหรับนักปฏิบัติในศีล ท่านจะอ้างว่าท่านล่วงเพื่อสังคม
ก็ไม่มีทางจะเอาตัวรอดได้
เพราะการที่ท่านต้องเกรงใจสังคมที่ชั่วช้าเลวทราม เพราะมุ่งที่จะทำลายความดี
สิ่งที่ท่านทำไปนั้น
มันเป็นเหตุของความชั่ว ขึ้นชื่อว่าความชั่ว แม้แต่นิดหนึ่งก็เป็นความชั่ว
ของเหม็นที่มนุษย์รังเกียจ
ร่างกายเราทั้งใหญ่ทั้งโต แต่พอสิ่งโสโครกที่มีกลิ่นเหม็นเพียงนิดเดียวมาติดกาย
เราก็ต้องรีบล้าง
รีบชำระ เพราะรังเกียจในกลิ่นเหม็นที่เราไม่ยอมปล่อย ด้วยคิดว่ามันมีจำนวนนิดเดียว
ร่างกายเรา
ยังว่างจากสิ่งโสโครกนั้นมากมาย เราไม่ปล่อยไว้ก็เพราะคิดว่า
สิ่งโสโครกแม้แต่นิดเดียวก็สร้างความ
เดือดร้อนแก่จิตใจ ข้อนี้ฉันใด แม้ศีลที่ท่านรักษาเพื่อเป็นภาคพื้นของสมาธิสมาบัติก็เช่นเดียวกัน
ท่านพร่องในศีลด้วยเจตนาเพียงนิดเดียว
ท่านไม่มีหวังที่จะทรงสมาธิเพื่อฌานสมาบัติได้เลย เพราะ
เพียงศีลมีการรักษาแบบหยาบๆท่านยังรักษาไม่ได้
ท่านจะเป็นผู้ทรงสมาธิที่มีอารมณ์ละเอียดกว่านี้
ได้อย่างไร ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นเวลาหลายสิบปีที่ไม่ได้สำเร็จผลใดๆ แม้แต่ฌานโลกีย์ก็ไม่ได้
ก็เพราะพร่องในศีลเป็นสำคัญ เมื่อท่านรักษาศีลตามนัยที่กล่าวมาแล้วโดยมั่นคง
จนถึงขั้นไม่ต้องระวัง
หมายความว่า ละเสียได้จนชินไม่มีการพลั้งเผลอแล้ว ต่อไปท่านให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
ระงับนิวรณ์ ๕
ท่านสอนให้ระงับนิวรณ์ห้าประการ โดยพิจารณาเห็นโทษของนิวรณ์ปกติ คือ
๑. เห็นโทษของกามฉันทะ ความมั่วสุมในกามารมณ์ว่า
เป็นทุกข์เป็นภัยอย่างยิ่ง
๒. เห็นโทษของการจองล้างจองผลาญ เพราะการพยาบาทมาดร้ายซึ่งกันและกันเป็น
เสมือนไฟคอยผลาญความสุข
๓. คอยกำจัดความง่วงเหงาหาวนอน เมื่อขณะปฏิบัติสมณธรรม
๔. คอยควบคุมอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านออกนอกลู่นอกทางเมื่อขณะภาวนา
๕. ตัดความสงสัยในมรรคผลเสีย โดยมั่นใจว่าผลของการปฏิบัติมีแน่นอนถ้าเราทำถึง
เจริญพรหมวิหาร ๔
๑. แผ่เมตตา ความรักไปในทางทิศทั้ง ๔ โดยคิดไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า
เราจะเป็นมิตร
แก่คนและสัตว์ทั่วโลก จะยอมเคารพในสิทธิของกันและกัน
จะรักสิทธิของผู้อื่นเสมอด้วยสิทธิของกัน
และกัน จะรักสิทธิของผู้อื่นเสมอด้วยสิทธิของตนเอง จะไม่ทำใครให้เดือดร้อนด้วย
กายวาจา แม้แต่
จะคิดด้วยใจ จะรักษาและเคารพในบุคคลและสัตว์เสมอด้วยความรักตนเอง
๒. กรุณา จะสงสาร หวังสงเคราะห์สัตว์และมนุษย์ทั้งปวง ทั่วในทิศทั้ง ๔
๓. มุทิตา จะไม่อิจฉาริษยาคนและสัตว์ทั้งหลาย ทั่วทิศทั้ง ๔
จะพลอยส่งเสริมเมื่อผู้อื่นได้ดี
มีโชค มีความรู้สึกในเมื่อได้ข่าวว่าผู้อื่นได้ดีมีโชค
เหมือนตนของตนเป็นผู้ได้ดีมีโชคเอง
๔. อุเบกขา วางเฉยเมื่อผู้อื่นพลาดพลั้ง ไม่ซ้ำเติมให้ช้ำใจ
และตั้งใจหวังสงเคราะห์
เมื่อมีโอกาส
การรักษาศีลบริสุทธิ์ ด้วยการไม่ล่วงเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นล่วง และไม่ยินดีต่อเมื่อผู้อื่นล่วงศีล
และตัดความพอใจในนิวรณ์ ๕ โดยระงับนิวรณ์ไม่ให้รบกวนจิต เมื่อขณะปฏิบัติสมณธรรมได้
และ
ทรงพรหมวิหาร ๔ ประการได้อย่างครบถ้วนอย่างนี้
อารมณ์จิตก็เป็นฌานและฌานจะไม่รู้จักเสื่อม
เพราะพรหมวิหาร ๔ อุ้มชู คนที่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ ศีลก็บริสุทธิ์ไม่เศร้าหมอง
สมาธิก็ตั้งมั่น
วิปัสสนาญาณก็ผ่องใส รวมความว่า พรหมวิหาร ๔ เป็นกำลังใหญ่ในการปฏิบัติสมณธรรมทุกระดับ
การรักษาศีลบริสุทธิ์ เป็น อธิศีลสิกขา
การกำจัดนิวรณ์และทรงพรหมวิหารเป็นอธิจิตตสิกขา
คือทรงฌานสมาบัติไว้ได้ ท่านปฏิบัติได้ถึงระดับนี้
พระพุทธชินสีห์ตรัสไว้ในอุทุมพริกสูตรว่า มีความดี
ในระดับเปลือกของความดีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เรียกว่าเริ่มเป็นพุทธศาสนิกชนชั้นเด็ก ๆ
ความดีระดับกระพี้
ท่านมีศีลบริสุทธิ์ กำจัดนิวรณ์ ๕ ได้ ทรงพรหมวิหาร ๔ แล้วสร้างฌานพิเศษมี
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่ล่วงมาแล้วได้โดยไม่จำกัดชาติ
ทำได้อย่างนี้ท่านว่า มีความดีระดับ
