|
|
 |
|
 |
| |
จุไรชมดาว
โดยส.ธ.
บรรดาลูกหลานที่รักทุกคนหลวงพ่อหายหน้าไป๒๕วันหลังจากที่คุยกันมาเมื่อวันที่๒๗มิถุนายน๒๕๓๐แล้วก็มาโผล่ขึ้นวันที่๒๒กรกฎาคมพ.ศ.
๒๕๓๐เป็นเวลา๒๕วันวันนี้ตรงกับวันแรม๑๒ค่ำเดือน๘เป็นวันพุธ
สำหรับวันนี้ก็จะขอเข้าเรื่องเลยเพราะว่าการอารัมภบทเป็นปัจจัยให้บรรดาลูกหลานรำคาญตอนนี้ขอให้ชื่อว่าตอน
"จุไรชมดาว"
สำหรับท่านผู้ฟังได้โปรดทราบเรื่องเสียงนี่อย่าเอาเป็นสำคัญนักเพราะร่างกายยังไม่ดีและขณะที่พูดนี่ก็ยังไม่ดีมากให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"ร่างกายเป็นโรคนิทธังมันเป็นรังของโรคปภังคุณังจะต้องเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา"
เป็นเรื่องของมัน
ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นตอนที่จุไรชมดาวเข้าเรื่องกันดีกว่าเป็นอันว่าจุไรหลังจากไปเที่ยวมาแล้วเมื่อวันที่๒๗มิถุนายน๒๕๓๐
หลังจากนั้นก็มาศึกษากับคุณแม่ในเรื่องของการทรงสมาธิจิตเพราะเธอปรารภว่าสมาธิของเธอไม่ทรงนานถ้าวันไหนได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆด้วยกำลังของใจเวลาที่ท่องเที่ยวอยู่จิตก็ทรงตัวแต่ว่าในยามปกติปรากฏว่าถ้าคุมอารมณ์หายใจเข้าออกก็ดีคุมภาวนาก็ดีใจอยู่ไม่ได้นานนักประเดี๋ยวก็เลื่อนลอยไปสู่อารมณ์อื่น
สำหรับบรรดาท่านผู้ฟังก็ดีท่านผู้อ่านก็ดีท้องเรื่องของนิทานนี่โปรดอย่าเชื่อว่าเป็นความจริงให้ถือว่าเป็นเรื่องของนิทานจริงหรือไม่จริงก็พูดได้แต่เรื่องที่จะพูดทั้งหมดที่จริงคือข้อวัตรปฏ้บัติให้ถือเป็นเรื่องจริงได้ตัวเอกของนิทานก็ดีตัวรองของนิทานก็ดีไม่ใช่ของจริงและก็จงอย่าเชื่อเนื้อเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์จงอย่าถือเรื่องดวงดาวนี่เป็นเรื่องจริงเรื่องจังให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องนิทานแต่ความจริงถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ก็ไม่น่าหนักใจทั้งนี้ก็เตือนใจบรรดาท่านทั้งหลายที่กำลังเรียนวิทยาศาสตร์อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเรื่องดวงดาวต่างๆทำไมผู้พูดจึงพูดผิดกับความเป็นจริงที่นักวิทยาศาสตร์ทราบก็ขอให้ทราบว่าเป็นเรื่องของนิทาน
ต่อไปก็เข้าเรื่องของจุไรมาวันที่๒๒กรกฎาคม๒๕๓๐เธอก็นอนอยู่ที่นอกชานวันนี้เป็นวันแรม๑๒ค่ำของวันบันทึกแต่ว่านิทานก็ต้องเป็นข้างขึ้นสมมุติว่าวันนี้เป็นวันข้างขึ้นของกลางเดือน
(กลางเดือนนี่ไม่มีขึ้นมีแรมนะ)
เป็นวันกลางเดือนพระจันทร์เต็มดวงหลังจากเสร็จภาระกิจทุกอย่างแล้วเป็นเวลากลางคืนพระจันทร์แจ่มฟ้าจุไรจึงได้ชวนมารดาที่เคารพมานอนเล่นกลางนอกชานและก็มองดูดวงดาวต่างๆเธอยังถามแม่ว่า
