จุไร ท่องเที่ยว
ดวงดาวต่างๆ

 

เรื่องราวการถอดจิตไปดวงดาวต่างๆและมนุษย์ต่างดาว

  จุไร ท่องเที่ยวดวงดาว  โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ    

 
 
 
หน้าแรก

คำปรารภ
 
นิทานตัวอย่าง
เรื่อง “หนู 3 ตัว’’
จุไรท่องเที่ยว
ดวงอาทิตย
จุไรท่องเที่ยว
ดวงจันทร์
จุไรท่องเที่ยว
ดาวอังคาร
จุไรท่องเที่ยว
ดาวพุธ

จุไรท่องชมดวงดาว

จุไรท่องเที่ยว
ดาวพฤหัส
จุไรท่องเที่ยว
ดาวพระศุกร์
จุไรท่องชมดาวจามร
จุไรท่องเที่ยว
ดาวเสาร์และดาวสูตู
Uranus จุไรท่องเที่ยว
ดาวกุรุและดาวสิปปัง
จุไรท่องเที่ยว
ดาวตกหลุมดำ
 
 
 
จุไรท่องเที่ยวดาวพุธ

โดยส
..
 
ลูกรักทุกคนวันนี้มีโอกาสมาคุยกับบรรดาลูกรักทั้งหลายตามเดิมวันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่๒๗มิถุนายน๒๕๓๐ เมื่อตอนบ่ายนี้ป่วยมากคิดว่าจะไม่มีโอกาสมาคุยกับลูกกับหลานตอนนี้อาการทรงตัวนิดหน่อยก็ถือโอกาสมาคุยกับลูกกับหลานตามปกติเพราะว่าเป็นการเล่านิทานสำหรับเสียงลูกหลานที่รักจงอย่าถือเป็นสำคัญเพราะอาการป่วยของพ่อมันมีเป็นปกติเสียงคนป่วยก็ไม่ใช่เสียงคนปกติในเมื่อคนไม่ปกติเสียงก็ต้องไม่ปกติอันนี้เป็นกฎของธรรมดาของโลกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "โลกนี้เป็นอนิจจัง" คือมันไม่เที่ยงไม่มีการทรงตัวไม่มีความแน่นอนเดี๋ยวก็เป็นอย่างนั้นเดี๋ยวก็เป็นอย่างนี้ทุกขัง ถ้าเรายึดถือมันมากเกินไปจิตใจก็เป็นทุกข์สู้วางเฉยไม่ได้มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันอนัตตาในที่สุดมันก็พังทั้งหมดร่างกายก็พังเสียงก็พังทั้งรูปทั้งนามก็พังพังหมดไม่มีอะไรเหลือในที่สุดเราก็ถือการวางเฉย เป็นสำคัญ

การที่มาพูดวันนี้ทั้งๆที่มันยังป่วยอยู่ก็เพราะว่าถ้าแรงยังมีอยู่บ้างก็ควรจะทำเพราะการปล่อยการงานให้คั่งค้างเช่นลูกหลานทั้งหมดปล่อยการบ้านให้คั่งค้างปล่อยวิชาความรู้ให้คั่งค้างไม่ตรวจดูตรวจสอบไม่ทบทวนในเมื่อความรู้ไม่ครบถ้วนอย่างนี้เขาถือว่าเป็นอัปมงคลคำว่า "อัปมงคล" คือไม่ดี การงานทุกอย่างที่เราต้องทำต้องทำให้เสร็จวิชาความรู้มีกี่วิชาต้องเรียนให้ได้เรียนให้รู้ต้องให้รู้ดีอย่างเขาจึงจะใช้ได้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อะนากุลาจะกัมมันตาเอตัมมังคะละมุตตะมัง" การที่มีการงานไม่คั่งค้างจัดว่าเป็นอุดมมงคล

ความจริงสำหรับพ่องานนี้ไม่เกี่ยวเป็นงานประจำเป็นงานอดิเรกถึงแม้ว่าจะเป็นงานอดิเรกแต่เป็นอาหารจิตของใจของบรรดาลูกทั้งหลายอาหารใจนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "มโนสันเจตนาหาร" หมายความว่าอาหารของใจความจริงลิ้นก็แข็งเสมหะก็มัดเสมหะมันรัดพูดไม่ชัด

ก็รวมความวันนี้มาเล่านิทานกันเป็นการให้อาหารทางใจสำหรับบรรดาลูกรักทุกคนแต่นิทานวันนี้จะเป็นเรื่องของดาวพระพุธ หรือว่าโลกพระพุธ ความจริงพระพุธนี่ก็เป็นพระเสวยอายุองค์หนึ่งในตำราโหราศาสตร์เขากล่าวว่าพระพุธเป็นสมพระเคราะห์นั่นก็หมายความว่าบุคคลใดมีพระพุธเสวยอายุจริงๆ๑๗ปีในช่วง๑๗ปีนั้นก็มีพระอื่นแทรกถ้าพระดีเข้ามาแทรกก็เสริมความสุขให้มากขึ้นถ้าบังเอิญพระที่มีความเร่าร้อนเข้ามาแทรกก็จะเอาความทุกข์มาเติมในความสุขสุขบ้างทุกข์บ้างเยือกเย็นบ้างเร่าร้อนบ้าง

สมมุติว่าถ้าพระอาทิตย์มาแทรกพระพุธพระพุธมีความเยือกเย็นมีความเป็นสุขพระอาทิตย์เร่าร้อนคนที่ถูกพระอาทิตย์แทรกก็หนาวๆร้อนๆดีบ้างไม่ดีบ้างสุขบ้างทุกข์บ้าง

ถ้าพระจันทร์มาแทรกพระพุธกับพระจันทร์นี่รักกันมากสมพระเคราะห์เหมือนกันความสุขที่มีจากพระพุธให้ก็ยิ่งมีคความสุขยิ่งๆขึ้นไป

ถ้าพระอังคารคือจอมเทวดาแห่งสงครามหรือที่เรียกว่าพระเจ้าแห่งสงครามพระอังคารนี่ดุร้ายมากมีความเร่าร้อนมากตามที่บรรดาลูกรักทั้งหลายทุกคนทราบอยู่แล้วเมื่อวันวานนี้ก็จะทำให้พระพุธที่มีความเยือกเย็นอยู่มีความร้อนระอุขึ้นมา

ก็รวมความว่าความสุขกับความทุกข์ปะปนกันถ้าบังเอิญพระพฤหัสเข้ามาแทรกท่านเป็นผู้ใหญ่พระพุธมีความเยือกเย็นมีความเป็นสุขและเอาผู้ใหญ่เข้ามาแทรกก็ทำให้มีความสุขยิ่งขึ้น

ถ้าพระศุกร์เข้ามาแทรกจะมีความสุขและมีความร่ำรวยมากขึ้น

ถ้าพระเสาร์เข้ามาแทรกลูกรักยุ่งอีกเสาร์นักเลงโต

หรือพระราหูเข้ามาแทรกก็เป็นพาลเกเรราหูนี่ขี้เมาเสาร์นักเลงโต

รวมความว่าเอาความทุกข์เข้ามาแทรกความสุขในเมื่อดาวพระเคราะห์เขากล่าวถึงพระพุธว่าเป็นดาวที่ให้ความสุขฉะนั้นเมื่อพูดถึงดาวพุธก็ต้องพูดในด้านของความสุขคือความสุขถ้าจะมีขึ้นมาได้บรรดาลูกหลานที่รักมันต้องมีสิ่งที่มีชีวิตความจริงดาวพระพุธนี่ถ้าตามดาราศาสตร์หรือฝรั่งที่เขาส่องกล้องดูหรือว่าใช้เครื่องวิทยาศาสตร์เขาจะเห็นมนุษย์หรือเปล่าก็ไม่ทราบบางทีเขาจะบอกว่าในดาวพระพุธไม่มีสิ่งที่มีชีวิตแต่ทว่าเรื่องนิทานนี่บรรดาลูกรักทั้งหลายจะเอาสิ่งที่มีชีวิตสักกี่แสนประเภทก็ได้นิทานเสียอย่าง