กระพี้ของความดีในพระพุทธศาสนา ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้ายกย่องสรรเสริญ
ความดีระดับแก่น
เมื่อท่านรักษาศีลบริสุทธิ์ กำจัดนิวรณ์ ๕ ได้ ทรงพรหมวิหาร ๔
ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
และบรรลุทิพยจักษุญาณ สามารถรู้ว่าสัตว์ตายแล้วไปเกิดที่ไหน
สัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน มีความสุข
ความทุกข์เพราะอาศัยกรรมอะไรเป็นเหตุ ตอนนี้พระพุทธองค์ตรัสว่า
เป็นความดีที่ทรงความเป็นสาระ
แก่นสาร ความดีระดับนี้ก็เป็นความดีระดับวิชชาสาม
แต่ก็ดีเพียงแค่มีศรัทธาแก่กล้าไม่ท้อถอยเท่านั้น
เอง พระองค์ทรงกล่าวแก่นิโครธะต่อไปว่า ความดียิ่งกว่านี้ยังมีอีก
ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นทุกข์มีแต่สุขล้วนๆ
ทรงกล่าวว่า ผู้ใดทรงความดีตามที่กล่าวมาแล้วนั้นได้ครบถ้วนแล้ว
ถ้าจะปฏิบัติเพื่อธรรมเบื้องสูงที่จบ
พรหมจรรย์แล้ว อย่างช้าไม่เกิน ๗ ปี อย่างกลางไม่เกิน ๗ เดือน อย่างเร็วไม่เกิน ๗
วัน ก็จะเข้าถึง
อรหัตตผล เป็นพระอริยบุคคลระดับยอดในพระพุทธศาสนา
กฎของการปฏิบัติสมณธรรมที่จะได้รับผลสมตามที่มุ่งหมาย
ท่านต้องยึดหลักตามที่กล่าวมาแล้ว
เป็นบันไดการปฏิบัติ ทำให้ได้ให้ถึงระดับเป็นขั้นๆ ไป เช่น ศีลก็ต้องปฏิบัติฝึกหัดจิตให้เป็นมิตรกับศีล
จริงๆ จังๆ อย่างชนิดที่ถ้าบกพร่องศีลนิดหนึ่งก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ทำความรู้สึกในจิตใจของตนเองให้
มีอารมณ์เป็นปกติดีว่า
การพร่องในศีลก็เป็นการเปิดโอกาสให้ความเลวทรามเข้าแทรกแซงสิงใจ ทำให้
จิต กาย วาจาของเราที่ขัดเกลาแล้วด้วยดี กลายเป็นวาจาใจที่เลวทรามต่ำช้า
การพร่องในศีลเลวอย่างไร
จะขอย้อนมาพูดเรื่องขาดศีลแล้วกลายเป็นคนเลวทรามให้ท่านได้พิจารณาสักหน่อย
พอที่ท่านผู้มีจิต
เป็นธรรม จะได้เห็นเป็นแนวทางปฏิบัติ
การบกพร่องในศีลเป็นคนเลว
ตอนนี้ให้ถือว่าคุยกันฐานญาติเถอะนะ อย่าคิดเป็นอย่างอื่นเลย
อยากจะขอถามท่านสักนิดว่า
๑. ปกติท่านชอบให้ใครมาทำร้ายร่างกายท่านไหม ? ถ้าท่านอยู่ดีๆ
โดยไม่มีความผิดใดๆ
ถ้ามีคนจะมาฆ่าท่านหรือมาทำร้ายร่างกายท่าน ท่านจะยินยอมให้เขาทำด้วยความเต็มใจ
หรือท่าน
จะไม่พอใจในการกระทำอย่างนั้นของเขา
๒. ทรัพย์สมบัติที่ท่านได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษก็ดี
หรือทรัพย์ที่ท่านพยายาม
เก็บหอมรอมริบไว้ด้วยความวิริยะอุสาหะ ที่คอยกระเหม็ดกระแหม่ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
เมื่อท่านเก็บ
สะสมไว้พอสมควรแก่การที่คิดว่าจะพอดำรงความเป็นอยู่ให้มีความสุขได้ตามสมควรแล้ว
ถ้ามีบุคคล
คณะหนึ่งหรือคนเดียวก็ตาม
มาบังคับขู่เข็ญยื้อแย่งหรือลักขโมยทรัพย์ที่ท่านอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ
ไว้นั้นไปเป็นสมบัติของเขา โดยที่เขาไม่มีสิทธิและท่านเองก็มิเห็นชอบด้วย
๓. ท่านมีคู่ครองที่รัก
หากมีใครก็ตามมาแอบละเมิดสิทธิร่วมรักกับคู่ครองของท่าน โดย
ที่ท่านมิได้เห็นชอบด้วย
๔. ปกติมักจะมีคนมาพูดเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงให้ฟังเสมอ ๆ แม้แต่เรื่องที่พูดนั้นเป็น
เรื่องที่มีความสำคัญมากเกี่ยวแก่ผลได้ผลเสียของชีวิตและทรัพย์สิน เขายังไม่ยอมพูดอะไรตามความ
เป็นจริง ข่าวคราวการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ได้รับจากผู้นั้นเป็นข่าวเท็จตลอดมา
หาความจริงจากวาจา
ของเขาไม่ได้เลย
๕. ปกติท่านเป็นคนดีมีสติสัมปชัญญะ แต่บังเอิญมีใครมาแนะนำท่านว่า
การเป็นคนเรียบร้อย
อย่างนี้ ติ๋มเกินไป ไม่ทันสมัย
เรามาหาน้ำยาย้อมใจพอที่จะช่วยส่งเสริมใจให้เคลิบเคลิ้ม ทำอาการ
ต่างๆ อย่างคนบ้าๆ บอๆ ได้ร้องเพลงในที่รโหฐานที่เขาต้องการ
ความสงัดก็ได้โดยไม่ต้องเกรงใจ
ใครทั้งๆ ที่เวลาปกติทำไม่ได้ นอนกลางถนนหนทางก็ได้ ด่าพ่อเตะแม่ก็ได้
โดยไม่ต้องคิดถึงบุญคุณ
ที่ท่านเลี้ยงดูมารวมความว่าทำแบบคนบ้าๆ บอๆ ได้ด้วยความเต็มใจ
จนชาวบ้านชาวเมืองที่มี
สติสัมปชัญญะพากันเห็นว่าเรากลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เสียแล้ว