"คุณแม่เจ้าคะการทรงสมาธิจิตทำให้จิตทรงตัวและทรงสมาธิอยู่ได้นานๆขณะที่ไม่มองดูภาพต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาดูภาพหนูทรงสภาธิได้ดีใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็ทรงอยู่ได้แต่ว่าเวลายามปกติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าก็ดีภาวนาก็ดีทรงตัวไม่ได้นานประเดี๋ยวอารมณ์อื่นก็เข้ามาแทรกที่เรียกว่าอารมณ์ฟุ้งซ่านทำแบบไหนจึงจะทำให้อารมณ์ทรงตัวได้นาน"
ท่านแม่ก็เตือนว่า
"ถ้าต้องการทรงตัวได้นานก็ให้ใช้เวลาน้อยๆคุมอารมณ์ให้จิตรู้อยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้ลมหายใจเข้ารู้ลมหายใจออกและก็รู้การภาวนาให้นับ๑ถึง๑๐หายใจเข้าหายใจออกควบคู่กับคำภาวนานับเป็น๑หายใจเข้าหายใจออกควบคู่กับคำภาวนานับเป็น๒อย่างนี้ให้ถึง๑๐ถ้ายังไม่ถึง๑๐ถ้าบังเอิญจิตแลบไปสู่อารมณ์อื่นไปคิดอย่างอื่นนอกจากการรู้ลมหายใจเข้าออกหรือนอกจากรู้การภาวนาให้ลงโทษจิตเริ่มต้นนับ๑ใหม่ถ้าทำอย่างนี้ไม่นานจิตก็จะมีการทรงตัวต่อไปทำจนชินไม่เกินครึ่งเดือนนับ๑ถึง๑๐จิตก็ยังไม่ไปไหน๒๐ก็ไม่ไปไหน๕๐ก็ไม่ไปไหน๑๐๐หรือ๒๐๐ก็ไม่ไปไหนการฝึกสมาธิให้ทรงตัวเขาทำอย่างนี้"
และก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ปรารภกับจุไรว่า
"การที่แม่เคยบอกไว้ว่าขณะใดที่มีอารมณ์ว่างเวลาเดินไปโรงเรียนก็ดีหรือไปเพื่อธุรกิจอื่นใดก็ดีนั่งอยู่ก็ตามให้จิตนึกถึงอารมณ์ภาวนาไว้คาถาภาวนาว่าอย่างไรว่าตามถนัดทำใจสบายๆเวลานั้นจะนึกถึงภาพพระพุทธรูปก็ดีภาพพระสงฆ์ก็ดีหรือภาพนิมิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตามให้ปรากฏอยู่ในอกหรือว่าเห็นอยู่ข้างนอกก็ได้ตามใจชอบจิตนึกถึงภาพพระพร้อมคำภาวนาให้ทรงตัว"
แม่ก็ถามจุไรว่า "อย่างนี้ลูกทำหรือเปล่า"
จุไรก็บอกว่า "ทำเจ้าค่ะ"
แล้วจุไรก็ถามคุณแม่ว่า
"การทรงอารมณ์อย่างนั้นเวลาที่จิตจับภาพพระก็ดีรู้ลมหายใจเข้าออกก็ดีภาวนาก็ดีตามถ้าจิตจับภาพจิตทรงได้นานมีสมาธินานแต่ว่าขณะใดถ้าจิตไม่จับภาพจิตทรงไม่ได้นานเป็นเพราะอะไร"
คุณแม่ก็บอกว่า
"ตามธรรมดาถ้าจิตไม่จับภาพจิตใช้อารมณ์ละเอียดมากไม่มีจุดเกาะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนกสิณกสิณเป็นนิมิตมีภาพท่านถือว่าเป็นกรรมฐานหยาบสามารถทรงสมาธิได้ดีฉะนั้นขอจุไรลูกรักจงพยายามทรงสมาธิด้วยกำลังจับภาพ"
และแม่ก็ถามต่อไปอีกว่า "เคยใช้อารมณ์อย่างนี้บ่อยไหม?"
จุไรก็ตอบว่า
"การจับภาพก็ดีภาวนาก็ดีใช้เป็นปกติเวลาจะเดินไปไหนก็ตามนั่งอยู่ก็ตามถ้าว่างจิตจะนึกเห็นภาพพระพุทธรูปก็ตามพระสงฆ์ก็ตามบางครั้งก็เห็นเป็นภาพพระพุทธเจ้าสวยสดงดงามมากอยู่ในอกบางครั้งก็มีสภาพแจ่มใสมากบางครั้งก็มีสภาพไม่แจ่มใสนัก"
แม่ก็บอกว่า
"ขณะที่ภาพแจ่มใสนั้นเวลานั้นแสดงว่าจิตว่างจากกิเลสมากกิเลสไม่หุ้มห่อตัวไม่มีความสกปรกของจิตเวลาไหนที่จิตเห็นภาพพระหรือสว่างน้อยแสดงว่าจิตมีความมัวหมองอยู่บ้างแต่มีความบริสุทธิ์มาก"
แล้วแม่ก็ถามต่อว่า
"ขณะที่จิตจับภาพพระเพลินอยู่มีภาพอื่นเข้ามาแทรกปรากฏว่าเป็นจริงมีไหม?"