ก็รวมความว่าวันนี้ดาวพระพุธต้องมีสิ่งมีชีวิตแต่ว่าทั้งหมดนี้ที่เล่ามาเป็นเรื่องของนิทานขอบรรดาท่านผู้ฟังก็ดีท่านผู้อ่านก็ดีจงอย่าถือเอาเป็นตำราถ้าถือเป็นตำราท่านจะกลุ้มใจตายก็มาเล่ากันต่อไปว่าจุไรคนสวยซึ่งมีอายุย่างเข้า๕ปีซึ่งมีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์คือพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระอริยสงฆ์ไม่สงสัยในความดีของท่านมีความเคารพแน่นแฟ้นมากแล้วก็มีศีลบริสุทธิ์มีกรรมบท๑๐บริสุทธิ์มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาและท่านผู้มีคุณวันนี้จุไรหลังจากทำการบ้านเสร็จนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปจิตก็นึกถึงภาพพระพุทธรูปจิตก็ชื่นบานเมื่อลืมตาดูพระพุทธรูปแล้วก็หลับตานึกถึงภาพถท่านภาพก็ติดใจผ่องใสกำลังใจก็เป็นสมาธิๆทรงตัวเป็นกำลังของฌานเมื่อกำลังของฌานเกิดขึ้นกำลังขออภิญญาก็เกิดขึ้นทั้งๆที่นั่งเผลอไปแต่จิตใจคิดไปก่อนว่าดาวพระพุธเป็นอย่างไร

เมื่อวันวานนี้เราไปดูดาวพระอังคารพระอังคารที่ชาวโลกเขาเรียกว่า "พระเจ้าแห่งสงคราม" คือว่าถ้าดาวอังควรเสวยฤกษ์ของประเทศใดประเทศนั้นต้องเกิดสงครามไม่สงครามภายนอก็สงครามภายในสร้างความเร่าร้อนให้เกิดแก่ปวงชนในประเทศนั้นตอนนี้สำหรับดวงดาวพระอังคารจะมีสิ่งที่เป็นแสนยานุภาพเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องประหัตประหารอยู่มากแต่ว่าสงครามจริงๆลูกรักไม่ใช่แต่ต้องการอาวุธอย่างเดียวหรือไม่ใช่ว่าต้องการแต่ทหารอย่างเดียวหรือว่าต้องการเฉพาะทหารและอาวุธทั้ง๒อย่างก็หามิได้สงครามจะเอาท้องเดินไม่ได้ต้องเอาอาหารเดินฉะนั้นสงครามต้องมีอาหารคือทรัพย์สิน

ฉะนั้นโลกพระอังคารหรือดาวพระอังคารจึงมีทองคำมากมีทองขาวมากมีเงินมากมีเพชรนิลจินดามากเพราะมีความสำคัญด้วยมีแร่ธาตุที่มีราคาสูงๆอยู่ในดาวพระอังคารถือว่าเป็นพลาธิการของกองทัพกองทัพจะไปไหนอาหารต้องตามไปด้วยทรัพย์สินต้องตามไปด้วยถ้าขาดอาหารขาดทรัพย์สินกองทัพก็พังนั่นหมายถึงว่าต้องแพ้

ก็รวมความว่าโลกพระอังคารเต็มไปด้วยสรรพาวุธและเต็มไปด้วยเสบียงอาหารเรียกว่าหน่วยรบก็มีหน่วยพลาธิการก็มีตอนนี้ก็มาว่าถึงดาวพระพุธในเมื่อจุไรคิดทบทวนไปทบทวนมาเขาว่าอังคารเป็นดาวสงครามวันนี้เราอยากจะไปดูดาวพระพุธเธอคิดไว้ก่อนๆที่จะนั่งดูพระพอจิตเข้าเป็นสมาธิสมบูรณ์แบบทั้งๆที่ยังไม่คิดว่าจะไปจิตก็หลุดไปทันทีพร้อมกับดวงใจเห็นภาพพระอยู่หน้าแจ่มใสมากเป็นประกายพฤกษ์ขณะที่จิตหลุดลอยไปก็ปรากฏว่าไปลอยอยู่เหนือโลกพระพุธ

ในตอนนี้บรรดาลูกหลานที่รักจุไรได้ยินเสียงพระท่านตรัสว่า "จุไรลูกรัก ลูกมีความดีมากเมื่อทำการบ้านเสร็จขณะที่ทำการบ้านก็ดีรับฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ก็ดีรับคำแนะนำตักเตือนสั่งสอนของบิดามารดาก็ดีลูกสามารถระงับนิวรณ์ได้อย่างดีคำว่า "นิวรณ์" แปลว่าคุณชาติกั้นความดีแปลอย่างนี้เบาไปคำว่า "นิวรณ์" ก็แปลว่าเป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยนิวรณ์ก็คือ

. ความรักในรูปสวยเสียงเพราะกลิ่นหอมรสอร่อยสัมผัสระหว่างเพศและ

. อารมณ์ไม่พอใจ

. ง่วง

. จิตฟุ้งซ่านเกินไปไม่ยอมรับและจดจำคำสั่งสอน

. สงสัยว่ามันจริงหรือไม่จริงควรหรือไม่ควร

อารมณ์เลวๆอย่างนี้ไม่มีในจิตใจของจุไรลูกรักเวลารับคำสอนฉะนั้นเวลาที่มองดูภาพพระพุทธรูปอารมณ์เลวๆอย่างนี้จะไม่ปรากฏในจิตในเมื่ออารมณ์เลว๕ประการไม่ปรากฏในจิตๆก็เป็นสมาธิจิตสะอาดความเป็นทิพย์ก็เกิดกำลังของความเป็นทิพย์ก็เกิดฉะนั้นจุไรลูกรักทั้งๆที่ยังไม่คิดว่าจะมาโลกพระพุธแต่ก็สามารถมาถึงได้จงจำไว้ว่าคนที่มีความคล่องในฌานก็ไม่ต้องภาวนาเพียงแค่นึกว่าจะต้องการไปไหนและทราบอะไรก็ตามจิตก็จะรวบรวมกำลังใจทันทีตัดนิวรณ์เองโดยอัตโนมัติจิตสะอาดแล้วก็จะถึงภาพนั้นทันทีอย่างของลูกนี้ยังช้าไปแต่ความจริงก็ยังเร็วกว่าหลายๆคนแต่ถึงกระนั้นก็ดียังช้าไปจงพยายามรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิให้จิตสะอาดอยู่เสมอนั่นคือไม่สนใจกับอารมณ์อื่นนอกจากจับภาพพระหรือคำภาวนา"

หลังจากนั้นพระท่านก็ตรัสว่า "ลูกรักจงดูข้างหน้าดวงดาวที่เห็นนี่หรือว่าโลกที่เห็นนี่เป็นดวงดาวพุธหรือว่าโลกพุธ"

(
คำว่า "พุทธะ" แปลว่ารู้หรือเบิกบานแล้วความจริงลูกรักที่รับฟังทุกคนวันพุธนี่เขาให้ "" สะกดเฉยๆแต่พุทธะที่เราแปลว่าเบิกบานแล้วก็ดีรู้ก็ดีนั่นเขามี "" สะกด "" ต่อท้ายกำกับอยู่เขาแปลว่ารู้หรือเบิกบานแล้วเราก็ใช้กันแค่สำเนียงว่าพุทธะเหมือนกันในเมื่อพุธเหมือนกันก็ต้องแปลว่ารู้ได้เหมือนกันไม่อย่างนั้นนิทานเรื่องนี้ก็ไปไม่รอด)

