|
จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ
ตอนที่
5
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายและท่านผู้อ่านทั้งหลายต่อนี้ไปก็มาพบกับเรื่องของดาวถุงดำขอท่านผู้อ่านและท่านผู้ฟังทั้งหลายโปรดทราบและจงอย่าลืมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนิทานเรื่องจริงๆก็มีอยู่ว่านักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเขาส่องกล้องเห็นดาวถุงดำใช้ศัพท์ว่าอย่างนี้ไอ้เจ้าดาวถุงดำนี้พฤติการณ์มีอยู่ว่าอะไรก็ตามถ้าเข้าไปใกล้มันมันดูดเข้าไปหมดแม้แต่แสงต่างๆก็ดูดเข้าไปจนกระทั่งมองไม่เห็นมีแค่นี้
ต่อมาก็นำเอาเรื่องดาวถุงดำมาตั้งต้นเป็นนิทานเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาแล้วก็ตามที่จะว่ากันต่อไปก็ตามเป็นนิทานทั้งหมดและเรื่องของนิทานอาจจะพาดพิงธรรมะบางก็เป็นของธรรมดาก็รวมความว่าต่อไปนี้ก็มาฟังกัน
หลังจากได้ติดตามท่านเจ้าของถิ่นไปชมสถานที่เมืองต่างๆและยานพาหนะต่างๆตลอดจนกระทั่งยานไปโลกต่างๆด้วยได้ชมยานพาหนะที่โลกต่างๆมาสู่โลกนี้ความจริงฟังแล้วก็ครึ้มดีแต่ถ้าเป็นจริงตามนั้นจะดีมากเลยหลังจากนั้นก็ลงมาที่เกาะขอโทษยังไม่ถึงเกาะที่ชายมหาสมุทรที่เมืองท่าก็ให้ท่านเจ้าของถิ่นพาชมเมืองต่างๆก็รวมความว่าความเป็นมาทุกสิ่งทุกอย่างของเรากับของเขาคล้ายคลึงกันแต่ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกชมพูนี้เองคนพูดก็ไม่รู้ทั้งหมดว่ามีอะไรมาบ้างแต่เรื่องราวของวิทยาศาสตร์เราต้องยอมรับ
เป็นอันว่าเขามีการคล่องตัวทุกอย่างทั้งค้าและทั้งขายคล่องตัวทั้งหมดสิ่งที่อยากจะทราบก็คือว่าทางใต้ดินที่เรียกกันว่าอุโมงค์หรือเมืองใต้ดินที่เขาบอกว่าของเขามีแต่ความจริงที่โลกสีชมพูเราก็มีเท่าที่ทราบอย่างอเมริกาเขาก็มีอย่างญี่ปุ่นก็มีและมีหลายๆประเทศมันก็เป็นของไม่แปลกสำหรับคนผู้ฟังแต่สำหรับผู้พูดเองก็รู้สึกว่าแปลกเพราะไม่เคยไปเคยแต่ลงอุโมงค์ที่ฮ่องกงมันก็เป็นอุโมงค์ใต้น้ำเฉยๆก็เลยตามเข้าไปดูก็ปรากฏว่าทางใต้ดินของเขามีความกว้างประมาณ๔กิโลเมตรจริงมันกว้างมากไม่ใช้เฉพาะรถรถก็มีสองทางทางไปและทางมารถไม่สวนกันเดินกันคนละทางและก็เลนที่สำหรับใช้วิ่งรถก็หลายเลนด้วยกันรถมีมากแต่ว่าใต้ดินนี้ถามเขาว่ายานเหาะมีไหมเขาบอกว่าสถานที่มันต่ำยายเหาะไม่มีแต่ว่ารถของเขาก็ดีมีทั้งรถไฟมีทั้งรถรางมีทั้งรถยนต์แต่ก็ขาดรถเจ๊กกับรถม้าของเขาไม่มีของเราเคยมีทั้งสองข้างทางไม่เปลี่ยวมีบ้านเรือนโรงมีตึกมีห้องแถวเป็นแถวๆไปก็มีคนมากบ้างน้อยบ้างไม่มากนักแต่พอนั่งรถไปประมาณสัก๓๐กิโลเมตรก็จะเจอะเมืองใหญ่ๆ