จุไรก็นั่งนึกก็ตอบกับคุณแม่ว่า "ความจริงมีเจ้าค่ะ"
เธอก็บอกว่า "วันหนึ่งไปคุยกับคุณป้าแดงบ้านข้างๆกันคุณป้าแดงเธอถามว่า
"จุไรหลานรักหลานนะฝึกสมาธิกับแม่ไปเที่ยวดวงดาวได้ใช่ไหม?"
จุไรก็ตอบว่า "ได้เจ้าค่ะ" แล้วคุณป้าก็ถามว่า
"เวลานี้คุณลุงสามีของคุณป้าตายไปหลายปีแล้วป้าอยากจะถามว่าเวลานี้คุณลุงมีความสุขหรือความทุกข์เกิดอยู่ที่ไหนหรือไม่"
จุไรเรียนกับคุณแม่ว่า
"เมื่อป้าแดงพูดอย่างนั้นจิตก็ไม่ได้คิดแต่ปรากฏว่าจิตเห็นภาพชายคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหลังป้าชายคนนั้นเป็นคนขาวเหลืองรูปร่างโปร่งแต่งเครื่องแบบนายทหารเรือเห็นหน้าแล้วก็ยิ้ม"
จุไรก็กราบเรียนป้าบอกว่า
"ตามธรรมดาหนูไปแต่ดวงดาวเป็นที่หยาบการเห็นผีเห็นเทวดายังไม่เคยฝึกกับแม่แต่เคยไปพระจุฬามณีเจดีย์สถานไปพบพระพบเทวดาก็เป็นวาระเดียวไม่เคยฝึกฝนอีกไม่แน่ใจว่าจะรู้หรือไม่รู้"
คุณป้าฟังแล้วก็ยิ้มพยักหน้า
จุไรก็พูดต่อไปว่า
"ที่คุณป้าถามถึงคุณลุงที่ตายความจริงคุณลุงนี่ตายก่อนจุไรเกิดไม่กี่วันนักก่อนจุไรคลอดไม่กี่วันจุไรเลยไม่รู้จักคุณลุง"
จุไรก็มองดูภาพชายที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณป้าแล้วก็ถามว่า
"คุณลุงน่ะรูปร่างโปร่งขาวเหลืองหน้าตายิ้มเสมอเป็นนายทหารเรือใช่ไหม"
คุณป้าหันมาทำตาโตก็แปลกใจว่า "ใช่จ๊ะจุไรลูกเห็นหรือ"
จุไรก็ถามว่า
"คุณลุงเวลาที่มีชีวิตอยู่คุณลุงชอบบูชาพระใช่ไหมเวลาจะไปทำงานคุณลุงก็ไปบูชาพระก่อนกลับมาคุณลุงเข้าห้องบูชาพระก่อนจะรับประทานอาหารหรืออาบน้ำก่อนจะหลับคุณลุงก็จะบูชาพระก่อนวันเสาร์-อาทิตย์คุณลุงชอบใส่บาตรเป็นความจริงไหมเจ้าคะ"
คุณป้าก็ตอบว่า "จริง" แล้วป้าก็ถามว่า
"จุไรหนูรู้ได้อย่างไร"
เธอก็บอกว่า
"หนูไม่เคยฝึกเรื่องนี้แต่พอคุณป้าถามหนูก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังคุณป้ารูปร่างตามที่ว่านี้เป็นคุณลุงใช่ไหม"
คุณป้าก็ยอมรับ
จุไรจึงกราบเรียนให้คุณแม่ทราบว่า
"ลูกยังไม่เคยฝึกแต่ความจริงเมื่อคุณป้าถามเข้าจิตมันเห็นภาพนั้นถูกหรือไม่ถูกเจ้าคะ"
คุณแม่ก็บอกว่า "นั่นถูกการเห็นเป็นทิพจักขุญาณลูกทำได้คล่องแล้วโดยไม่นึกถึงก็ทราบทันทีเพราะกิจใดก็ตามควรจะรู้ทิพจักขุญาณถ้าคล่องจะรู้ได้ทันทีแล้วก็ประการที่สองการรู้เรื่องของคนตายแล้วก็แดนเกิดใหม่อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าจุตูปปตญาณรู้การเกิดและการตายของสัตว์ก็แสดงว่าลูกจุไรนี่มีการคล่องใน
ทิพจักขุญาณและจะตูปปตญาณ
แล้วความจริงญาณต่างๆจะเป็นจุตูปปตญาณก็ดีเจโตปริยญาณก็ดีปุพเพนิวาสนานุสสติญาณก็ตามทั้งหมดก็มาจากทิพจักขุญาณอย่างเดียวเมื่อได้ทิพจักขุญาณคล่องตัวแล้วทุกอย่างก็จะคล่องหมดเพราะเอาทิพจักขุญาณไปใช้ในกิจนั้น"
จุไรก็ถามว่า "การได้ญาณต่างๆมีประโยชน์อย่างไร"
คุณแม่ก็ตอบว่า
"หมดสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอะไรมีที่ไหนเราสามารถจะพิสูจน์ได้"
ต่อมาจุไรก็เบนเรื่องถามคุณแม่บอกว่า
"เรานอนตรงนี้เวลานี้เวลานี้ยังไม่ไปเที่ยวดีไหมเจ้าคะ"
คุณแม่ก็ถามว่า "ไปเที่ยวที่ไหน"
เธอก็ตอบว่า
"ตั้งใจจะไปโลกพระพฤหัสบดีโลกพฤหัสบดีก็ดีดาวพฤหัสบดีก็ตามยังไม่ได้ไปไปแต่ดาวพุธวันนี้อยากจะไปแต่หนูยังไม่อยากไปเจ้าค่ะอยากจะนอนชมดาวเล่นเพลินๆเสียก่อน"
คุณแม่ก็ถามว่า "จะชมดาวอะไร?"