"
ในเมื่อดาวพุธเป็นดาวรู้คำว่า "รู้" นี่ก็หมายความว่าต้องตัดอารมณ์ที่ไม่รู้เจ้าจงดูในดาวพุธแล้วก็จะรู้ทุกอย่างด้านหน้าของดาวพุธคือด้านหัวต้องถือว่าด้านหัวกับด้านหางด้านหัวของดาวพุธเป็นดาวหัวโล้นปราศจากบ้านเรือนบุคคลและต้นหมากรากไม้เพราะด้านหัวของดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก

คำว่า "อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์" ไม่ใช่อยู่ชิดยังไกลกับแสงไฟที่ห้อมล้อมดวงอาทิตย์อยู่หลายล้านโยชน์นับเป็นล้านๆโยชน์ต้องหลายๆล้านโยชน์ไกลมากแต่ว่าการมองดูจากที่ไกลของไกลก็อาจจะเห็นว่าใกล้ตัวอย่างเมฆขาวก็ดีเมฆดำก็ดีที่ลอยอยู่ในอากาศถ้าเรามองจากพื้นดินจะมีความรู้สึกหรือมีความเห็นว่าเมฆนี่ติดท้องฟ้าคือฟ้าสีเขียวหรือที่เรียกว่าสีฟ้านั่นคือฟ้าเมฆลอยนี่ลอยติดท้องฟ้าจริงๆแต่พอเราขึ้นเครื่องบินไปเครื่องบินผ่านเมฆไปแล้วท้องฟ้าก็ยังไกลแสนไกลสุดลูกตาของเราความจริงมันไม่ได้ชิดกันเลยเครื่องบินๆเหนือเมฆไปไกลแสนไกลมากมองดูเมฆคล้ายๆกับพื้นดินหรือว่าเหมือนกับทะเลแต่ว่าท้องฟ้าก็ยังสูงตามเดิมข้อนี้ฉันใดการมองสิ่งที่ไกลมันไกลจากกันอาจจะเห็นเป็นใกล้ได้

ฉะนั้นโลกพระพุธก็เหมือนกันที่เขาลือกันว่าอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์แต่ความจริงไม่ใกล้ถ้าจะวัดกันไปจริงๆก็ไกลจากแสงไฟที่หุ้มห่อดวงอาทิตย์อยู่ห่างๆนับเป็นล้านๆโยชน์หรือนับเป็นล้านๆไมล์ก็แล้วกันนะเวลานี้โยชน์เขาไม่ใช้ไกลมากไม่ได้ใกล้อย่างนั้นแต่ว่าด้านหัวจ่อเข้าหาทางด้านดวงอาทิตย์แล้วก็ไม่พลิกไปก็เหมือนกับโลกที่เราอยู่เธอหมุนลูกข่างหัวปักไปในรูปเดิม

ฉะนั้นในด้านของดาวพุธจึงมีแต่ความเร่าร้อนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อนบ้างหรือเย็นบ้างร้อนอย่างเดียวถามว่าถ้าจะร้อนอย่างเอาไฟเผาแดงโชนหรือไม่ก็ต้องตอบว่าไม่ไม่ถึงขนาดนั้นมันร้อนขนาดต้นไม้ขึ้นไม่ได้ร้อนขนาดสิ่งที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้มันร้อนจัดหากเข้ามาถึงตอนกลางๆของดวงดาวหรือโลกพระพุธ (ดาวพระพุธก็ได้โลกพระพุธก็ได้) ตอนนี้จะมีความร้อนน้อยถ้าเลยกลางเข้าไปนิดหน่อยเริ่มมีความอุ่นเลยเข้าไปมากหน่อยเริ่มมีความเย็นเลยใกล้เข้าไปสุดท้ายเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งแฉะหมายความว่าหนาวเฉียบ

ก็รวมความว่าโลกพระพุธหรือว่าดาวพระพุธเป็นดาวรู้เราจะรู้ได้ทั้ง๒ประการรู้ได้ทั้งความร้อนและความเย็นความแกร่งของด้านหัวเป็นที่ไม่พึงพิศมัยของใครทั้งหมดคนก็ไม่ต้องการสัตว์ก็ไม่ต้องการแม้แต่ต้นไม้ไม่มีชีวิตก็ไม่ต้องการขึ้นไม่ได้ร้อนจัดแต่พอมากลางๆต้นไม้หายากแต่ว่าความจางของความร้อนหมดไปมากก็จะร้อนขนาดเทียบกับตะวันออกกลาง"

(
นี่นิทานนะมันจะถูกหรือผิดก็ไม่มีความสำคัญถูกทั้งนั้นแหละเราพูดคนเดียวไม่มีใครขัดคอลูกรักใครจะว่าผิดก็ช่างเขาเราว่าของเราถูกก็แล้วกันมันก็หมดเรื่อง)

ก็รวมความว่าตอนกลางร้อนจัดแต่ร้อนไม่ถึงด้านหัวชักจะเริ่มๆมีกระแสน้ำนิดๆแต่เป็นไอระเหยมากน้ำในทะเลของดาวพระพุธหรือโลกพระพุธในตอนนี้ก็ยังกินกันไม่ได้เพราะมีความเค็มจากกระแสดินและทรายมันเค็มเพราะอะไรก็ไม่ทราบใครเอาเกลือไปใส่ก็ไม่ทราบยังกินกันไม่ได้น้ำไม่ควรจะกินเลยกลางเข้าไปคิดว่าวัดเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน๒ใน๓ของดาวพระพุธนับแต่หัวโลกเข้ามาเป็นสิ่งที่คนไม่ต้องการคือแกร่งคือเครียดมีความร้อนไม่มีอะไรดีเลยและจากนั้นไปเหลือตอนท้าย๑ใน๓ของโลกพระพุธเริ่มเย็นเข้าไปทีละน้อยๆในที่สุดก็เย็นเฉียบด้านปลายโลกชั้นสุดท้ายก็เหมือนกับขั้วโลกเหนือของเรามันเย็นเฉียบขนาดนั้นน้ำเป็นน้ำแข็งจะมีการคลายตัวหรือไม่ก็ไม่ทราบแต่เห็นเป็นน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลาในเมื่อแสงอาทิตย์สาดมาไม่ค่อยจะถึงหรือว่าแสงสว่างถึงแต่ความร้อนที่มีความสำคัญมากที่สามารถละลายน้ำแข็งได้มันไม่ถึงส่วนที่เป็นน้ำแข็งก็ต้องเป็นน้ำแข็งไปตามเดิมความเย็นเฉียบมีปรากฏตามเดิม

นี่รวมความว่าเรามาโลกพระพุธ "โลกพระพุธ" แปลว่าโลกรู้เราก็เริ่มรู้รู้ว่าโลกพระพุธนี่มีทั้งความร้อนและความเย็นในเมื่อความร้อนเป็นเหตุเผาผลาญสิ่งที่มีชีวิตและพืชพันธุ์ต่างๆแต่ความเย็นล่ะลูกรักความอุ่นและความเย็นเป็นตัวสร้างสิ่งที่มีชีวิตและพืชพันธุ์ต่างๆอย่างในประเทศไทยหรือในประเทศอินเดียอย่างนี้เกี่ยวกับความร้อนเป็นประเทศของส่วนร้อนแต่ไม่ร้อนเกินไปของเราก็มีต้นไม้มีป่าและก็มีแม่น้ำมีทะเลมีทั้งมนุษย์และมีทั้งสัตว์

ก็รวมความว่าโลกพุธก็เช่นเดียวกันตอนนี้เรามามองดูตามจินตนาการท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่านโปรดอย่าลืมว่าที่เล่ามาทั้งหมดนี่ห้ามถือเป็นตำราเพราะเป็นเรื่องของนิทานเอาจินตนาการคือคิดทำการคิดด้วยเหตุผลในเมื่อโลกพุธเป็นสมพระเคราะห์เป็นโลกที่ให้ความสุขสิ่งที่จะอำนวยความสุขในโลกพุธมีหรือไม่จุไรก็มองลงไปลูกรักเห็นพระท่านบอกว่าจุไรลูกรัก (วันนี้เสียงไม่ดีนะลูกรักเพราะว่าเมื่อตอนกลางวันป่วยตอนบ่ายรับแขกเสมหะมันแข็งเต็มคอตอนนี้คลายตัวลงนิดหนึ่งฉะนั้นเสียงจึงไม่มีความสำคัญเอาเนื้อเรื่องแล้วกัน)