ในเมืองนี้ท่านเจ้าของถิ่นบอกว่าจะมีพลเมืองในเมืองนี้ประมาณ๒แสนคนมันก็ไม่เล็กคือว่าเขาขุดอุโมงค์ลึกออกไปข้างๆตั้งตึกแถวบ้านช่องเรือนโรงคนจริงๆที่อยู่รู้สึกว่าทุกคนมีความสดชื่นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสถ้าจะถามว่ามีอะไรบ้างถ้าบอกไปเมืองเราก็มีหมดแล้วเพียงแต่บอกว่าที่นี่เขามีตุ๊กตาตุ๊กตาบ้านเราก็มีมีผู้ชายกับผู้หญิงผู้ชายกับผู้หญิงบ้านเราก็มีแต่ก็ไม่ได้ถามเขาว่าเมืองนี้มีกระเทยหรือเปล่าและหลังจากนั้นก็จะถามเขาอีกว่ามีอะไรบ้างก็ไม่น่าแปลกไม่น่าถามแต่ว่าสิ่งที่ถามก็คือว่าเมืองนี้ขุดลงลึกใต้ดินประมาณเท่าไรเจ้าหน้าที่ที่นำไปเขาบอกว่าเขาก็ไม่ได้ถามช่างเหมือนกันแต่รู้สึกว่ามันลึกมากถามเขาว่าเวลานี้อยู่ใต้ระดับน้ำทะเลไหมเขาบอกว่าไม่ใช่ใต้ระดับน้ำทะเลใต้ท้องทะเลลึกลึกกว่าท้องทะเลลงไปอีกเส้นทางนี้ทั้งหมดลอดมหาสมุทรลอดใต้เมืองพื้นแผ่นดินด้วยแล้วก็ลอดมหาสมุทรด้วยไปตามเมืองเกาะกลางน้ำต่างๆซึ่งมีหลายเมืองก็ถามเขาว่าเมืองทั้งหลายเหล่านั้นมันเป็นเมืองขึ้นหรือเปล่าเขาบอกว่าเปล่าไม่ใช่เป็นเอกราชเขาเป็นเมืองปกครองกันเอง
ก็เลขบอกเขาว่าอยากจะไปในเมืองนั้นเขาบอกไปได้จะนำไปแล้วก็นั่งรถไปชมทิวทัศน์ทั้งสองข้างอย่างสะดวกสบายมีความสุขพอไปถึงบริเวณอีกเมืองเมืองหนึ่งใต้บาดาลเมืองนี้ไม่โตนักเป็นเมืองเล็กๆเขาบอกว่ามีพลเมืองประมาณ๒หมื่นคนเขาบอกว่าที่เมืองเมืองนี้แหละเป็นทางมีทางขึ้นเมืองในเกาะในทะเลเมืองที่อยู่กลางมหาสมุทรหรืออยู่กลางทะเลเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นหรือฟิลิปปินส์แบบนี้แหละแต่ก็มีทางขึ้นบกก็บอกเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็อยากจะขึ้นบกก็บอกเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็อยากจะขึ้นบกเขาก็นำวิ่งรถไปเรื่อยๆรู้สึกว่าความเป็นเนินขึ้นทีละน้อยๆขึ้นสะดวกมากลาดชันน้อยๆถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้สึกสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ปรากฏว่าขึ้นเหนือพื้นแผ่นดินก็ปรากฏว่าไอ้ที่ตรงนั้นเป็นเมืองเกาะมีเกาะน้ำล้อมรอบแต่ไม่ใช่เกาะเล็กๆที่ทราบว่าเป็นเกาะน้ำล้อมรอบก็เพราะว่าขึ้นชายเกาะเห็นน้ำเป็นแนวไกลแต่ว่าถ้าจะมองตัดผ่านศูนย์กลางให้ดูด้านเกาะทางโน้นไม่เห็นกันแน่มันไกลมาก