จุไรก็บอกว่า
"เวลานี้เราอยู่ที่ดาวชมภูคือโลกมนุษย์ธรรมดานอนหงายแหงนหน้าขึ้นมาเห็นดวงจันทร์อันนั้นเป็นดวงจันทร์ที่เคยเป็นมาแล้วแต่ดวงจันทร์จริงๆนี่เวลามองดูที่บ้านหรือที่ภาคพื้นเมืองมนุษย์เห็นดวงจันทร์สว่างมากคล้ายกับดวงใหญ่แสนเย็นตาสบายใจแต่เวลาเข้าไปจริงๆจันทร์ก็ไม่มีแสงปรากฏว่าเป็นพื้นโลกประเภทหนึ่งถ้ามองจากที่นี่ไปถ้ามองจากจิตไม่ใช้ลูกตาเห็นว่าดวงจันทร์นี่เป็นดาวดวงใหญ่แล้วก็เป็นดินเป็นหินเป็นทราย"
แต่ความจริงดวงจันทร์นี่จุไรปรารภกับแม่ว่า
"ก่อนที่อเมริกาจะยิงจรวดไปที่ดวงจันทร์คุณแม่เคยเล่าให้จุไรฟังว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนักมีนักเจริญฌานพวกหนึ่งที่เรียกว่าพรหมศาสตร์คณะพรหมศาสตร์นี่ไปโลกพระจันทร์ก่อนหรือไปดวงจันทร์ก่อนไปถึงโลกพระจันทร์ต่างคนก็ต่างไปชมกลับมาก็คุยบอกว่าที่โลกพระจันทร์นี่มีฝุ่นสีเทาอยู่ที่โลกพระจันทร์ก็ปรากฏหนังสือเขาเขียนก็ลงเป็นข่าวหนังสือจะเป็นหนังสือรายปักษ์หรือหนังสือรายวันก็จำไม่ได้แล้วต่อมาเมื่อฝรั่งไปก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ"
จุไรก็ถามว่า
"คนที่ได้ฌานสมาบัติในขณะที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วนี่มีมากไหมคะคุณแม่"
คุณแม่ก็ตอบว่า
"มีมากอย่างที่พวกเราได้นี่เป็นของเล็กน้อยเป็นเศษๆของความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างพวกพรหมศาสตร์เขาอาจจะดีกว่าพวกเราก็ได้ต้องถือว่าเขาดีเพราะว่าเขาสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้แล้วก็บอกลักษณะฝุ่นสีเทาได้ตรงกับฝรั่ง"
จุไรก็มองต่อไปว่า
"ถ้าเรานอนตรงนี้ดาวอังคารเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อแต่ว่าดวงจันทร์เรามองเห็นแต่ว่าใช้จิตเป็นตาก็เห็นดาวอังคารดาวอังคารรู้สึกว่าอยู่ไกลไปมากตามภาพที่เห็นมาก็เป็นหินแล้วก็มีแร่ธาตุมากถ้ามองจากที่นอนตรงนี้โลกชมภูเห็นว่ารอบๆดาวอังคารเป็นหมอกแต่ไม่หนานักแต่ก็ไม่บางเกินไปคล้ายๆกับแสงกระไอหรือว่าเศษของหมอกย่อมๆลอยอยู่รอบตัว"
คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นความจริง"
แล้วต่อมาจุไรก็มองไปดูดาวพุธชมดาวความจริงฐานที่ตั้งของดาวที่ท่านผู้ฟังท่านฟังแล้วก็จงทราบว่าฐานที่ตั้งของดาวอยู่ไม่แน่นอนอาจเคลื่อนไหวไปในที่ต่างๆจากที่เดิมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ก็เป็นนิทานจงอย่าเชื่อฟังกันสนุกๆจะสนุกหรือจะรำคาญก็ตามใจมองไปเห็นดาวพุธรู้สึกว่าดาวพุธนี่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่นเห็นว่าเห็นใกล้มากแต่ก็ไม่ใกล้หนักเกินไปอยู่ไกลจากดวงเพลิงที่รอบดวงอาทิตย์เรียกว่าเป็นล้านๆไมล์ไกลมากแต่ก็ยังถือว่าใกล้กว่าดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์ถ้ามองด้วยกำลังของจิตจะเห็นว่าส่วนหน้าของดาวพุธเกลี้ยงกลมเหมือนกับดาวหัวโล้นเพราะอาศัยถูกความร้อนแต่มองไปด้านท้ายของดาวพุธปรากฏว่ามีความเย็นเข้ามาปะทะดาวพุธนี่ความจริงท่านผู้ฟังไม่ใช่ดาวดวงเล็กขนาดของดาวพุธก็ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไรนักฉะนั้นเมื่อดาวพุธใหญ่ขนาดนี้ความร้อนก็คงไม่ทั่วตลอดดาวพุธฉะนั้นในตอนท้ายของดาวพุธจึงมองเห็นว่ามีความชื้นสูง
ลูกตาเห็นว่าดวงจันทร์นี่เป็นดาวดวงใหญ่
แล้วก็เป็นดิน เป็นหิน เป็นทราย"
แต่ความจริงดวงจันทร์นี่จุไรปรารภกับแม่ว่า
"ก่อนที่อเมริกาจะยิงจรวดไปที่ดวงจันทร์คุณแม่เคยเล่าให้จุไรฟังว่า
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนัก มีนักเจริญฌานพวกหนึ่ง ที่เรียกว่าพรหมศาสตร์
คณะพรหมศาสตร์นี่ไปโลกพระจันทร์ก่อนหรือไปดวงจันทร์ก่อน
ไปถึงโลกพระจันทร์ต่างคนก็ต่างไปชม
กลับมาก็คุยบอกว่าที่โลกพระจันทร์นี่มีฝุ่นสีเทาอยู่ที่โลกพระจันทร์
ก็ปรากฏหนังสือเขาเขียนก็ลงเป็นข่าวหนังสือ
จะเป็นหนังสือรายปักษ์หรือหนังสือรายวันก็จำไม่ได้
แล้วต่อมาเมื่อฝรั่งไปก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ"
จุไรก็ถามว่า "คนที่ได้ฌานสมาบัติ
ในขณะที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วนี่มีมากไหมคะคุณแม่"
คุณแม่ก็ตอบว่า "มีมาก อย่างที่พวกเราได้นี่เป็นของเล็กน้อย
เป็นเศษ ๆ ของความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
อย่างพวกพรหมศาสตร์เขาอาจจะดีกว่าพวกเราก็ได้
ต้องถือว่าเขาดีเพราะว่าเขาสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้
แล้วก็บอกลักษณะฝุ่นสีเทาได้ตรงกับฝรั่ง"
จุไรก็มองต่อไปว่า "ถ้าเรานอนตรงนี้
ดาวอังคารเรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่ว่าดวงจันทร์เรามองเห็น
แต่ว่าใช้จิตเป็นตาก็เห็นดาวอังคาร
ดาวอังคารรู้สึกว่าอยู่ไกลไปมากตามภาพที่เห็นมาก็เป็นหิน
แล้วก็มีแร่ธาตุมาก ถ้ามองจากที่นอนตรงนี้โลกชมภูเห็นว่ารอบ ๆ
ดาวอังคารเป็นหมอก แต่ไม่หนานัก แต่ก็ไม่บางเกินไป คล้าย ๆ
กับแสงกระไอ หรือว่าเศษของหมอกย่อม ๆ ลอยอยู่รอบตัว"
คุณแม่ก็ตอบว่า "นั่นเป็นความจริง"
แล้วต่อมาจุไรก็มองไปดูดาวพุธ ชมดาว
ความจริงฐานที่ตั้งของดาวที่ท่านผู้ฟังท่านฟังแล้วก็จงทราบว่าฐานที่ตั้งของดาวอยู่ไม่แน่นอน
อาจเคลื่อนไหวไปในที่ต่าง ๆ
จากที่เดิมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ก็เป็นนิทาน
จงอย่าเชื่อ ฟังกันสนุก ๆ จะสนุกหรือจะรำคาญก็ตามใจ
มองไปเห็นดาวพุธรู้สึกว่าดาวพุธนี่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวดวงอื่น
เห็นว่าเห็นใกล้มากแต่ก็ไม่ใกล้หนักเกินไป
อยู่ไกลจากดวงเพลิงที่รอบดวงอาทิตย์ เรียกว่าเป็นล้าน ๆ
ไมล์ไกลมาก