ท่านกล่าวว่า "จุไรลูกรักมองดูต่อไปซิลูกในโลกชมภูคือโลกมนุษย์เขาลือกันว่าในโลกพุธไม่มีสิ่งที่มีชีวิตแต่ว่าถ้าโลกไหนก็ตามทีถ้ามีพืชพันธุ์ธัญญาหารมีต้นไม้ต้นหญ้างอกงามในโลกนั้นต้องมีสิ่งที่มีชีวิตถ้าจะไม่มีชีวิตจริงๆจะต้องเป็นอย่างโลกพระจันทร์และโลกพระอังคารโลกพระจันทร์ความจริงก็น่าจะมีสิ่งที่มีชีวิตแต่ว่ามีสภาพแกร่งเกินไปอากาศน้อนเกินไปหรือมาโลกพระอังคารเร่าร้อนมากเกินไปมีทั้งสองอย่างไม่ได้โลกพระพุธนี้เป็นดินลูกรักไม่ใช่หินมองดูพื้นผิวของโลกเป็นดินบางส่วนอาจจะเป็นหินบ้างก็เหมือนกับโลกของเรามันเป็นหินน้อยๆไม่มีความสำคัญแต่ว่าผิวจริงๆเป็นดินลึกมากช่วงหน้าของโลกพระพุธเป็นดินเผาที่มีความสุกมีกลิ่นหอมเมื่อถูกน้ำแต่น้ำไปไม่ถึงแน่มาตอนหลังเลยส่วนกลางไปแล้วมีความชุ่มชื้นมากฉะนั้นมองดูดินตอนหลังจะมีดินสีดำมีความชุ่มไปด้วยน้ำยิ่งตอนปลายก็ชุ่มมากในเมื่อมีดินชุ่มจุไรลูกรักดูต่อไปเห็นหรือยังมีต้นหญ้ามีต้นไม้ใหญ่มีต้นไม้ที่เป็นอาหารได้"

จุไรก็ตอบว่า "เห็นแล้วเจ้าข้า"

ท่านก็เลยนำมาตอนท้ายของโลกพระพุธแล้วบอกว่า "จงดูตอนท้ายซิมีอะไรบ้าง"

เธอก็ตอบว่า "ตอนท้ายมีสภาพหนาวจัดมีหิมะมากมีสภาวะเป็นน้ำแข็งเยอะ"

ท่านก็ตอบว่า "ถูกน้ำส่วนท้ายทั้งหมดเป็นน้ำแข็งทั้งหมด"

ก็รวมความว่าเดินบนน้ำแข็งกันได้ไม่ต้องกลัวน้ำแข็งละลายหรือไม่ต้องกลัวน้ำแข็งยุบมันแข็งจริงๆในเมื่อชมไปรอบๆก็ทราบสภาพความเป็นจริง

ต่อมาพระท่านก็แนะนำจุไรว่า "จุไรลูกรักลงไปส่วน๑ใน๓ของโลกพระพุธตอนท้ายมองใกล้ๆเข้าไปดวงตาจะเห็นชัด" จุไรก็ปฏิบัติตามนั้นไปลอยอยู่เหนือพื้นโลกประมาณกิโลเมตร

พระก็ถามว่า "เห็นอะไรหรือยัง"

จุไรก็ตอบว่า "เห็นทุกอย่างแล้วเจ้าข้าต้นหญ้าเล็กๆก็มองเห็นต้นไม้ใหญ่ก็มองเห็นอาคารบ้านเรือนก็มองเห็นถนนหนทางก็มองเห็นแหมโลกนี้ช่างมีความสุขเหลือเกินต้นไม้เขียวชอุ่มไปหมดหาที่แห้งแกร่งแล้งจัดเป็นเหมือนโลกมนุษย์ก็ไม่มีโลกนี้น่าจะมีความสุข"

พระท่านก็บอกว่า "ถูกแล้วในเมื่อโลกพุธเป็นฤกษ์สมพระเคราะห์ตามพระเสวยฤกษ์ของโหราศาสตร์เขาบอกว่าถ้าพระพุธเสวยอายุบุคคลใดบุคคลนั้นจะมีความสุขทีนี้โลกพุธจริงๆก็เป็นโลกที่มีความรู้ก็ต้องมีความสุขถ้าอย่างนั้นจุไรลูกรักลงไปที่ต่ำๆเราไปยืนใกล้ๆพื้นดินแต่ไม่ต้องลงดินเพราะเดินที่ดินเราเดินช้าเราใช้อากาศเป็นที่เคลื่อนที่ของเราๆไปเร็วไปตามกำลังใจนึก"

พอเคลื่อนลงมาต่ำแล้วท่านก็บอกว่า "จุไรเห็นอะไรไหมลูก"

จุไรก็กราบทูลว่า "เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านถามต่อไปว่า "เห็นอะไร"

จุไรก็กราบทูลว่า "เห็นถนนสวยสดงดงามมากแล้วก็เห็นอาคารหลังใหญ่คล้ายศาลาวัดมุงกระเบื้องแดงจัดสีสดสวยและก็มีบ้านคนเป็นที่อาศัยแต่เป็นที่สงสัยว่าเรือนหลังใหญ่หรือที่เรียกว่าคล้ายศาลามันเป็นแบบทรงไทยมองดูไปก็มีสวนผลหมากรากไม้มีต้นกล้วยมีต้นอ้อยมีมะพร้าวมีทุกสิ่งทุกอย่างตามที่โลกเรามี"

แล้วเธอกลับมาทูลถามองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า "โลกนี้เหมือนโลกเราหรือเจ้าคะ"

ท่านก็ตอบว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายโลกเราจะหาว่าเหมือนไม่ได้เพราะโลกนี้เขามีความสุขกว่าโลกชมภูที่เราอยู่มาก"

หลังจากนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงตรัสว่า "จุไรลูกรักเราคุยกันเพลินไปสิ้นเวลาไป๓๐นาทีต่อไปนี้พ่อจะของดสักนิดหนึ่งเป็นการพักให้น้ำคนฟังก็จะเมื่อยคนอ่านก็จะเมื่อยพักสักนิดหนึ่งแล้วต่อไปเรามาต่อกันใหม่ตอนนี้ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมลูรณ์พูนผลจงมีแด่ลูกรักทุกคนสวัสดี"

จุไรท่องเที่ยวดาวพุธ (ต่อ)

บรรดาลูกรักทั้งหลายต่อไปนี้ก็มาคุยกันต่อถึงเรื่องจุไรกับโลกพระพุธสำหรับวันนี้พูดมาแล้วก็ไม่คล้ายเป็นเสียงพูดคล้ายเป็นเสียงปาฐกถาไปเพราะคอมันไม่ดีหลังจากการให้น้ำแล้วเสียงมันก็แห้ง

ในเมื่อจุไรลงไปตามคำสั่งของพระแล้วพระท่านก็บอกว่า "จุไรลูกรักมีความเข้าใจคำว่ารู้หรือยัง"

จุไรก็บอกว่า "ยังไม่เข้าใจชัดค่ะ"

ท่านก็ตอบว่า "คำว่ารู้ผู้ใดถ้าเป็นผู้รู้บุคคลผู้นั้นก็ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ทำความชั่วขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดผู้รู้ไม่ทำคนที่ยังทำความชั่วอยู่คนประเภทนี้ชื่อว่ายังไม่รู้หรือว่ารู้ไม่ครบคือว่ารู้ดีบ้างรู้ชั่วบ้างถ้ารู้ชั่วบ้างก็ถือว่าไม่รู้เพราะความชั่วต่างๆเป็นปัจจัยของความทุกข์เมื่อทำแล้วเกิดความเร่าร้อน"

จุไรก็กราบทูลถามว่า "แล้วโลกพระพุธล่ะเจ้าคะโลกพระพุธนี่มีมนุษย์ไหม?"