อยากจะถามว่า อาการทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นอาการของคนที่พร่องในศีลแต่ละอย่างตามสิกขาบทที่
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ถ้าท่านถูกกระทำอย่างนั้นทั้ง ๕ ข้อ หรือข้อใดข้อหนึ่ง ท่านจะมีความพอใจ
เพียงใดหรือไม่
ท่านคิดว่าคนที่ปกติทำอย่างนั้นเป็นสุภาพบุรุษหรือเป็นอันธพาลที่โลกประฌามว่าชั่วช้า
สารเลว ขอให้ท่านตอบและเลือกเอาเอง
ถ้าท่านเลือกเอาในปฏิปทาที่กล่าวมาแล้วแม้แต่ข้อเดียว ท่านก็
อย่าเพ่อหวังฌานสมาบัติหรือมรรคผลเลย
เพราะท่านเลวเกินไปกว่าที่จะเข้าถึงฌานสมาบัติหรือ
มรรคผลได้ ถ้าคิดว่าท่านเว้นความชั่วช้าเลวทรามอย่างนั้นได้เด็ดขาด
จนมีความรู้สึกเป็นปกติ
ธรรมดาไม่ต้องระมัดระวัง อย่างนี้ ท่านมีหวังดำรงอยู่ในฌานได้แน่นอน
การที่มีคนพูดว่าฌานสมาบัติ
หรือมรรคผลในสมัยนี้ไม่ควรหวัง เพราะไม่มีใครจะบรรลุได้นั้น
ไม่เป็นความจริงขอให้ท่านดีเท่าดี
ถึงเถิด ฌานและมรรคผลยังมีสนองความดีท่านอยู่เป็นปกติ
ที่ไม่ได้ไม่ถึงแม้แต่ฌานโลกีย์ ก็เพราะ
แม้แต่ศีลที่เป็นความดีหยาบๆ ที่พระอริยะเจ้าเห็นว่าเป็นของเด็กเล่น
ก็ไม่สามารถจะรักษาให้บริสุทธิ์
บริบูรณ์ได้ จะเอาอะไรมาเห็นผี เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ นรกอันเป็นวิสัยของผู้ได้ฌาน เพราะศีลเป็น
ความดีในระยะต่ำก็ยังทรงไม่ได้ความมุ่งหมายเอาพระนิพพานก็ยิ่งไกลเกินไปที่จะหวังได้คนประเภทนี้
ท่านกล่าวว่า แม้แต่ความฝันเห็นนิพพานก็ยังไม่เคยมี
เมื่อมีศีลเป็นปกติแล้ว ก็พยายามกำจัดนิวรณ์ ๕ ประการ
แล้วทรงฌานตามที่ได้ศึกษา
โดยมีพรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ คอยควบคุมรักษาจิตใจให้ชุ่มชื่น
เป็นการประคับประคองศีล และ
ฌานสมาบัติผ่องใสไม่บกพร่อง ระดับของสมาธิที่จะทรงฌาน
ทรงญาณให้ดีเด่นบริบูรณ์ไม่บกพร่อง
ต้องทำอย่างนี้ อันดับนี้เป็นฌานโลกีย์
ท่านที่นั่งคิดนอนฝันถึงพระนิพพานอย่างเพ่อท้อใจว่าการปฏิบัติ
ตามลำดับอย่างนี้จะช้าเกินไปไม่ทันการ
ขอบอกว่าท่านคิดว่าจะก้าวลัดตัดไปนิพพานให้เร็วกว่านี้
ก็จงคิดว่าท่านไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านอาจเป็นพระศาสดาองค์ใหม่ที่บัญญัติกฎการปฏิบัติ
ใหม่เอาเองเพราะพระพุทธเจ้ามีแนวปฏิบัติที่พระองค์ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทพระองค์สอนตามแนวนี้
ที่เขียนนี้ก็ลอกเอามาจากอุทุมพริกสูตร
อันปรากฏมีมาในพระไตรปิฎกตามที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นเพียง
การเตรียมการและการปฏิบัติระดับฌานโลกีย์เท่านั้น ถ้าจะปฏิบัติเพื่อมรรคผลและพระนิพพานท่านให้
เตรียมการและปฏิบัติดังต่อไปนี้
บารมี ๑๐
ทาน ศีล เนกขัมมะ สัจจะ วิริยะ ปัญญา ขันติ เมตตา อธิษฐาน
อุเบกขาทั้ง ๑๐ อย่างนี้
เป็นบารมี ๑๐ อย่าง บารมี แปลว่า ทำให้เต็มไม่บกพร่อง
ท่านที่หวังมรรคผลต้องบำรุงบารมีให้
ครบถ้วนจนเป็นกิจประจำใจ ไม่ละเลยเหินห่างและบกพร่อง ต้องคิดต้องตรอง
ประคับประคองไว้
เป็นปกติ ดังจะอธิบายไว้พอเข้าใจ
๑. ทาน ทานแปลว่า การให้
นักปฏิบัติต้องมีจิตใจจดจ่อเพื่อการให้ด้วยจิตใจที่หวังการ
สงเคราะห์อยู่เป็นปกติ คิดไว้เสมอด้วยจิตที่ภาคภูมิว่า
ถ้าการให้ด้วยการสงเคราะห์มีแก่เราเมื่อใด
เมื่อนั้นความสบายสุขสันต์จะมีแก่เราอย่างหาสุขอื่นเปรียบมิได้
ในขณะใดท่านมีคนต้องการความ
สงเคราะห์ แต่เรางดเว้นการให้เสีย จะถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ
เพราะคิดว่าเราพ่ายแพ้ต่อความ
ตระหนี่ อันเป็นกิเลสตัวสำคัญที่เข้ามาเหนี่ยวรั้งใจ การให้นี้ต้องไม่พิจารณาบุคคลถึงสุขภาพและฐานะ
ถือเอาเพียงว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเราก็ช่วยตามต้องการ
เพื่อเป็นการผ่อนคลายความทุกข์
ความขัดข้องของเขา และไม่หวังการตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
๒. ศีล ศีล แปลว่า ปกติ การรักษาอาการตามความพอใจของปกติชน
ที่มีความปรารถนาอยู่
เป็นสุข ไม่อยากให้ใครฆ่า หรือทำร้ายร่างกาย ไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่งทรัพย์สิน
ไม่ต้องการให้ใคร