แต่ก็ยังถือว่าใกล้กว่าดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้พระอาทิตย์
ถ้ามองด้วยกำลังของจิตจะเห็นว่าส่วนหน้าของดาวพุธเกลี้ยงกลมเหมือนกับดาวหัวโล้น
เพราะอาศัยถูกความร้อน แต่มองไปด้านท้ายของดาวพุธ
ปรากฏว่ามีความเย็นเข้ามาปะทะ
ดาวพุธนี่ความจริงท่านผู้ฟังไม่ใช่ดาวดวงเล็ก
ขนาดของดาวพุธก็ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไรนัก
ฉะนั้นเมื่อดาวพุธใหญ่ขนาดนี้ความร้อนก็คงไม่ทั่วตลอดดาวพุธ
ฉะนั้นในตอนท้ายของดาวพุธจึงมองเห็นว่ามีความชื้นสูง
จุไรก็ถามคุณแม่ว่า "เท่าที่เราไปกันมา หนูไปมาแล้ว
ดาวพุธมีสภาพด้านหน้าร้อนจัด ด้านหลังก็เย็นจัด
ทั้งนี้เป็นเพราะอะไร"
คุณแม่ก็ตอบว่า "ถ้าเราจะเอาบาตรลูกใหญ่ ๆ เอาวางไว้ใกล้ ๆ
กองเพลิง แต่ก็ไม่ติดเลย สุมไฟกองย่อม ๆ
เอาบาตรวางไว้ห่างไปสัก ๒-๓ วา
ด้านหลังก็เอาน้ำฉีดเป็นละอองเข้ามาปะทะ
อยากจะทรายว่าด้านหน้ากับด้านหลังจะร้อนเท่ากันไหม"
จุไรก็ตอบว่า
"ด้านหลังถึงแม้ไม่มีน้ำก็ร้อนไม่เท่าด้านหน้า
และประการที่สองถ้าถูกน้ำเข้าด้วยก็จะเย็นมากกว่า
จะไม่มีความร้อนนัก จะร้อนบ้างก็ไม่มาก
ส่วนปลายสุดที่ความร้อนลามไปไม่ถึงอาจจะเย็นเฉียบก็ได้"
คุณแม่ก็ตอบว่า "ดาวพุธก็มีสภาพอย่างนั้น
ลูกก็ไปมาแล้วก็ทราบตามความเป็นจริงว่าดาวพุธด้านหน้าร้อนจัด
ด้านหลังค่อย ๆ มีความชุ่มชื้นเข้าไป เรียกว่า ๒ ใน ๓
ของดาวพุธร้อน ๆ เกินสมควรที่จะมีสัตว์อยู่ ๑ ใน ๓
ตอนปลายของดาวพุธสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ได้"
ก็รวมความว่าดาวพุธด้านหน้าร้อนก็จริงแหล่
แต่ทว่าด้านหลังเย็นจึงมีชีวิตอยู่ได้
เธอก็มองไปอีกทีก็เห็นดาวพฤหัสซึ่งอยู่เยื้องจากดาวพุธออกไปไกลมาก
มองเป็นดาวดวงใหญ่ มองไปทีไรเห็นดาวพฤหัสไม่ชัดนัก
เพราะว่าภายนอกรู้สึกว่ามีเมฆหรือมีละอองหมอก มีความหนามาก
หมอกมีการหมุนตัวคล้ายพายุพัดไปพัดมาอยู่ตลอดเวลา
ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าโลกมนุษย์เรามองเห็นเมฆลอยอยู่เบื้องบน
เมฆก้อนขาวก็ตาม เมฆก้อนดำก็ตาม
เป็นก้อนทึบที่เรียกว่ามองเห็นด้วยตาเปล่า จะเห็นว่าอยู่ไกลมาก
และก็บางคราวจะเห็นเมฆทั้งหลายเหล่านั้นลอยลิ่วไปด้วยกำลังลมลอยเร็ว
บางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า สำหรับดาวพฤหัสก็มีสภาพเหมือนกัน
ข้างนอกรู้สึกว่ามีความหมุนของอากาศเยอะ
จะกล่าวว่าเป็นเมฆหรือหมอกก็ได้ ลอยไปลอยมาหมุนอยู่
มีสภาพเหมือนว่าดาวพฤหัสไม่สามารถจะมีอะไรอยู่ได้
แต่เมื่อใช้กำลังใจมองเข้าไปจริง ๆ
ก็ปรากฏว่าดาวพฤหัสกับความหมุนของลม
หรือเมฆหมอกที่หมุนอยู่ภายนอกไกลกันมาก
ซึ่งไม่ต่างกับโลกมนุษย์ที่เราเห็นเมฆขาวหรือเมฆดำลอยหนาทึบอยู่ไกลแสนไกล
แต่ว่าถ้าหากเราขึ้นเครื่องบินไป เครื่องบินบินขึ้นไปสัก ๒
หรือ ๓ หมื่นฟิต