พระองค์ก็ตรัสว่า "โลกพระพุธนี่มีมนุษย์ไม่มากเท่าโลกโน้นเพราะว่ามีปริมาณจำนวนของโลกนี้กับโลกชมภูที่มนุษย์อยู่ก็เรียกว่ามีปริมาณคล้ายคลึงกันไล่เลี่ยกันไม่ใหญ่ไม่เล็กกว่ากันเท่าไรนักแต่ว่าโลกพระพุธถูกความร้อนเผาผลาญเข้าไปเสีย๒ใน๓ซึ่งไม่สามารถจะมีสิ่งที่มีชีวิตและต้นหมากรากไม้ไม่สามารถจะมีได้สำหรับโลกชมภูนั้นมีความเยือกเย็นอยู่ตลอดที่ร้อนก็ไม่ร้อนเกินไปแต่ว่าที่ๆต้องเสียไปก็คือมีมหาสมุทรใหญ่ก็มากเหมือนกันที่ๆจะพึงอาศัยได้สำหรับคนและสัตว์ยังมีมากกว่าโลกพระพุธมากสำหรับโลกพระพุธนี้ก็มีทะเลมีมหาสมุทรเหมือนกันฉะนั้นเนื้อที่จะมีไว้ให้สัตว์หรือคนอาศัยก็มีน้อยกว่าโลกมนุษย์มาก"

แล้วเธอก็ถามว่า "คนโลกนี้เขามีอาชีพอะไรเจ้าคะ"

ท่านก็ชวนจุไรว่า "ลงไปดูกันลงไปดูชาวโลกพระพุธลงไปถึงพื้นดินแต่เราไม่จำเป็นต้องเดินอย่างมนุษย์เขาเดินกันถ้าเดินอย่างนั้นไม่ทราบว่ากี่สิบปีอายุของจุไรก็ไม่สามารถจะเดินทั่วเราใช้การเดินอย่างคนเหาะนึกจะไปไหนไปถึงทันทีจะไปช้าไปเร็วก็ได้" จุไรก็ปฏิบัติตามนั้นลงไปก็พอดีไปพบคนพอดีแต่ว่าคนในโลกนี้รู้สึกมีความยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษเขามีความขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงานหน้าตาก็แช่มชื่นเป็นคนมีผิวขาวนวลไม่บอกอาการของความทุกข์ไปดูบ้านเรือนของคนทั้งหลายมองดูไปมากๆไปหลายๆหมู่บ้านก็มีแต่ความรื่นเริงบ้านก็สวยสดงดงามทุกคนก็มีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใสพืชพันธุ์ธัญญาหารต้นไม้ก็มากต้นกล้วยต้นอ้อยทุกอย่างมีมากครึ้มไปหมดอากาศก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็นน่าอยู่นี่ตอนใกล้กลางนะใกล้กลางมีความอบอุ่นเพราะว่าความเย็นพอสมควรถ้าจะเทียบกับโลกมนุษย์ก็จะมีความเย็นประมาณ๒๐องศาตอนนี้กำลังสบายๆคนสดชื่นมาก"

แล้วต่อไปพระก็ถามว่า "จุไรเห็นสัตว์เดรัจฉานบ้างไหมลูก?" จุไรมองไปมองมาทั้งๆที่ใช้ตาซึ่งเป็นนามธรรมที่เขาเรียกว่าตาทิพย์ก็ไม่สามารถเห็นสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์ได้เห็นแต่คนอย่างเดียว

เธอก็ทูลตอบพระไปว่า "ไม่มีมองไม่เห็นเจ้าค่ะสิ่งที่มีชีวิตเป็นสัตว์"

ท่านก็ตรัสว่า "ใช่ที่นี่ไม่มีสัตว์เดรัจฉานไม่มียานพาหนุที่สัตว์ลากและขอลูกรักจงดูต่อไปว่าที่นี่มีรถยนต์ไหม?" เธอมองไปทั่วโลกก็ไม่มีรถยนต์เหมือนกันจักรกลคือรถยนต์ไม่มี

เธอก็ตอบกับพระว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านก็ตอบว่า "โลกนี้ไม่มีรถยนต์" ให้ดูเครื่องจักรกลต่างๆเธอก็มองไม่เห็นอีก

เธอก็ตอบว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านก็ถามว่า "ถ้าไม่มีเครื่องจักรกลคนโลกนี้ต้องกินข้าวเหมือนกับโลกเราต้องมีความเป็นอยู่เหมือนโลกเราเพราะเวลากินข้าวถ้าข้าวเป็นข้าวเปลือกเขาจะกินได้อย่างไร" จุไรก็จนใจจนในคำตอบมองไปมองมาด้วยความรอบคอบเธอก็มองเห็นต้นข้าวที่ปรากฏขึ้นข้างหน้าข้าวทั้งหมดปรากฏว่าเป็นข้าวสารเดิมทีก็เป็นข้าวเปลือกพอแก่เต็มที่เปลือกก็แตกออกแยกออกมาเป็นข้าวสารปลายติดอยู่นิดหนึ่งเห็นบรรดาชาวบ้านเวลาที่เขาจะหุงหาอาหารหรือเก็บตุนไว้เล็กน้อยเขาไปเก็บใส่ถึงใส่ขันเอามากันไม่มากแค่พอกินหรือเหลือกินนิดหน่อยคือว่าหุงเช้าแล้วก็เผื่อหุงตอนเย็นแล้วหุงกลางวันต่อไปเล็กน้อยเท่านั้นไม่ทำยุ้งไม่ทำฉาง

เธอก็ทูลตอบพระว่า "ในโลกนี้ไม่ต้องมีโรงสีเจ้าค่ะ" แล้วก็ไม่ต้องซ้อมข้าวเพราะข้าวออกมาเป็นข้าวเปลือกต่อมาเมล็ดแตกออกมาเป็นข้าวสารเห็นชาวบ้านกำลังเก็บกิน

ท่านก็ตอบว่า "ใช่เธอเห็นถูกแล้ว" หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ถามเธอว่า "ไปดูซิว่าคนบ้านนี้น่ะเขาต้องฆ่าสัตว์กินไหม?"

เธอก็ตอบว่า "สัตว์ไม่มีจะให้ฆ่าเจ้าค่ะ"

ท่านก็ถามว่า "สัตว์ที่เดินบนดินไม่มีสัตว์ที่ว่ายน้ำมีไหมที่จะเป็นอาหารของเขา"

เธอมองไปดูด้วยความเป็นทิพย์ของตาหรือตาทิพย์เธอก็บอกว่า "ไม่เห็นเจ้าค่ะ"

ท่านก็ตอบว่า "ใช่โลกนี้ไม่มีสัตว์เดรัจฉานฉะนั้นจึงได้นามว่าโลกรู้คือโลกพุธ"

เธอก็ถามว่า "โลกรู้ทำไมจึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานถ้ามีสัตว์เดรัจฉานๆอาจจะรู้ภาษาคนคนอาจจะสามารถรู้ภาษาสัตว์สามารถจะพูดกันได้ก็จะมีความรู้มากยิ่งขึ้น"

พระท่านก็ตอบว่า "จุไรลูกรักโลกใดถ้ามีสัตว์เดรัจฉานโลกนั้นยังไม่รู้จริงนั่นก็หมายความว่าผู้ที่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนั่นเป็นคนที่รู้ไม่จริงความรู้น้อยมากเกินไปทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าสัตว์เดรัจฉานทุกตัวมาจากคนคนที่ทำความชั่วบาปอกุศลอย่าง

. ฆ่าสัตว์

. ลักทรัพย์

. ประพฤติผิดในกาม

. พูดมุสาวาท

. พูดคำหยาบ

. พูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกกัน

. พูดวาจาเหลวไหลไร้ประโยชน์

. คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของคนอื่นโดยไม่ชอบธรรม

. คิดประทุษร้ายชาวบ้านเช่นจองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมแล้วก็มี