มาละเมิดความรัก ไม่ต้องการฟังคำพูดที่ไร้ความจริง
และไม่ต้องการความคลั่งไคล้ด้วยการย้อมใจ
ด้วยสุราเมรัย ที่ทำให้สติสัมปชัญญะฟั่นเฟือน เมื่อปกติของใจคนและสัตว์เป็นอย่างนี้
เราก็ไม่ทำลาย
ปกติของความปรารถนาความพอใจของชาวโลก โดยไม่ละเมิดในสิ่งที่ปกติของจิตใจต้องการ ฉะนั้นศีล
ท่านจึงแปลว่า ปกติ คือรักษาอารมณ์ปกติของจิตใจของคนและสัตว์
ไม่ต้องการให้ได้รับความเดือดร้อน
การรักษาศีลก็ต้องรักษาให้เข้าถึงใจ ไม่ใช่รักษาแต่เปลือกศีล
การรักษาศีลต้องรักษาอย่างนี้ ไม่ละเมิด
บทบัญญัติของศีล คือทำให้ศีลขาด ศีลด่าง ศีลพร้อย และศีลทะลุด้วยตนเอง
ไม่แนะนำให้คนอื่นทำ
และไม่ยินดีต่อเมื่อผู้อื่นทำแล้ว ต้องรักษาระดับนี้จึงจะเป็นศีลเพื่อมรรคผล
๓. สัจจะ สัจจะ แปลว่า ความตั้งใจจริง
เราจะไม่ยอมเลิกละความตั้งใจเดิม แม้แต่จะต้อง
ตายก็ตาม
๔. วิริยะ วิริยะ แปลว่า ความเพียร
ความเพียรนี้ต้องมีประจำใจจริงๆ วิริยบารมีเป็นเครื่อง
ควบคุมใจในเวลาที่จิตใจเกิดความท้อถอย ต้องตัดสินใจบากบั่นไม่พรั่นพรึงต่ออุปสรรคใด
ๆ แม้จะต้อง
สิ้นลมปราณก็ตามที ในเมื่อเรานี้เป็นนักเสียสละ แม้แต่ชีวิตจะสูญสิ้นไป
เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไปก็ตาม
ที ถ้ามรรคผลนิพพานที่เราปรารถนานี้ยังไม่ปรากฏเพียงใด
เราจะไม่ละความพยายามประพฤติปฏิบัติไป
โดยไม่คำนึงถึงอุปสรรค
๕. เนกขัมมะ เนกขัมมะ แปลว่าการถือบวช หมายถึงการอดในกามารมณ์
อย่างที่ท่าน
ทรงพรหมจรรย์ โดยตัดใจไม่ใยดีในอารมณ์ยั่วเย้าด้วยอำนาจกามฉันทะ
คือความพอใจในกามารมณ์
คือไม่นิยมรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสเลิศ
สัมผัสที่นิ่มนวลและการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี
ด้วยเห็นว่าเป็นภัยใหญ่ของการปฏิบัติเพื่อมรรคผล
โดยพิจารณาให้เห็นความเป็นทุกข์ของการที่มี
ความประสงค์อย่างนั้น ตัวอย่างของคนคู่มีความทุกข์ มีเป็นตัวอย่างดื่น
ควรพิจารณาค้นคว้าให้เห็นด้วย
ตนเอง ถ้าทำตลอดกาลไม่ได้ก็ให้ปฏิบัติตัดกามารมณ์เป็นครั้งเป็นคราว จิตจะค่อยๆ
ชินไปจนตัดใจได้
เป็นปกติ
๖. ปัญญา ปัญญาแปลว่า ความรู้
ที่เกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณา แปลว่า ความเฉลียว
ฉลาดก็ได้ ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้
ความพลัดพรากจาก
ของรักของชอบใจ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นทุกข์ จนเกิดนิพพิทา
ความเบื่อหน่ายต่อการเกิดใน
ชาติภพต่อไป จนกระทั่งได้สังขารุเปกขาญาณ คือไม่มีความหวั่นไหวในเมื่อความทุกข์ใด
ๆ เกิดขึ้นแก่
สังขาร
๗. ขันติ ขันติ แปลว่าความอดทนหรืออดกลั้น
ต่ออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวนให้เกิดความรัก
ความโกรธ ความหลง มีความอดกลั้น อดทนเป็นพิเศษ
ไม่ยอมให้อารมณ์ฝ่ายชั่วเข้ามาล้างอารมณ์
วิปัสสนาญาณได้
๘. เมตตา เมตตา แปลว่าความรักที่ปราศจากความใคร่ด้วยอำนาจกิเลส
หมายถึง
รักด้วยความปราณี ไม่มีอารมณ์ในส่วนของกิเลสเจือปน
ทำจิตของตนให้มีความรักอย่างกว้างขวาง
แม้แต่คนที่เคยประกาศตนเป็นศัตรูมาในกาลก่อน ถ้าเห็นหน้าเข้าเราก็มีจิตใจแช่มชื่นไม่ลำบาก
ไม่มี
การอาฆาตจองล้างจองผลาญ แต่กลับมีความเมตตาปราณีสงสารหวังสงเคราะห์ให้มีความสุขตาม
สมควรแก่อัตภาพ
๙. อธิษฐาน อธิษฐานแปลว่า ความตั้งใจมั่น
คือเมื่อตั้งใจไว้แล้วเพียงใด จะไม่ยอมแก้ไข
เปลี่ยนแปลงไปจากความตั้งใจเดิมเป็นอันขาด ทั้งนี้หมายถึงตั้งใจไว้ถูกต้องแล้ว
แต่ถ้าตั้งใจไว้เดิม
ผิดพลาด เมื่อพิจารณาทราบแล้ว แก้ไขให้ถูกต้องได้
เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ตรงตามแนวปฏิบัติ
เพื่อมรรคผลไม่เสียอธิษฐาน ถ้าผิดแล้วขืนดันทุรังไม่ยอมแก้ไข กลายเป็นมานกิเลส
เสียหายใหญ่
๑๐. อุเบกขา อุเบกขาแปลว่า ความวางเฉย
หมายถึงเฉยต่ออารมณ์ที่เป็นทุกข์และเป็นสุข
อันเป็นวิสัยของโลกีย์ คือ ไม่ยอมยินดียินร้ายต่ออารมณ์ของโลกวิสัย ทำจิตใจให้ว่างต่ออารมณ์ที่เป็นสุข
และทุกข์อันเป็นโลกีย์วิสัยเสีย
บารมีทั้ง ๑๐ อย่างนี้ นักวิปัสสนาญาณต้องมีครบถ้วน
แล้วต้องปฏิบัติได้เป็นปกติไม่ใช่