ถามเขาว่าเกาะนี้มีเนื้อที่กี่ตารางกิโลเมตรเขาบอกว่ามีเนื้อที่ประมาณ๒แสนตารางกิโลเมตรก็เป็นเมืองใหญ่มากก็เป็นประเทศประเทศหนึ่งและก็ถามเขาบอกว่าถ้าหากว่าเมืองนี้อยู่กลางเกาะลมพายุหนักๆจะมีไหมเขาก็บอกว่าถ้าหากว่าลมพายุหนักๆเข้ามาเมืองนี้มันไม่กลางเป็นเมืองใต้น้ำหรือเขาก็บอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่เขาอยู่กลางทะเลมาเป็นประจำเขามีการป้องกันกระแสน้ำไม่ให้น้ำมีกำลังแรงนักเมื่อขึ้นไปบนเกาะของเขาแล้วผู้นำเขาก็พาไปชายทะเลไปไกลห่างกันประมาณ๓กิโลเมตรก็เห็นกำแพงสูงตระหง่านกำแพงมีความสูงมากก็ลืมไปไม่ได้ถามเขาว่ากำแพงที่เห็นมันสูงกี่เมตรกันแน่มันสูงกว่าศรีษะหลายๆเท่าเป็นกำแพงกั้นรอบๆเท่าที่ตาเห็นเป็นกำแพงกันรอบชายน้ำทั้งหมดเขาจึงพาเข้าไปทางประตูที่ออกพอถึงทางออกก็มีทางออกใหญ่ที่เรียกว่ารถขนาด๕-๖คันเรียงเข้าไปยังไม่เต็มทางเมื่อออกทางนั้นแล้วก็ไปสักครู่หนึ่งก็ไปเจาะกำแพงอีกด้านหนึ่งอีกชั้นหนึ่งหรืออีกตอนหนึ่งเป็นกำแพงกั้นตรงเลี้ยวซ้ายไปนิดหนึ่งเดินไปสักครู่หนึ่งก็ไปเจาะประตูทางออกต่อไปเมื่อเดินตรงไปแล้วก็ไปเจอกำแพงอีกชั้นหนึ่งเป็นกำแพงสูงเหมือนกัน
ถามเขาบอกว่ากำแพงนี้เขาทำไว้ทำไมผู้นำก็บอกว่ากำแพงนี้ชาวเกาะเขามีความฉลาดคลื่นลมตามธรรมดาถ้าธรรมดาๆแล้วเขาไม่กลัวกันแต่ก็เป็นธรรมดาอยู่เองคลื่นลมที่มีความแรงมากมีอยู่แต่คลื่นลมจะแรงมากจะขนาดไหนก็ตามจะทำลายบ้านเรือนเขาไม่ได้เพราะว่าเขาชินต่อการป้องกันแต่ทว่ากระแสน้ำอาจจะตีขึ้นเกาะเขาได้ฉะนั้นเขาจึงหาทางป้องกันแระแสน้ำน้ำส่วนที่กระแทกกำแพงจะต้องสะท้อนกลับไปมหาสมุทรส่วนที่เหนือขึ้นไปนั้นเหนือกำแพงขึ้นไปก็จะตกลงในช่วงช่องของกำแพงถ้าคลื่นมาอีกก็เป็นแบบนี้จะทำให้กระแสน้ำมีกำลังอ่อนก่อนที่ไหลเข้าเกาะการจะไหลเข้าก็ไหลลำบากเพราะช่องไม่ตรงกันมันเยื้องกันกระแสน้ำที่ไหลเข้าแล้วและตกแล้วก็ไหลออกมหาสมุทรเขาทำแบบนี้เขาบอกว่าเป็นการป้องกันแผ่นดินเขาเปียกน้ำได้ดีมากคือว่าน้ำจะไม่เข้าถึงแผ่นดินใหญ่ถ้าเข้าถึงบ้างก็มีเล็กน้อยมีแต่กระแสน้ำฝนกระแสน้ำของคลื่นจริงๆไม่สามารถจะเข้าถึงเพราะกำลังของคลื่นจะตกลงในระหว่ากำแพงที่เขากั้นไว้มองดูเขาก็ชื่นในในความฉลาดแต่ความจริงเรื่องความฉลาดอย่างนี้ก็ถือว่าไม่ใช่ความฉลาดเป็นพิเศษทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าคนทุกคนย่อมคิดได้คนทุกคนสามารถสั่งการได้แต่ทุนทรัพย์ที่จะพึงทำมันไม่มี