๑๐. มีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริงมีความอกตัญญูไม่รู้คุณคน

คนใดที่ไม่รู้คุณคนนั้นแทนที่จะยอมรับนับถือกลับอกตัญญูสนองเขาด้วยความชั่วชื่อว่ามีความเห็นผิดคนประเภทนี้ถ้าตายจากความเป็นคนก็ต้องไปเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้นแล้วก็มาเป็นเปรตมาเป็นอสุรกายแล้วก็มาเป็นสัตว์เดรัจฉานฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานทุกตัวก็มาจากคนไม่ใช่ถือกำเนิดเกิดมาในโลกเป็นสัตว์ทีเดียวเกิดเป็นคนก่อนแต่เป็นคนที่มีความชั่วคนที่ทำความชั่วคือ

. การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันฆ่าซึ่งกันและกันอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นคนรู้ถือว่าเป็นคนไม่รู้คือไม่รู้โทษของความชั่วที่ตัวจะพึงทำในเมื่อเราคิดประทุษร้ายเขาเขาก็คิดประทุษร้ายเราเราอยากจะฆ่าเขาเขาก็อยากจะฆ่าเราตอบแทน

รวมความว่าคนประเภทนี้ไม่มีความสุขไปไหนก็ตามก็มีแต่ความระแวงสงสัยอยู่เสมอจะหลับก็ไม่เป็นสุขจะตื่นก็ไม่

เป็นสุขต้องหวาดสะดุ้งอยู่เสมอนี่เพราะความไม่รู้การลักทรัพย์ก็ดีการประพฤติผิดในกามก็ดีทั้งหมดเช่นเดียวกันทำแล้วให้ผลมีความทุกข์คนประเภทนี้ชื่อว่าคนไม่รู้อย่างคนในโลกชมภูเราเป็นคนรู้เหมือนกันแต่รู้ไม่ครบถ้วนฉะนั้นจึงมีสงครามการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันการแย่งการขโมยกันการแย่งคนรักกันการพูดไม่ตรงตามความเป็นจริงพูดเลวบ้างและดื่มสุราเมรัยอย่างนี้เป็นต้น

รวมความว่าคนในโลกชมภูไม่รู้จริงคนโลกนี้เขารู้จริงคนที่รู้จริงๆจึงมาเกิดในโลกนี้ได้คือรู้ว่าสิ่งใดเป็นโทษสิ่งใดเป็นคุณคำว่า
"บาป" แปลว่าชั่วคนประเภทนั้นเขาเกิดในโลกมนุษย์แล้วเขาไม่ทำบาปไม่ทำชั่วไปเป็นพรหมก็ดีไปเป็นเทวดาก็ดีหมดบุญวาสนาบารมีจากพรหมหรือเทวดาก็มาพักที่โลกนี้ซึ่งมีความสุขฉะนั้นโลกนี้จึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานเพราะสัตว์เดรัจฉานเป็นเศษกรรมของความชั่วนำให้มาเกิดโลกนี้เป็นโลกรู้ไม่ใช่โลกโง่จึงไม่มีสัตว์เดรัจฉานมาเกิด

จุไรก็จำได้บอกว่า "โอ...คนรู้แกเป็นอย่างนี้เอง"

แล้วต่อไปท่านก็บอกว่า "ดูต่อไปลูกรักดูจริยาของชาวบ้านชาวบ้านพวกนี้เขาอยู่กันอย่างไร? ไปดูเมืองใหญ่ๆที่เรียกว่าประเทศมีไหม?"

เธอก็ตรวจไปทั่วโลกไม่มีเขตใหญ่ๆที่เรียกว่าประเทศเลยจะเป็นเขตของจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มีบ้านมีสภาพคล้ายคลึงกันหมดบ้านใหญ่สะอาดสวยสดงดงามคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดูตำรวจดูทหารก็ไม่มีดูเจ้าหน้าที่รักษาเวรยามก็ไม่มีคนถืออาวุธก็ไม่มีเธอก็แปลกใจว่าโลกนี้ทำไมไม่มีผู้ปกครองทำไมไม่แบ่งเป็นขอบเขตเป็นประเทศหรือเป็นรัฐ

เธอก็ทูลถามองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ว่า "คนโลกนี้น่าจะหาคนที่มีความรู้พิเศษไม่ได้เพราะ"

๑. ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน

๒. ไม่มีกำนัน

๓. ไม่มีนายอำเภอ

๔. ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและก็

๕. ไม่มีรัฐมนตรี

๖. ไม่มีนายก

๗. ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน

องค์สมเด็จพระมหามุนีก็ตรัสว่า "ก็ไม่จำเป็นต้องมีเพราะการมีอย่างนั้นเพราะคนเกเรไม่ตั้งอยู่ในความดีต้องมีคนควบคุมตั้งผู้ใหญ่บ้านควบคุมคนในหมู่บ้านนี่กลุ่มใกล้ๆใหญ่ออกไปหลายหมู่บ้านก็มีกำนันเป็นประธานเป็นผู้มีอำนาจในตำบลนั้นต่อไปหลายๆกำนันก็มีนายอำเภอเป็นประธานมีอำนาจในเขตอำเภอนั้นๆหลายๆอำเภอก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างนี้เป็นต้น"

รวมความว่าการที่มีเพราะคุมคนที่มีความประพฤติไม่ดีให้อยู่ในขอบเขตถ้ามีความประพฤติไม่ดีก็ต้องนำมาลงโทษแต่ว่าโลกนี้เขาไม่มีการลงโทษกันเพราะคนมีความประพฤติดีแล้วท่านก็ชวนให้ไปคุยกับบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย

ต่อนั้นไปจุไรก็ลงเดินดินเข้าไปหาคุณยายคนหนึ่งความจริงน่าจะเรียกว่าคุณพี่หรือคุณน้าเพราะคำว่า
"คุณยาย" นี่แก่มากเข้าไปถึงยกมือไหว้ท่านแล้วจุไรก็ถามว่า

"คุณยายเจ้าคะอายุเท่าไร?"

คุณยายก็ยิ้มท่านก็ถามว่า "หนูมาจากโลกไหน? คนโลกนี้หน้าตาเหมือนหนูไม่มี" นั่นก็หมายความว่ารูปร่างหน้าตาอาจจะคล้ายคลึงกันแต่ว่าจุไรตัวเล็กไว้ผมจุกผมรอบๆข้างไม่มีถูกโกนจุกก็ปักปิ่นมีเพชรเล็กๆเป็นเพชรราคาไม่แพงทั้งนี้อาจจะเป็นเพชรรัสเซียหรือเพชรพาหุรัดก็ได้เป็นแก้วประเภทนั้น

เธอก็บอกว่า "ฉันมาจากโลกชมภูเจ้าค่ะ"

คุณยายก็ถามว่า "โลกชมภูอยู่ที่ไหน?"

เธอก็ชี้ให้ดูดวงดาวดวงหนึ่งที่เลยโลกพระอังคารเลยโลกพระจันทร์เข้ามาเป็นโลกของชมภูมองจากที่นั้นในเวลากลางคืนก็เห็นเป็นดวงดาวเหมือนกันมีแสงสว่างแต่ว่าดวงดาวไม่โตนัก

แล้วคุณยายก็ถามจุไรว่า "เธอมาได้อย่างไร?"

จุไรก็ตอบว่า "มาจากความรู้ของพระท่านให้และพระท่านก็นำมา"

พอใช้ศัพท์นี้เขาก็แปลกใจถามว่า "คำว่าพระหมายความว่าอย่างไร?"