ท่องจำได้ การปฏิบัติได้ก็ต้องเป็นไปตามความพอใจเป็นปกติ ไม่ใช่ฝืนใจ ถ้าบังคับใจ
ฝืนใจอยู่ ก็เห็น
จะยังนานหน่อยที่จะเข้าถึงมรรคผล ถ้าท่านเห็นว่า การประพฤติตามในบารมี ๑๐ นี้ เป็นปกติธรรมดา
ไม่มีอะไรหนักใจแล้ว
ท่านก็เป็นคนที่ใกล้ต่อมรรคผลผู้หนึ่งเช่นเดียวกับท่านที่ได้บรรลุมรรคผลมาแล้ว
นั่นเอง
อุปกิเลสของวิปัสสนาญาณ ๑๐
ในขั้นวิปัสสนาญาณ เป็นกฎการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล
ท่านก็ต้องมีการเตรียมเครื่อง
อุปกรณ์การปฏิบัติให้ครบถ้วนอย่างปฏิบัติขั้นฌานเหมือนกัน
เมื่อท่านตระเตรียมในขั้นบารมี ๑๐ ชื่อว่า
เป็นการเตรียมปูพื้นให้เรียบเพื่อเป็นพื้นฐานขั้นต้น
เช่นเดียวกับการปรับปรุงศีลให้บริสุทธิ์ขั้นปฏิบัติฌาน
เมื่อท่านปรับปรุงบารมี ๑๐ เพื่อเป็นพื้นฐานแล้ว สิ่งที่ต้องระวังการพลั้งพลาดในการเจริญวิปัสสนา
อารมณ์จิตอาจจะข้องหรือหลงใหลในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนทำให้เสียผลในการกำจัดกิเลส
เช่นเดียว
กับจิตข้องในนิวรณ์ทำให้เสียกำลังสมาธิ ไม่ได้ฌานเช่นกัน
อารมณ์กิเลสที่คอยกีดกันอารมณ์วิปัสสนา
ก็คืออารมณ์สมถะที่มีอารมณ์ละเอียดคล้ายคลึงวิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่าว่า
อุปกิเลสของวิปัสสนา ๑๐
อย่าง คือ
๑. โอภาส โอภาส แปลว่า แสงสว่าง ขณะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น
จิตที่กำลังพิจารณาอยู่
จิตย่อมทรงอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ สมาธิระดับนี้ เป็นสมาธิเพื่อสร้างทิพยจักษุญาณ
ย่อมเกิดแสงสว่าง
ขึ้น คล้ายใครเอาประทีปมาตั้งไว้ใกล้ ๆ เมื่อปรากฏแสงสว่าง
จงอย่าทำความพอใจว่าเราได้มรรคผล
เพราะเป็นอำนาจของอุปจารสมาธิอันเป็นผลของสมถะ ที่เป็นกำลังสนับสนุนวิปัสสนาเท่านั้น
ไม่ใช่ผล
ในวิปัสสนาญาณ
๒. ปีติ ปีติ แปลว่า ความอิ่มใจ ความปลาบปลื้มเบิกบาน
อาจมีขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหล
กายโยกโคลง กายลอยขึ้นบนอากาศ กายโปร่งสบาย กายเบา
บางคราวคล้ายมีกายสูงใหญ่กว่าธรรมดา
มีอารมณ์ไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติอารมณ์ สมาธิแนบแน่นดีมาก อารมณ์สงบสงัดง่าย
อาการอย่างนี้
ไม่ใช่ผลของวิปัสสนา เป็นผลของสมถะ อย่าเข้าใจว่าบรรลุมรรคผล
๓. ปัสสัทธิ ปัสสัทธิ แปลว่า ความสงบระงับด้วยอำนาจฌาน
มีอารมณ์สงัดเงียบ คล้าย
จิตไม่มีอารมณ์อื่น มีความว่างสงัดสบาย ความรู้สึกทางอารมณ์
โลกียวิสัยดูคล้ายจะสิ้นไปเพราะความรัก
ความโลภ ความโกรธ ความข้องใจในทรัพย์สินไม่ปรากฏ
อาการอย่างนี้เป็นอารมณ์ของอุเบกขาใน
จตุตถฌาน เป็นอาการของสมถะ ผู้เข้าถึงใหม่ๆ ส่วนมากหลงเข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผล
เพราะความ
สงัดเงียบอย่างนี้ตนไม่เคยประสบมาก่อน ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน อย่าด่วนตัดสินใจว่าได้มรรคผล
เพราะมรรคผลมีฌานเป็นเครื่องรู้มีอยู่ ถ้าญาณเป็นเครื่องรู้ยังไม่แจ้งผลเพียงใด
ก็อย่าเพ่อตัดสินใจ
ว่าได้บรรลุมรรคผล
๔. อธิโมกข์ อธิโมกข์แปลว่า
อารมณ์ที่น้อมใจเชื่อโดยปราศจากเหตุผล
ด้วยพอได้ฟังว่าเราได้มรรคได้ผล ยังมิได้พิจารณาให้ถ่องแท้ก็เชื่อแน่เสียแล้ว
ว่าเราได้มรรคได้ผล
โดยไม่ใช้ดุลพินิจเป็นเครื่องพิจารณา อาการอย่างนี้ เป็นอาการของศรัทธาตามปกติ
ไม่ใช่มรรคผล
ที่ตนบรรลุ
๕. ปัคคหะ ปัคคหะแปลว่า มีความเพียรกล้า
คนที่มีความเพียรบากบั่นไม่ท้อถอย
ต่ออุปสรรค เป็นเหตุที่จะให้บรรลุมรรคผล
แต่ถ้ามาเข้าใจว่าตนได้บรรลุเสียตอนที่มีความเพียร
ก็เป็นการที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ความพากเพียรด้วยความมุมานะนี้ เป็นการหลงผิดว่าได้บรรลุ
มรรคผลได้เหมือนกัน
๖. สุข สุขแปลว่า ความสบายกายสบายใจ
เป็นอารมณ์ของสมถะที่เข้าถึงอุปจารฌาน
ระดับสูง มีความสุขทางกายและจิตอย่างประณีต ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต
อารมณ์สงัดเงียบ
เอิบอิ่มผ่องใส สมาธิก็ตั้งมั่น จะเข้าสมาธิเมื่อใดก็ได้
อารมณ์อย่างนี้เป็นผลของสมถภาวนา จงอย่า
หลงผิดว่าได้มรรคผลนิพพาน