มองลงมาแล้วจะเห็นเมฆหมอกทั้งหลายเหล่านั้นคล้ายกับผืนแผ่นดินก็รวมความว่าดาวพฤหัสก็มีสภาพเช่นเดียวกัน
เธอก็บอกกับคุณแม่ว่า "คุณแม่เจ้าขาดาวพฤหัสนี่มองไกล ๆ
คล้ายกับจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่เนื้อแท้จริง ๆ
แล้วดาวพฤหัสก็เป็นดาวดวงใหญ่โตและก็เกลี้ยง
มีความร้อนน้อยกว่าดาวพุธมาก ทั้งดวงของดาวพฤหัสมีการหมุนตัว
ความร้อนก็ไม่หนักคล้ายกับโลกมนุษย์หรือโลกชมภูที่เราอยู่
ฉะนั้นดาวพฤหัสนี่ฝรั่งเขาว่าไม่มีคน
แต่ว่าเราเป็นนิทานก็ต้องมีคนเพราะพฤหัสเป็นสมพระเคราะห์
เป็นดาวที่ให้ความสุขก็ต้องมีคน"
เธอก็มองผ่านไปจากดาวพฤหัสก็มองไปเห็นดาวศุกร์
ดาวศุกร์นี่สีสุกจริง ๆ เวลากลางคืนสว่างจ้า
เวลาธรรมดาที่เราอยู่ที่โลกนี้จะมองเห็นทางด้านทิศตะวันตก
ดาวศุกร์สว่าง ดาวศุกร์นี่ก็มีความเยือกเย็นไม่เท่ากัน
ด้านนอกถ้ามองเข้าไปจะเห็นว่าดาวศุกร์นี่มีหิมะมาก
ปกคลุกมากตอนท้ายมีสภาพหนาวจัดสัตว์ทั้งหลายมีขนยาวมาก
แต่มองเข้าไปให้ทั่วบางจุดก็มีความอบอุ่น
บางจุดก็ค่อนข้างร้อนนิดหน่อย
ก็รวมความว่าถ้าร้อนก็ร้อนพอทนได้ อย่างโลกชมภูที่เราอยู่นี่
ดาวศุกร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สินเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก
เธอก็มองไปอีกเห็นดาวดวงเล็ก ๆ ไกลขึ้นสูงจากดาวพระศุกร์
ถ้ามองเห็นด้วยตาเปล่า ดาวพระศุกร์ก็ดี
ดาวดวงเล็กก็ดีมองด้วยตาเนื้อมองเห็น แต่ดาวอังคาร ดาวพุธ
ดาวพฤหัส มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น
เธอก็ถามคุณแม่ว่า "ดาวดวงเล็ก ๆ นั่นที่พระท่านปรารภว่าเป็น
ดาวจามร ใช่ไหม"
คุณแม่ก็ตอบว่า "ใช่"
เธอก็ใช้ตาใจมองไป ตาเนื้อมองเห็นเล็กนิดเดียว
ตาใจมองไปรู้สึกว่าดาวดวงนี้ใหญ่เป็นโลกที่มีความใหญ่ไพศาลไม่น้อย
มีผู้คนอยู่อาศัยเหมือนดาวศุกร์ดาวพฤหัสเหมือนกัน
และก็ปรากฏว่าวิทยาศาสตร์เขาก็เจริญรุ่งเรือง
เวลามันน้อยถอยลงมา
วกจากดาวศุกร์ก็ถึงดาวพฤหัสแยกออกไปทางด้านทิศเหนือของโลกนิดหน่อย
เจอะดาวเสาร์ ดาวเสาร์เวลานี้อยู่มุมอับ
รู้สึกว่าอยู่ไกลแสงอาทิตย์มาก ดาวเสาร์นี่จริง ๆ เขาเรียกว่า
"ดาวอันธพาล"
ก็รวมความว่าเป็นดาวอับจุดหนึ่ง แต่ยังไม่อธิบายอะไร
มองแล้วก็เห็นว่าไม่น่าอัศจรรย์ใจ ก็กลับไปอีกทีหนึ่ง
พุ่งขึ้นไปทางด้านทิศสูงขึ้นไป
ถ้าว่าถึงโลกปัจจุบันก็ต้องเป็นด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
โลกนี้เป็นโลกอีกโลกหนึ่งซึ่งแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง
มีแสงสว่างจากแก้วและโลกนี้มีป่า มีคนเหมือนกัน
เธอก็ถามคุณแม่ว่า "คนประดับประดาเพชรนิลจินดาแพรวพราวมาก
ร่างกายเขามีแสงสว่างมีเพชรประดับทั้งกาย ทั้งหมวก ทั้งกางเกง
ทั้งรองเท้าก็มีเพชร แต่รูปร่างหน้าตาของคนเหมือนแขก ผิวดำ ๆ
แต่ชอบสวย"