หลังจากนั้นก็ชวนเขาเข้าไปในเขตตลาดเข้าไปในเมืองเข้าไปในเมืองก็มีสภาพเช่นเดียวกันมีของทุกอย่างพร้อมมูลบริบูรณ์ทั้งหมดคนก็รูปร่างลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกันทั้งบนบกและในทะเลคล้ายคลึงกันมากไม่แตกต่างกันอย่างคนไทยกับฟิลิปปินส์ก็มองยากเหมือนกันคล้ายคลึงกันมากคนของเขาก็มีสภาพแบบนี้ไม่เหมือนเช่นเรากับญี่ปุ่นของเราพอถึงญี่ปุ่นแตกต่างไปเยอะแล้วพอเข้าไปในอินโดนีเซียก็รู้สึกว่าแตกต่างกันมากสังเกตง่ายแต่คนไทยกับฟิลิปปินส์สังเกตยากเว้นไว้แต่พูดถ้าไม่พูดจะไม่รู้ว่าใครเป็นใครสังเกตกันยากข้อนี้ฉันใดเมืองของเขาเมืองนี้กับเมืองบนบกที่ผ่านมาแล้วก็มีสภาพเช่นเดียวกัน
ในเมื่อเขาชวนเดินไปบ้างนั่งรถไปบ้างชนตลาดของเขาก็ไม่หนาแน่นเหมือนของเราคนไม่มากเท่าเราแต่สิ่งของที่ส่งมาทางเรือก็มีมากโดยมากที่มาจากบนบกมักจะเป็นพืชไร่และของป่าแต่ของที่ชาวเกาะส่งไปขายบนบกเป็นของที่ประดิษฐ์ขึ้นทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ก็รวมความว่าก็เป็นของธรรมดาอีกจึงเดินเข้าไปในจุดๆหนึ่งในที่นั้นมีสถานที่แปลกที่ว่าแปลกก็เพราะว่าเป็นตึกไม่สูงเท่าตึกอื่นตึกเขาสร้างสูงๆกว้างขวางใหญ่โตสวดสดงดงามมากมีแสงสว่างแพราวพราวไปด้วยไฟฟ้าเครื่องไฟฟ้าไม่ต้องห่วงของเขาดีแน่แต่ว่าสิ่งที่น่าแปลกก็คือว่าสถานที่นั้นสร้างไม่เหมือนบ้านทุกหลังที่มีอยู่ที่เคยเห็นมามียอดแหลมๆและก็มีหลังคาคล้ายๆกับช่อฟ้ามีทรงแปลกๆรู้สึกว่าสวยสะดุดตาจึงถามเขาว่าสถานที่นั้นเป็นอะไรเขาบอกว่าที่ตรงนั้นเป็นศูนย์ศึกษาพระศาสนาก็ถามเขาว่าศาสนาที่เขานับถือเป็นศาสนาอะไรเขาบอกว่าเรื่องศาสนาทีนี้ไม่บังคับกันใครจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้แต่ว่าทุกคนต้องปฏิบัติให้เหมือนกันหมดนั่นคือพรหมวิหาร๔และกรรมบถ๑๐อันนี้ต้องเหมือนกันทุกคนในประเทศนี้และทุกๆประเทศเรียกว่าในโลกนี้ต้องปฏิบัติเหมือนกันหมดนอกจากนั้นคำสอนของท่านผู้ใดจะสอนไปแบบไหนก็ช่างเถิดแต่ว่าจะละเมิดพรมวิหาร๔กับกรรมบถ๑๐ไม่ได้