เธอก็ตอบว่า "พระคือนักบวช"

เขาก็ถามว่า "นักบวชหมายความว่าอย่างไร?" เธอก็ตอบไม่ถูกก็หันมาชี้ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเวลานั้นท่านร่างกายเป็นมนุษย์ธรรมดาหนาเหมือนกันต้องทำร่างกายให้หนาเขาจึงจะเห็นแล้วจุไรก็กราบท่านเขาก็กราบบ้าง

เขาก็ถามจุไรว่า "พระแต่งตัวอย่างนี้หรือ?"

จุไรก็ตอบว่า "แต่งตัวอย่างนี้เจ้าค่ะ"

และต่อมาเขาก็ถามว่า "พระมีฤทธิ์หรือ?"

เธอก็ตอบ "มีฤทธิ์เจ้าค่ะแล้วพระไม่มีฤทธิ์แต่ตัวท่านอย่างเดียวท่านทำให้หนูมีฤทธิ์ด้วย"

เขาก็ถามว่า "หนูมีฤทธิ์อย่างไร?"

จุไรก็ตอบว่า "สามารถมาที่นี่ได้โดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะลอยมาเฉยๆ "เขาฟังแล้วเขาก็แปลกใจ

จุไรจึงถามว่า "คุณยายมีอายุเท่าไรเจ้าคะ" ความจริงจุไรนึกในใจว่าเรียกคุณยายนี่เขาจะโกรธไหมแต่ความจริงแล้วเขาก็ไม่โกรธเขาไม่ทราบว่าศัพท์ว่า
"คุณยาย" หมายความว่าอย่างไร

เขาถามว่า "คำว่าคุณยายนี่หมายความว่าอย่างไร?"

เธอก็ตอบว่า "คนที่เป็นแม่ของแม่เรียกว่า
"คุณยาย" ถ้าเป็นแม่ของพ่อเรียกว่า "คุณย่า" และถ้าเป็นคนที่มีอายุมากอย่างน้อยที่สุดคนประเภทนี้ต้องมีอายุเกิน๔๐ปีขึ้นไป"

หญิงคนนั้นทำท่าฉงนถามว่า "คนที่มีอายุ๔๐ปีนั่นแก่หรือ?"

จุไรก็บอกว่า "แก่เจ้าค่ะ"

เธอก็ถามว่า "หนูอายุเท่าไหร่จ๊ะ"

จุไรก็ตอบว่า "อายุ๔ปีเต็มย่างเข้า๕ปีเจ้าค่ะ"

เธอก็แปลกใจว่า "อย่างนี้เรียกว่าเด็กใช่ไหม?"

จุไรก็ตอบว่า "ใช่"

เธอก็ถามต่อว่า "โลกชมภูหรือว่าโลกมนุษย์ที่มีมนุษย์อยู่นั้นอายุขัยเท่าไร?"

ชมภูก็ตอบว่า "เวลานี้อายุขัย๗๕ปีเจ้าค่ะ"

หญิงคนนั้นชักฉงนทำท่าสงสัยมากก็ถามว่า "คนโลกมนุษย์มีอายุขนาดจิ๋วหลิวเท่านี้หรือ? เกิดมาประเดี๋ยวก็ตายอย่างนั้นหรือ?"

จุไรก็แปลกใจว่าอายุขัย๗๕ปีไม่ใช่ประเดี๋ยวเดียวเลยตั้ง๗๕ปีจึงย้อนถามคุณยายว่า "คุณยายเจ้าขาคนโลกนี้อายุขัยมีเท่าไรเจ้าค่ะ"

คุณยายยิ้มแล้วก็ตอบว่า "คนโลกนี้มีอายุขัย๘หมื่นปี"

จุไรก็ตกใจ๘หมื่นปีเธอคิดในใจว่าจะอยู่ได้อย่างไรน่ะในโลกมนุษย์เราแค่๕๐ปีก็เริ่มแก่มากแล้วบางคนก็ฟันหักหมดบางคนก็หัวหงอกทั้งหัวบางคนก็หลังค้อมบางคนก็เดินไม่ไหว๖๐ปีก็ทำท่าจะไปไม่รอด๗๐ปีเริ่มหง่อม๘๐ปีเหล่าเหย่๙๐ปีคลานขี้ถ้า๑๐๐ปีตะบันลมกิน

ก็รวมความว่าแปลกใจว่าคนในที่นี้อายุตั้ง๘หมื่นปีเธอจึงถามว่า "เวลานี้คุณยายอายุเท่าไรเจ้าค่ะ"

คุณยายก็ตอบว่า "หนูเรียกคุณยายไม่ถูกนะจ๊ะฉันน่ะยังเป็นสาวอยู่นะ"

จุไรก็ถามว่า "ความเป็นสาวของคุณยายอายุเท่าไรเจ้าค่ะ"

คุณยายก็ตอบว่า "เวลานี้อายุของฉัน๓หมื่นปีเศษยังไม่ถึง๔หมื่นปี"

จุไรตกใจดูหน้าตาของคุณยายจริงๆเวลานี้เรียกว่าคุณยายเพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ยกย่องท่านจะเรียกว่าคุณน้าก็จะหาว่าอาจเอื้อมมากเกินไปตีเสมอผู้ใหญ่ความจริงแล้วคนนี้น่าจะเป็นน้าสาวของจุไรอายุปาเข้าไปตั้ง๓หมื่นปีเศษ

จุไรก็ถามต่อไปว่า "คนที่แก่ที่สุดใกล้จะตายอายุเข้าเขต๗หมื่นปีเศษใกล้๘หมื่นปีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรเจ้าคะแก่มากไหม?"

คุณยายก็ตอบว่า "แก่มากลูก"

จุไรก็ถามว่า "ฟันหักไหม?"

คุณยายก็ถามว่า "ฟันรู้จักหักหรือจ๊ะโลกมนุษย์ฟันหักหรือ?"

เธอก็ตอบว่า "หัก"

คุณยายก็ตอบว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรเสียฟันก็ไม่หัก"

จุไรก็ถามว่า "ผมหงอกไหมเจ้าคะ"

คุณยายก็ตอบว่า "ฉันบอกแล้วว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเสียผมก็ไม่หงอกหนังก็ไม่เหี่ยวหน้าก็ไม่ย่นหน้าตาคล้ายคลึงกับฉัน" แล้วเธอก็ชี้มือไปยังคนอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนบ้านว่า "คนนี้น่ะเป็นแม่ของฉันจ๊ะเวลานี้ท่านมีอายุใกล้อายุขัยเข้าไปเต็มทีแล้วคือแก่มีอายุ๗หมื่นปีเศษใกล้จะ๘หมื่นปี"

จุไรมองหน้ามองรูปร่างลักษณะของคุณยายใหญ่ต้องเรียกคุณยายใหญ่เพราะเป็นคุณแม่ของคุณยายคนนี้ดูแล้วหน้าตายังสาวคล้ายๆคุณแม่ของจุไรเธอก็ตกใจว่าทำไมคนเมืองนี้น่ะจึงมีความสุขอย่างนี้

เธอก็ถามว่า "คนแก่กว่านี้ไม่มีหรือ?"

คุณยายก็บอกว่า "ไม่มี"

ความจริงแล้วคนแก่ที่เรียกว่าเป็นแม่ของคนๆนั้นถ้าจะเทียบกับเมืองมนุษย์จะมีอายุไม่เกิน๒๕ปีของคนเมืองมนุษย์ความจริงโลกนี้เป็นโลกพุธที่มีความสุขจริงๆ

จุไรก็ถามต่อไปว่า "ความป่วยไข้ไม่สบายมีไหมเจ้าคะ"

เขาก็ยิ้มถามว่า "ป่วยเป็นอย่างไร?"

จุไรบอกว่า "ปวดโน่นปวดนี่ปวดศีรษะบ้างเวียนหัวบ้างเป็นไข้บ้างท้องร่วงบ้างเป็นโรคอาเจียนบ้าง"

คุณยายที่คุยอยู่นั่นแปลกใจทุกอย่างเธอก็ตอบว่า "สิ่งที่หนูพูดถามมาไม่มียายไม่รู้จักเลยที่นี่เขาไม่มี"

เธอก็ถามว่า "มีหมอไหม?"