คุณแม่ก็ตอบว่า "โลกนี้เขาเรียกว่า โลกสิปปัง หรือศิลปะ"
(ภาษาโบราณเขาเรียกว่า สิปปัง
ถ้าพูดตามความเป็นจริงสมัยนี้เขาเรียกว่า ศิลปะ
ชอบแต่งตัว เป็นคนชอบโก้) ถอยหลังลงมาทางด้านทิศตะวันออก
ถึงกึ่งกลางพุ่งไปทางด้านเหนือ เป็นดาวมฤตยู
ดาวนี้เขาเรียกว่า "ดาวผู้ฆ่า"
ดาวมฤตยูดวงนี้เป็นดาวที่แปลกไกลแสงอาทิตย์มาก
แสงอาทิตย์ก็ส่องไม่ถึงเหมือนกัน
แต่มีความแกร่งในนั้นมีอะไรบ้างก็จะว่ากันทีหลัง
ไล่มาทางด้านทิศตะวันออกอีกใกล้ๆ
กันระหว่างดวงจันทร์กับดาวอังคารใกล้ ๆ
กันพุ่งไปทางด้านทิศเหนือ ดาวนี้มีแสงสว่างจ้าไพศาลมาก
แพรวพราวเป็นระยับเหมือนแก้ว คนทุกคนก็มีแก้วประดับกาย มีแสง
มีต้นหมากรากไม้มีพิชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์มาก คนก็สวย
จุไรก็ถามคุณแม่ว่า
"โลกนี้หรือดาวดวงนี้เขาเรียกว่าอะไร"
คุณแม่ก็ตอบว่า "โลกนี้เขาเรียกว่า กุรุ
ที่เป็นคนที่มีศีลธรรมมาก" (เวลามันใกล้จะหมด)
เธอก็ลดตัวลงมา มองไปอีกทีว่าดวงดาวที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออก
เวลาเช้ามืดมีแสงสว่างจ้าคล้ายดาวพระศุกร์ตอนหัวค่ำ
ดาวนี้ผู้ใหญ่คนแก่เรียกว่า "ดาวกระพริบ หรือว่า
ดาวกัลปพฤกษ์" มีแสงสว่างมาก ถ้าพระก็ถือว่าเป็นดาวตีระฆัง
ถ้าดาวดวงนี้ขึ้นตีระฆังเช้ามืดได้
พระทำวัตรสวดมนต์หรือท่องหนังสือเจริญพระกรรมฐาน
ถ้าชาวบ้านก็เตรียมหุงข้าว ชาวนาก็เตรียมออกไถนา เป็นดาวยาม
เป็นเครื่องสังเกตว่าถ้าดาวดวงนี้ขึ้นก็ใกล้สว่างประมาณตี ๔
ดาวดวงนี้อยู่ไม่ไกลโลกนัก มีแสงสว่างมาก
คุณแม่ก็บอกว่า "ดาวดวงนี้ก็ดี
ดาวกัลปพฤกษ์หรือดาวกระพริบก็ตาม ดาวพระศุกร์ก็ตาม ดาวทั้ง ๒
ดวงนี้ถ้ามองห่าง ๆ จะเห็นว่ามีหิมะล้อมรอบ
ประกายของหิมะต้องแสงอาทิตย์เข้าเกิดแสงสว่างจึงแปลกกว่าดาวดวงอื่น
ถ้าสูงขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งเป็นดาวดวงไม่ย่อมนัก แต่อยู่ไกล ๆ
มองดูเล็ก อยู่ในโลกมนุษย์สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ
แต่ดวงเล็กมาก ต้องตาดี ๆ"
คุณแม่ก็บอกต่อไปอีกว่า "ดาวดวงนี้มีคน
และเป็นคนที่เก่งวิทยาศาสตร์มาก เขาเรียกว่า ดาวสูตู"
เธอก็มองตามไปเห็นคนรูปร่างเกร็งคล้ายแขกมีผิวดำ หน้าตาเหี้ยม
เป็นคนที่ยิ้มยาก ต่างกันกับดาวจามร ดาวจามรเป็นคนสวย
หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นคนมีเมตตา
แต่ดาวสูตูแปลกกว่าก็คือว่าหน้าตาดุร้าย ท่าทางเอาจริงเอาจัง
ก็เป็นอันว่าแม่กับจุไรก็คุยกันไปคุยกันมา
แม่ก็เตือนว่า "จุไรลูกรัก
นี่เราคุยกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว แม่ก็คอแห้งนะ
ขอหยุดแต่เพียงเท่านี้"
ต่อไปนี้บรรดาลูกรักทั้งหลาย ขอพักชั่วคราว
ประเดี๋ยวคุยกันใหม่ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล
จงมีแด่ลูกรักทั้งหลาย สวัสดี |
|
 |
|
 |
|