ก็ถามเขาว่านั้นเป็นเรื่องทั่วๆไปแต่ศาสนาจริงๆที่ยอดรับนับถือกันส่วนใหญ่เขาบอกว่านั่นก็คือพระพุทธศาสนาก็ถามเขาว่าพระพุทธศาสนายอรับนับถือกันมาตั้งแต่เมื่อไรเขาบอกว่าบรรพบุรุษบอกมาว่านับถือพุทธศาสนากันจริงจังเมื่อ๒,๕๐๐ปีเศษนับอายุหรือนับปีในจักรวาลของโลกชมพูแต่จักรวาลของโลกเขาเขาไม่ได้บอกแต่คนของเขาจริงๆถ้านับอายุในโลกสีชมพูแล้วจะมีอายุถึง๑๒,๐๐๐ปีเป็นอายุขัยฉะนั้นเวลานี้คนที่นำทางเขานับอายุในโลกของเราได้๘,๐๐๐ปีในเมื่อเขามีอายุตั้ง๘,๐๐๐ปีเขาก็ต้องพบพระพุทธศาสนาแน่เลยถามเขาบอกว่าพระที่มาเทศส่วนใหญ่เป็นใครเขาบอกว่าในสมัยนั้นจริงๆส่วนใหญ่เป็นพระโมคคัลลาน์
แล้วก็ถามว่าพระองค์อื่นมาบ้างไหมเขาก็บอกว่ามาถามว่าการมาของท่านท่านมาอย่างไรเขาบอกว่าท่านก็ลอยมาแบบนี้แหละเป็นพระที่ลอยได้ก็บอกับเขาว่าเวลานี้พระโมคคัลลาน์นิพพานไปแล้วเขาทราบไหมเขาบอกว่าเขาทราบถามเขาว่าเขารู้จักพระพุทธเจ้าไหมเขาบอกว่าเขารู้จักถามว่าเคยเห็นตัวไหมเขาบอกว่าเขาไม่เคยเห็นตัวไม่เคยเห็นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารูปร่างลักษณะอย่างไรเอาตัวจริงๆกันแต่พระโมคคัลลาน์เคยทำปาฏิหาริย์ให้เห็นให้เห็นพระพุทธเจ้ามีรูปร่างลักษณะสวดสดงดงามมากก็ถามเขาว่าเวลานี้พระอรหันต์ทั้งหลายท่านนิพพานไปแล้วยังจะมีพระอะไรมาสอนบ้างไหมเขาก็บอกว่ามี
ถามเขาว่าท่านมาบ่อยๆหรือนานๆมาครั้งเขาบอกว่าถ้าจะนับเวลาในโลกชมพูกันจริงๆก็จะประมาณ๓เดือนมีมาครั้งหนึ่งก็ถามเขาว่า๓เดือนท่านมาครั้งหนึ่งรู้สึกว่านานไปไหมเขาก็ตอบว่าไม่นานเพราะคำสอนของท่านแต่ละอย่างท่านสอนไว้แม้จะน้อยแต่ว่าเราก็ปฏิบัติกันไม่ค่อยได้ถ้าจะใช้คำว่านานก็หมายความว่าปฏิบัติได้แล้วนานแล้วท่านไม่มาต่อให้อันนี้ควรจะว่านานและความรู้การปฏิบัติที่ท่านสอนพวกเราพวกเราปฏิบัติไม่ค่อยจะถึงท่านจึงถามเขาว่าในเมื่อทุกคนที่นี่ตั้งอยู่ในพรมวิหาร๔และกรรมบถ๑๐และคำสอนของพระโมคคัลลาน์ท่านสอนอย่างไรต่อไปอีกเขาบอกว่าท่านก็แนะนำให้ละสังโยชน์สังโยชน์มี๑๐อย่างถ้าพูดไปแล้วก็เหมือนของเราก็บอกว่าการละสังโยชน์๑๐โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังโยชน์๓เบื้องต้นท่านทำได้ไหมเขาบอกว่าเขาทำได้แต่มันไม่หมดการทรงตัวยังไม่แน่แท้นักก็ถามว่าข้อไหนที่ถือว่ายากที่สุดเขาบอกว่าทุกข้อไม่ยากแต่ก็ไม่มีความมั่นใจว่าทำได้จริงๆอันนี้เขาไม่ประมาทจริงๆ