คุณยายก็แปลกใจถามว่า "คำว่าหมอเป็นอย่างไร?"

จุไรก็ตอบว่า "หมอก็มียารักษาโรคไปรักษาคนไข้คนป่วย"

คุณยายบอกว่า "ไม่มียายงงเต็มทีแล้วที่หนูถามมา"

แล้วคุณยายก็ถามอีกว่า "ทั้งหมดนี่ที่โลกมนุษย์มีหรือ?"

จุไรก็ตอบว่า "มีมากเจ้าค่ะโรงพยาบาลก็มีมากและสถานที่เก็บคนป่วยรักษาคนป่วยก็มีมาก" คุณยายก็แปลกใจว่าโลกมนุษย์ทำไมเป็นอย่างนั้นอายุก็สั้นโรคก็มาก

แล้วจุไรก็บอกให้คุณยายพาเดินดูถามว่า "ในประเทศนี้มีผู้ใหญ่บ้านมีกำนันไหม? มีนายอำเภอไหมมีผู้ว่าราชการจังหวัดไหมมีรัฐมนตรีมีกระทรวงไหมมีนายกรัฐมนตรีไหมมีพระเจ้าแผ่นดินไหม"

ยายนั่นไม่รู้เรื่องเลยยายตอบว่า "ที่หลานถามมานี่ทั้งหมดไม่มีทั้งหมด"

เธอก็ถามว่า "ถ้าอยู่อย่าง่นี้ถ้าใครข่มเหงกันแล้วใครจะเป็นผู้ห้ามปรามใครจะตัดสินลงโทษ"

คุณยายบอกว่า "คนโลกนี้เขาทะเลาะกันไม่เป็นเขาพูดขัดคอกันไม่เป็น

ประการแรกเขาไม่ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันไม่มีความโกรธ

ประการที่๒ทรัพย์สินต่างๆไม่ต้องระวังไม่มีใครลักใครขโมยดูบ้านช่องไม่มีกุญแจ

ประการที่๓คนโลกนี้สวยเหมือนกันหมดผู้หญิงก็สวยผู้ชายก็สวยไม่มีใครแย่งความรักกันต่างคนต่างมีสิทธิ์ในคนรักของตนตามลำพังและก็ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยการแย่งคนรัก

ประการที่๔คนในโลกนี้ไม่พูดคำไม่จริงไม่พูดคำหยาบไม่ยุแยงตะแคงแสะให้ใครเขาแตกร้าวกันไม่พูดวาจาไร้ประโยชน์แล้วก็

ประการที่๕คนโลกนี้ไม่ดื่มสุราเมรัยไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใครไม่คิดประทุษร้ายใครทุกคนมีความเห็นเหมือนกันคือต่างคนต่างมีความรักต่างคนต่างมีความเมตตาต่างคนต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันต่างคนต่างไม่ถือตัวไม่ถือตนต่างคนต่างพูดดีต่างคนต่างสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

ก็รวมความว่าโลกพุธเป็นโลกที่มีความรู้จริงๆคือรู้ในด้านของความดี

จุไร
ก็ถามคุณยายว่า "คุณยายเจ้าคะมีแม่น้ำไหม?"

คุณยายก็ตอบว่า "แม่น้ำอยู่ใกล้ๆคุณยายก็พาไปดูแล้วรู้สึกว่าคุณยายตัวเบาเดินคล้ายๆกับลอยไปแล้วก็เดินเร็วมากแต่อาศัยจุไรไปอยู่ด้วยกำลังของอภิญญาก็ไม่หนักใจเรื่องเดินเดินแป๊บเดียวรู้สึกว่าถึงแม่น้ำใหญ่ใสสะอาดน้ำใสมองเห็นก้นคลองน้ำไหลตลอดเวลาไม่นิ่งผักหญ้าและแหนต่างๆไม่ปรากฏในแม่น้ำน้ำใสสะอาดมาก

แล้วจุไรก็ถามอีกว่า "ทะเลมีไหมเจ้าคะ"

คุณยายก็ตอบว่า "มีมหาสมุทรใหญ่น้ำใสสะอาดแต่ไม่เค็มตอนนี้น้ำไม่เค็มน้ำจืดสนิท" เธอก็พาไปดูทะเลจุไรก็แปลกใจว่าคุณยายมีทั้งเนื้อทั้งหนังมีทั้งกระดูกแต่ทำไมเดินเร็วอย่างนี้

หลังจากชมสถานที่ต่างๆของแดนของคนรู้ได้ปรึกษาหารือกับคนรู้ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันด้วยวาจาก็เป็นที่พอใจได้ยินเสียงขององค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า

"จุไรลูกรักเวลานี้นะมันใกล้จะถึงเวลาพักคือจะดึกมากเกินไปสำหรับจุไรถ้าดึกมากเกินไปแล้วลูกรักก็จะไม่มีประโยชน์พรุ่งนี้จะต้องเตรียมการเรียนการศึกษาต่อไปจงกลับ"

จุไรก็หันมาหาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลถามว่า "โลกนี้นอกจากจะมีคนรู้ทรัพย์สินต่างๆในดินมีไหมเจ้าคะ"

ท่านก็บอกว่า "ทรัพย์สินต่างๆในดินมีมากมายเหลือเกินอย่างทองคำก็ดีเงินก็ดีเพชรนิลจินดาก็ดีโลกนี้เขาไม่ต้องขุดเพียงแค่เดินไปชายเขาลูกโน้น (ท่านชี้ให้ดู) เขาก็มีมากเป็นหย่อมๆแค่เอาไม้เขี่ยๆเท่านั้นทองคำก็ปรากฏเพชรนิลจินดาก็ปรากฏเพราะฝังไม่ลึกอยู่แค่ผิวๆดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ๆบ้านของเขาก็มีจุดทองคำ (ท่านชี้ให้ดู)"

องค์สมเด็จพระบรมครูทรงตรัสว่า
"โลกของคนรู้คือบัณฑิต"

รวมความว่าโลกพุธคือโลกของคนรู้จริงๆคือรู้ทำความดีแล้วหลีกเลี่ยงความชั่วขึ้นชื่อว่าความชั่วทุกอย่างเขาไม่ทำกันเขาไม่ใช่รู้แต่มาเกิดในโลกนี้อย่างเดียวเขารู้ตั้งแต่ก่อนมาเกิดในโลกนี้สมัยที่เขาเกิดโลกชมภูเขาเป็นคนรู้แล้ว

๑. มีความเคารพในพระไตรสรณาคมณ์เขารู้

๒. ไม่ลืมความตาย

๓. มีศีล๕บริสุทธิ์หรือกรรมบถ๑๐บริสุทธิ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนประเภทนี้มีกรรมบถ๑๐บริสุทธิ์

และอีกประการหนึ่งของคนพวกนี้เคารพในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง๔คือปฏิบัติได้ดีในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง๔แต่ได้แค่ฌานโลกีย์ตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นเทวดาบ้างไปเป็นพรหมบ้างหมดบุญวาสนาบารมีบุญเก่ายังมีมากเศษบุญยังมีมากไม่ควรที่จะมาเกิดบนโลกชมภูจึงมาเกิดบนโลกนี้จึงมีความสุขทุกอย่าง"

เอาล่ะบรรดาลูกรักเสียงก็แห้งเต็มทีเวลานี้ก็หมดเวลาขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกรักทุกคนสวัสดี

 

 
 

พลังจิต
หน้าแรก | พระไตรปิฎก | เว็ปบอร์ด | รวมเสียงพระธรรมเทศนา | ศูนย์รูปพุทธศาสนา | ศูนย์รูปทั่วไปพจนานุกรม  | วัดไทยทั่วโลก | สารบัญเว็ป |
|
รวมคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก |  คู่มือการฝึกสมาธิ  |  พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์  |  Music board | Blog Club | Chat Voice chat