๗. ญาณ ญาณแปลว่า ความรู้อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่จิตมีสมาธิ
จากผลของ
สมถภาวนา เช่น ทิพยจักษุฌาน เป็นต้น สามารถเห็นนรก สวรรค์ พรหมโลกได้ และรู้อดีต
อนาคต
ปัจจุบันได้ตามสมควร เป็นผลของสมถะแท้ไม่ใช่ผลของวิปัสสนา เมื่อได้
เมื่อถึงแล้วอาจจะหลงผิด
ว่าได้บรรลุผลนิพพาน เลยเลิกไม่ทำต่อไป พอใจในผลเพียงนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดาย
เพราะญาณที่กล่าว
มาแล้วนั้นเป็นญาณในสมถะ ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ถ้าพอใจเพียงนั้นก็ยังต้องเป็นโลกียชน
ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป
๘. อุเบกขา อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย เป็นอารมณ์ในสมถะ คือ ฌาน
๔
ถ้ามาเข้าใจว่าความวางเฉยนี้เป็นมรรคผล ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ความจริงก็อาจคิดไปได้
เพราะคนใหม่ยังเข้าใจอารมณ์ไม่พอ ท่านจึงบอกไว้ให้คอยระวัง
๙. อุปปัฏฐาน อุปปัฏฐาน แปลว่า เข้าไปตั้งมั่น
หมายถึงอารมณ์ที่เป็นสมาธิ มีอารมณ์
สงัดเยือกเย็น ดังเช่นที่ท่านเข้าฌาน ๔ มีอารมณ์สงบสงัด
แม้แต่เสียงก็กำจัดตัดขาดไม่มีปรากฏ
อารมณ์ใดๆ ไม่มี เป็นอารมณ์ที่แยกกันระหว่างกายกับจิตอย่างเด็ดขาด เป็นปัจจัยให้นักปฏิบัติ
เข้าใจพลาดว่าบรรลุมรรคผลก็เป็นได้ ความจริงแล้วเป็นฌาน ๔ ในสมถะแท้ๆ
๑๐. นิกกันติ นิกกันติแปลว่า ความใคร่ เป็นความใคร่น้อยๆ ที่เป็นอารมณ์ละเอียด
ไม่ฟูมาก ถ้าไม่กำหนดรู้อาจไม่มีความรู้สึก เพราะเป็นอารมณ์ของตัณหาสงบ
ไม่ใช่ขาดเด็ด
เป็นเพียงสงบ พักรบชั่วคราวด้วยอำนาจฌาน มีปฐมฌานเป็นต้น เข้าระงับ
อารมณ์ตัณหาที่อ่อน
ระรวยอย่างนี้ ทำให้นักปฏิบัติเผลอเข้าใจว่าบรรลุมรรคผลนิพพานมีไม่น้อย แต่พอนานหน่อย
ฌานอ่อนกำลังลง พ่อกิเลสตัณหาก็กระโดดโลดเต้นตามเดิม อาการอย่างนี้
นักปฏิบัติก็ต้อง
ระมัดระวัง
วิปัสสนาญาณที่พิจารณาต้องมีสังโยชน์เป็นเครื่องวัด
และพิจารณาไปตามแนวของ
สังโยชน์เพื่อการละ ละเป็นขั้น เป็นระดับไป ค่อยละค่อยตัดไปทีละขั้น อย่าทำเพื่อรวบรัดเกินไป
แล้วคอยระมัดระวังใจ อย่าให้หลงใหลในอารมณ์อุปกิเลส ๑๐ ประการ ท่านค่อยทำค่อยพิจารณา
อย่างนี้ ก็มีหวังที่จะเข้าถึงความสุข ที่เป็นเอกันตบรมสุข สมความมุ่งหมาย
สังโยชน์ ๑๐
สังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ตกอยู่ในวัฏฏะ
มี ๑๐ อย่างด้วยกัน
คือ
๑. สักกายทิฏฐิ เห็นว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย
และร่างกายคือเรา
(คำว่าร่างกายในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕)
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย
โดยคิดว่าอาจช่วยให้บรรลุผลไม่ได้จริง
๓. สีลัพพตปรามาส รักษาศีลแบบลูบๆ คลำๆ
คือไม่รักษาศีลจริงจังเคร่งครัดตามสมควร
๔. กามฉันทะ มีจิตมั่วสุมหมกมุ่น ใคร่อยู่ในกามารมณ์เป็นปกติ
๕. พยาบาท มีอารมณ์ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญเป็นปกติ
๖. รูปราคะ ยึดถือมั่นในรูปฌาน โดยคิดว่ารูปฌานเป็นคุณธรรมพิเศษ
สูงสุดที่ทำให้พ้น
จากวัฏฏะ
๗. อรูปราคะ ยึดมั่นในอรูปฌาน
โดยคิดว่าอรูปฌานเป็นคุณพิเศษที่ทำให้พ้นจากวัฏฏะ
๘. มานะ มีอารมณ์ถือตัวถือตน ถือชั้นวรรณะเกินพอดี
๙. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ครุ่นคิดอยู่ในอกุศล
มีอกุศลวิตกเป็นอารมณ์
๑๐. อวิชชา มีความคิดเห็นว่า โลกามิสเป็นสมบัติที่ทรงสภาพไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สลายตัว
กิเลสทั้ง ๑๐ ประการนี้ ท่านเรียกว่า
สังโยชน์ เพราะเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจของสัตว์
ผู้ข้องให้จมอยู่ในวัฏฏะ นักเจริญวิปัสสนาญาณต้องรู้ไว้ และพยายามกำจัดกิเลสทั้ง ๑๐
ประการนี้
ให้เด็ดขาดไปเป็นขั้นๆ ตามกำลังของสมาธิและวิปัสสนาญาณ
ผู้ใดกำจัดกิเลสนี้ได้ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึง
ข้อ ๓ ท่านว่าท่านผู้นั้นได้บรรลุพระโสดาและพระสกิทาคา ถ้าตัดกิเลสได้ ๕ ข้อ คือ
ข้อ ๑ ถึง
ข้อ ๕ ท่านว่าท่านผู้นั้นได้บรรลุพระอนาคามี ถ้าตัดกิเลสได้เด็ดขาดหมดทั้ง ๑๐ ข้อ