ก็เลยบอกว่าในเมืองโลกนี้ทั้งโลกบังคับว่าต้องปฏิบัติในพรหมวิหาร๔และกรรมบถ๑๐ในเมื่อสองอย่างนี้ครบถ้วนทุกคนก็เป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามีได้แล้วคือว่าทุกคนยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆฺ์และถ้าปฏิบัติในศีลและกรรมบถ๑๐ได้ครบถ้วนก็เป็นพระอริยะเบื้องต้นคือพระโสดาบันหรือสกิทาคามีเขาบอกว่า๒อย่างนี้ไม่หนักแต่มันหนักอีกอย่างหนึ่งถามว่าหนักอะไรเขาก็ตอบว่าหนักในการเห็นตัวทุกข์คนโลกนี้จริงๆไม่ค่อยจะเห็นทุกข์ทุกอย่างมันสุขหมดจะกินเมื่อไหร่ก็มีกินจะนอนเมื่อไหร่ก็ได้อันตรายๆก็ไม่มีการระมัดระวังต่างๆก็ไม่มีนอนหลับตื่นขึ้นมาของหายแบบโลกชมพูก็ไม่มีนั่งอยู่ดีๆถูกจี้เอาเงินเอาทองไปแบบโลกชมพูนี้เขาสรรเสริญโลกชมพูเราน่ะ
เป็นอันว่าโลกชมพูของเราเขาสรรเสริญมากกว่านักจี้ก็มีนักปล้นก็มีนักล้วงกระเป๋าก็มีมีทุกอย่างเขาบอกว่ายิ่งไปกว่านั้นโลกชมพูยังมีความรู้พิเศษคือความรู้บวกคำว่าบวกหมายถึงว่าหากำไรของอย่างนี้ซื้อมาเท่านี้บอกราคาเท่าโน้นแล้วขายเท่าโน้นต่อไปอีกของซื้อมาหนึ่งบาทบอกว่าหกสลึงขายสองบาทในขณะที่บอกราคานี้เป็นกำไรในตัวอย่างนี้เขาเรียกว่าบวกอย่างนี้โลกชมพูก็มีแต่ว่าชินโลกนี้ไม่มีพอเขาพูดให้ฟังก็มีความเข้าใจว่าคนโลกนี้ไม่เข้าใจในทุกข์และเขาพูดต่อไปว่าข้อหนึ่งของสังโยชน์นั้นคือสักกายทิฏฐิที่พระโมคคัลลาน์สอนให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเราไม่มีในร่างกายร่างกายไม่มีในเราคือเรากับร่างกายแยกกันออกไปร่างกายถ้ามันตายแล้วเราไม่ตายเรามีความดีคือบุญทำไว้ไปสวรรค์บ้างพรหมโลกบ้างไปนิพพานบ้างถ้าเรามีความชั่วมีบาปเช่นปาณาติบาตเป็นต้นก็ไปเกิดเป็นเปรตบ้างอสุรกายบ้างสัตว์เดรัชฉานบ้างลงนรกไปบ้างและให้ถือว่าว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยงความตายเป็นของเที่ยงความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ได้อย่างนี้คนโลกนี้ไม่เข้าใจก็ถามเขาว่าทำไมถึงไม่เข้าใจเขาก็บอกว่าคนโลกนี้จริงๆจะต้องมีอายุ๑๒,๐๐๐ปีมันไม่ตายจะถือว่าความตายจะเข้าถึงเราเมื่อไรก็ได้มันก็นึกไม่ออกนึกได้แต่เพียงว่าเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีความตายเป็นที่สุดแต่ก็มองไม่เห็นทุกข์คิดว่าถ้าเราเกิดมาเป็นคนต่อไปอีกเราก็มีความสุขอย่างนี้เวลานี้มีความสุขเราไม่มีรถใช้เราก็โดยสารรถได้ราคารถก็ไม่แพงเราไม่มีเครื่องบินใช้เราก็โดยสารเครื่องบินได้จะไปเมื่อไรก็ได้เครื่องบินมีเยอะค่าพาหนาะก็ถูกคือว่าประเทศนี้ไม่ได้ใช้น้ำมัน