ท่านผู้นั้น
ได้บรรลุพระอรหัตตผล การกำหนดรู้จุดหมายปลายทางเป็นระยะอย่างนี้ เป็นเหตุให้การปฏิบัติ
ไม่หนักจนเกินไป และหวังผลสำเร็จได้แน่นอน ดีกว่าการกระทำแบบเดาสุ่ม
ไม่รู้จุดหมายปลายทาง
ทำแบบคลุมตาเดิน ทำไปตามความคิดเห็นและความเข้าใจ โดยไม่ทราบจุดหมาย คิดเอาแต่
เพียงว่าจะไปพระนิพพานเท่านั้นเอง พระนิพพานเป็นอย่างไรก็ไม่รู้
กิเลสที่จะละมีอะไรบ้าง
ก็ไม่ทราบทำไปตามเขาว่า แล้วจะเอาจุดจบได้อย่างไร ความบรรลุและการปฏิบัติ เพื่อ
พระนิพพานหรือฌานโลกีย์ในพระพุทธศาสนา ท่านมีกำหนดจุดหมายปลายทางตามที่กล่าว
มาแล้วนั้น
เมื่อท่านเตรียมพร้อมในการเจริญวิปัสสนาญาณ ศึกษาบารมี ๑๐ และมีจิตใจทรง
บารมี ๑๐ ได้อย่างปกติ ไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว ต่อไปก็ศึกษาอุปกิเลส ๑๐
ประการให้เข้าใจ
ระมัดระวังใจไม่ให้หลงผิดคิดว่า อารมณ์ในอุปกิเลส ๑๐ เป็นมรรคผล
ต่อแต่นั้นไปก็เริ่ม
เจริญวิปัสสนาญาณ โดยในระยะแรก ท่านให้ชำระศีลให้บริสุทธิ์แล้วเข้าสมาธิดำรงฌาน
ถ้าเข้าถึงฌาน ๔ ได้ก็เข้าฌาน ๔ ถ้ามีสมาธิไม่ถึงฌาน ๔ ก็เข้าสมาธิตามกำลังที่ได้
เข้าสมาธิจนอารมณ์สงบดีแล้ว ก็ถอยสมาธิมาหยุดอยู่ที่อุปจารสมาธิ แล้วพิจารณาขันธ์ ๕
ด้วยวิปัสสนาญาณ เริ่มพิจารณาตามลำดับที่ ๑ ก่อน จนมีอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์
มีอารมณ์เป็นตามองค์วิปัสสนาญาณนั้นโดยที่จิตจะไม่ฟั่นเฟือน แล้วจึงค่อยๆ
เลื่อนอารมณ์
มาพิจารณาในญาณที่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ และถอยหลังเป็นอนุโลมปฏิโลม ที่ท่านเรียกว่า
สัจจานุโลมิกญาณ เมื่อขณะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น ถ้าเห็นว่าอารมณ์จะฟุ้งซ่าน
ท่านให้
หยุดพิจารณาในวิปัสสนาญาณเสีย เข้าฌานตามกำลังสมาธิใหม่ พอให้จิตใจตั้งอยู่ในสมาธิ
เป็นอุเบกขารมณ์แล้ว จึงค่อยๆ คลายสมาธิหยุดอยู่ที่อุปจารฌานแล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณ
ใหม่ ทำอย่างนี้เป็นปกติ การพิจารณาวิปัสสนาญาณก็อย่าเร่งรัดรีบร้อน ถ้าพิจารณาข้อใดจิตใจ
ยังปลงข้อนั้นไม่ตกจนเป็นเอกัคคตารมณ์ คือเกิดความคิดเห็นเป็นเช่นนั้นจริงจัง
จนเกิดความ
เบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ แล้ว ก็อย่าย้ายไปพิจารณาข้อต่อไปเป็นเด็ดขาด
ถ้าพิจารณาจนรู้แจ้ง
เห็นจริงข้อเดียว ข้อต่อไปก็ไม่มีอะไรเสียเวลา พอเริ่มพิจารณาก็มีอารมณ์รู้แจ้งเห็นจริงทันที
การพิจารณาอย่างนี้ เสียเวลาไม่นาน
ก็จะเข้าถึงโคตรภูญาณแล้วได้มรรคผลตามที่ตนตั้งใจ
ปรารถนาไว้
ควรกำหนดการละเป็นข้อๆ
เพื่อไม่ให้ยุ่งยากฟั่นเฝือ
การพิจารณาวิปัสสนาญาณควรมุ่งตัดกิเลสเป็นตอนๆ ไป
ถ้าตอนใดคิดว่าจะละให้เด็ดขาดก็ยังละไม่ได้
ก็ไม่ย้ายข้อที่ตั้งใจจะละต่อไปในข้ออื่น ต้องย้ำ
ซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในข้อนั้น จนเห็นว่าตัดได้เด็ดขาดไม่กำเริบแล้ว
จึงเลื่อนไปพิจารณาละข้อต่อไป
อย่าทำแบบสุกเอาเผากิน คราวเดียวมุ่งละหมดทั้ง ๑๐ หรือคราวละหลายๆ ข้อ
ถ้าทำอย่างนั้น
จะกลายเป็นพวกโมฆกรรม คือทำไม่ได้ผลไป จงอย่าใจร้อน เพื่อผลแน่นอนในการปฏิบัติ
หวังในพระโสดาบัน
ระดับแรกควรหวังในพระโสดาบันก่อน ด้วยคิดว่าอย่างน้อย
แม้ไปพระนิพพานยังไม่ได้
ก็พ้นอบายภูมิก็พอใจมากแล้ว แล้วกำหนดการละสักกายทิฎฐิก่อน พิจารณาให้เห็นชัด
มีอารมณ์
เป็นหนึ่งแน่วแน่ว่า ร่างกาย คือ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕
ขันธ์ ๕ ไม่มี
ในเรา มีอารมณ์รู้แจ้งเห็นจริง ไม่หวั่นไหวในเมื่ออันตรายจะเกิดแก่ ขันธ์ ๕
มีอารมณ์เป็นปกติ
ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง แล้วจึงเลื่อนไปกำหนดละสังโยชน์ที่ ๒
คือพิจารณาให้เห็นคุณพระรัตนตรัย โดยเห็นด้วยใจอันเต็มไปด้วยศรัทธาแท้และเห็น
ด้วยปัญญาว่า พระรัตนตรัยมีคุณประเสริฐจริงๆ
เราจะรู้บาปบุญคุณโทษได้ก็เพราะพระรัตนตรัย
เป็นเหตุ จนจิตมีความเคารพมั่นคงดำรงความนอบน้อมในคุณพระรัตนตรัยเป็นเหตุ
จนจิตมีความ
เคารพมั่นคงดำรงความนอบน้อมในคุณพระรัตนตรัยจริง ๆ ไม่ยอมกล่าววาจาล่วงเกิน
แม้แต่จะพูด
เล่นๆ ว่า พระพุทธ ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม ไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์
แม้พูด
เล่นๆ โดยไม่คิดปรามาสก็ไม่ยอมพูด ทั้งนี้เพราะเคารพด้วยความจริงใจ
จนจิตมั่นคงเป็นอารมณ์
ต่อไปก็เริ่มวิจัยในสังโยชน์ที่ ๓ คือปรับปรุงศีล ตั้งใจกำหนดรักษาศีล
จนรักศีลยิ่งกว่า
ชีวิต โดยกำหนดจิตรักษาศีลโดยมั่นคง อย่านั่งคิดนอนตรองเฉยๆ
ต้องรอการประสบการณ์ด้วยเมื่อ
ประสบการณ์เกิดขึ้น จนคิดว่านี้ถ้าเป็นในกาลก่อนแต่นี้ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้ปรากฏ
เราเห็นจะยั้งใจ
ไม่ไหว แต่นี่ถูกรุกรานขนาดนี้ อารมณ์ใจยังแจ่มใส เสมือนไม่มีอะไรมากระทบใจ
ถ้าอารมณ์จิตใจ
เป็นอย่างนี้ จัดว่าพอใช้ได้แล้ว
ละสังโยชน์สามอย่างนี้ได้แน่นอน ท่านว่าได้บรรลุพระโสดาบัน
ถ้าละเอียดไปอีกนิดก็บรรลุ
พระสกิทาคามี คงละสังโยชน์ได้สามเท่ากัน แต่ตอนที่ได้พระสกิทาคามี
มีอารมณ์ละเอียดมากว่า
พระโสดาที่เห็นได้ชัดก็คือ อารมณ์ที่ใคร่ในกามคุณ เกือบหาความรู้สึกมิได้
เพราะมีอารมณ์ สงบ
สงัดจากกามคุณมาก บางท่านคิดว่าได้บรรลุพระอนาคามี
ต่อไปก็มุ่งกำจัดสังโยชน์ ๔ พิจารณาโทษของกามคุณ
ตั้งจิตกำจัดให้เด็ดขาดและละ
พยาบาทจิตที่คิดประทุษร้าย จนจิตระงับไปเป็นเอกัคคตารมณ์
คือกามคุณไม่มีในความรู้สึก
อวัยวะสืบพันธุ์สงบระงับ มีอารมณ์ผ่องใส เห็นกามคุณเสมือนเห็นซากศพ
เห็นคนที่เคยเป็นศัตรู
กันมีจิตเมตตาคล้ายเห็นบุตรสุดที่รัก อย่างนี้ท่านว่าได้บรรลุพระอนาคามีผล
ต่อไปก็ตั้งใจละรูปราคะ คือกำหนดรู้ชัดว่า
รูปฌานเป็นกำลังสมาธิที่ช่วยวิปัสสนาญาณ
กำจัดกิเลส มิใช่ว่ารูปฌานเป็นตัวมรรคผล ไม่หลงว่าดีเลิศในขณะที่ทรงอยู่ในรูปฌาน
กำหนดรู้ชัดในอรูปฌานว่า ไม่ใช่ตัวมรรคผล
เป็นสมาธิที่เป็นกำลังสนับสนุนวิปัสสนาญาณ
ให้มีกำลังกำจัดกิเลสโดยรวดเร็ว ไม่ยับยั้งการปฏิบัติแต่เพียงเท่านั้น
มุ่งเจริญวิปัสสนาญาณเพื่อ
มรรคผลนิพพานต่อไป
กำหนดตัดอุทธัจจะ คือจิตที่คิดพล่านไปในส่วนที่เป็นอกุศล
บังคับอารมณ์ของตนให้ตั้ง
อยู่ในกุศลวิตก ด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณ
ตัดมานะ ความถือชั้นวรรณะ อันเป็นการยึดถือที่ไม่ถูกไม่ควรเสีย
ทำจิตรู้ตามความเป็น
จริงด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณ
ละอวิชชา ด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณเสียได้ คำว่า อวิชชานี้ แปลว่า ไม่รู้
เคยถกเถียง
สอบถามมาหลายท่านว่า อวิชชามีความจำกัดเพียงใด ในสมัยยังศึกษานักธรรมอยู่
หาคนแก้ให้
ฟังไม่ได้ ต่อมาได้ตรวจดูในพระไตรปิฎก พบว่า อวิชชา ท่านหมายเอาอุปาทาน
คือความยึดมั่น
ถือมั่น ไม่รู้ตามความเป็นจริง และอุปาทานนี้มีคำจำกัดอยู่ ๒ คำ คือ ฉันทะ และราคะ
ท่านหมาย
เอาว่า อุปาทานนี้ก็ได้แก่ ฉันทะ ความหลงใหลใฝ่ฝันในโลกามิสทั้งหมด มีความปรารถนา
มีความ
พอใจในสมบัติของโลก
โดยมิได้คิดว่าสมบัติของโลกนี้มันมีอันที่จะต้องสลายฉิบหายไปในที่สุด
ราคะ มีความกำหนัดยินดีในสมบัติของโลกด้วยอารมณ์ใคร่ในกิเลส ฉะนั้น การกำจัดอวิชชาหรือ
อุปาทาน ท่านก็ให้พิจารณาเห็นว่าสมบัติของโลกไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา เราไม่มีในสมบัติ
ของโลก สมบัติของโลกไม่มีในเรา จนมีอารมณ์ไม่ยึดถืออะไร เป็นอารมณ์มีอยู่ก็เป็นเสมือนไม่มี
จิตไม่ผูกพันเกินพอดี มีใช้ก็ใช้ เมื่อมันอันตรธานไปก็ไม่เดือดร้อนเท่านี้พอแล้วมีอารมณ์เหือดแห้ง
ในโลกามิส มีจิตชุ่มชื่นต่ออารมณ์ในพระนิพพาน เห็นอะไรใจไม่ข้อง
ไม่เศร้าหมองเดือดร้อนใน
อารมณ์ที่เป็นโลกวิสัย มีความสุขใจเป็นที่สุด หมดพันธะผูกพันในอารมณ์ต่างๆ ทั้งสิ้น
เท่านี้ท่าน
จัดว่าหมดภาระหน้าที่ ที่จะต้องแสวงหาภพเป็นที่เกิดต่อไป
อารมณ์วิปัสสนาญาณมีว่าอย่างไร อะไรบ้างนั้น
ขอได้โปรดดูตอนท้ายหนังสือนี้ ตอนที่
กล่าวด้วยวิปัสสนาญาณ
ที่กล่าวพาดมาถึงเรื่องราวในการปฏิบัติวิปัสสนาญาณก็กล่าวไว้พอเป็นแนว
ปฏิบัติเท่านั้น
การที่จะปฏิบัติจริงและถูกต้องตามแบบตามแผนต้องอ่านในตอนที่ว่าด้วยสมถะและ
วิปัสสนาซึ่งจะเขียนต่อไป
|