ก็รวมความว่าคุยกันไปคุยกันมาเวลามันก็มากคนฟังรำคาญหรือเปล่าก็ไม่ทราบเมื่อสรุปแล้วคนโลกนี้คิดว่าพระโสดาบันเป็นของยากและยากข้อเดียวคือสักกายทิฏฐิก็น่าเห็นใจเขาแต่ความเคารพในพระพุทธเจ้าในพระธรรมในพระอริยสงฆ์เขามีจริงหลังจากนั้นก็ชวนบอกว่าถ้าอย่างนั้นอาคารหลังนี้เป็นอาคารสอนศาสนาใช่ไหมเขาบอกว่าใช่ถามเขาว่าเวลานี้มีพระมาไหมเขาแลเห็นธงสีเหลืองยกขึ้นเขาบอกว่าเวลานี้พระกำลังเทศน์แล้วก็บอกเขาว่าถ้าอย่างนั้นต้องขออภัยที่รบกวนท่านทำให้ท่านไม่มีโอกาสได้ฟังเทศน์เขาก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรที่นี่เป็นเมืองเกาะสำหรับเขาเขาฟังมาแล้วจากเมืองบนพื้นดินพระท่านเทศน์ที่โน่นแล้วก็มาเทศน์ที่เมืองบนเกาะนี้ก็ถามเขาว่าเวลาที่พระเทศน์เราจะเข้าไปได้ไหมเขาบอกว่าพระท่านเทศน์ความจริงท่านไม่ได้พูดคนเดียวท่านพูดกับคนเป็นแบบสนทนากันเรียกว่าเทศน์ท่านถามถึงความเข้าใจในเรื่องที่ท่านพูดไหมอย่างนี้เข้าใจไหมอย่างนั้นเข้าใจไหมเรียกว่ารู้เรื่องกันเราเข้าไปได้มาถึงเมื่อไรก็ฟังเทศน์ได้คุยเทศน์ได้คำว่าคุยเทศน์ก็หมายความว่าเราถามได้จึงชวนให้เขานำเข้าไปในสถานที่สอนศาสนา
พอเข้าไปในสถานที่นั้นก็ปรากฏว่าที่บริเวณกว้างขวางจริงๆตึกด้านหน้าที่มองเห็นด้านหน้าเป็นมุขแสดงว่าที่นี่เป็นที่สอนศาสนาแต่เข้าไปข้างในเป็นตึกใหญ่มากบริเวณกว้างขวางมากมาแสงสว่างมีความเย็นดีมากและเครื่องขยายเสียงเขาก็ดีมากจริงๆใครจะพูดเมื่อไรก็ได้ยินกันทั่วเมื่อนั้นไมโครโฟนเขาก็ไม่ต้องตั้งให้ชูสูงอย่างไมโครโฟนของเราอย่างที่คนพูดนี้ไมโครโฟนตั้งสูงของเขามองไม่เห็นอยู่กับพื้นนั่งโต๊ะปุ๊บเป็นพบไมโครโฟนคือช่องเล็กๆและก็พูดได้ทันทีใครพูดขึ้นมาคนอื่นได้ยินหมด
เมื่อเข้าไปในที่นั้นเจอะพระท่านกำลังนั่งอยู่บนธรรมาสน์งามสง่ามากองค์โตกว่าคนธรรมดามากใหญ่มากก็ทราบได้ทันทีว่าการแสดงองค์แบบนั้นต้องเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ก็ถามคนที่เขานำว่าองค์นี้พระอะไรเขาบอกว่าองค์นี้คือพระโมคคัลลาน์ที่ท่านบอกว่าพระโมคคัลลาน์นิพพานแล้วสำหรับโลกโน้นแต่โลกนี้พระโมคคัลลาน์ไม่เคยนิพพานท่านมาตามเวลาของท่านจริงๆองค์ใหญ่ขนาดนี้คนในพื้นพิภพนี้ทั้งหมดเรียกว่าโลกนี้ทั้งหมดเขาเรียกองค์นี้ว่าเป็นพระใหญ่ที่บางคนในโลกชมพูเขามีคนมาแล้วนะไม่ใช่มีแต่เฉพาะคณะของท่านเขามีคนมาแล้วเขาเคยถามว่าโลกนี้มีพระพุทธศาสนาไหมก็บอกเขาว่ามีเขาถามว่าพระอะไรมาสอนก็บอกเขาว่าส่วนใหญ่พระองค์ใหญ่มาสอนคำว่าพระองค์ใหญ่ก็หมายถึงพระโมคคัลลาน์เวลานั้นท่านกำลังเทศเข้าไปด้านนั้นรู้สึกว่าท่านหันมาข้างหน้าแต่คนนั่งทุกๆด้านก็มีความรู้สึกว่านั่งข้างหน้าท่านทั้งหมดอันนี้เป็นปาฏิหาริย์ใหญ่ตามบาลีบอกว่าอาการอย่างนี้จะแสดงได้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่นั่นก็หมายความว่าทุกองค์ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่เวลานี้อัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูคือพระโมคคัลลาน์ท่านนิพพานไปแล้ว
คำว่านิพพานแปลว่าสูญเมื่อวันที่๑๖เด็กนักเรียนสตรีวิทยามาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดท่าซุงเธอถามว่านิพพานเขาบอกว่าสูญใช่ไหมก็ตอบว่าเขาแปลว่าสูญเธอก็ถามว่าสูญหมายถึงสลายไปเลยหารไปเลยใช่ไหมก็ตอบว่าใช่เธอก็ถามว่าเวลาปฏิบัติกรรมฐานจริงๆทำไมจึงมีความรู้สึกสัมผัสนี่เป็นอันว่าเด็กนักเรียนเธอบอกว่านิพพานมีความรู้สึกสัมผัสสัมผัสรู้ว่านี่เป็นนิพพานจะพูดกันง่ายๆก็หมายความว่านิพพานนี่เธอสัมผัสมีตัวมีตนก็เลยบอกกับเธอว่านิพพานก็ดีสวรรค์ก็ดีพรหมโลกก็ดีเป็นต้นเขาเรียกว่านามธรรมแต่สิ่งที่ประสบของเธอเป็นรูปขึ้นมาเขาเรียกว่ารูปในนามคือส่วนที่เป็นนามก็มีรูปของนามเราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อก็ต้องใช้กำลังจิตสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องกล่าวว่าต้องใช้ทิพพจักขุญาณสัมผัสใช้ตาเนื้อไม่ได้ต้องใช้ตาใจคือตาเป็นทิพย์
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัทมองดูเวลาเหลือนาทีเศษๆก็จะหมดเวลาแล้วขอลาก่อน
ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่านสวัสดี
จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ
ตอนที่
6
ท่านผู้อ่านและท่านผู้ฟังทั้งหลายมาตอนนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่อง
เมืองชินโลก หรือ โลกถุงดำ หรือ ดวงดาวถุงดำ
กันต่อไปก็ขอท่านผู้อ่านก็ดี ท่านผู้ฟังก็ดี อย่าลืมว่า
เป็นนิทาน
แต่ว่านิทานพระพูดก็ธัมมธัมโมที่น่ารำคาญผสมอยู่ด้วย
เป็นของธรรมดาเพราะว่าสถานีวิทยุเขาถือว่า
วันนี้เป็นรายการธรรมะ ก็ว่ากันเรื่อยๆ ไป
เป็นธรรมะบ้างหรือเป็นอะไรบ้างก็ตามเรื่องเป็นนทานบ้างเป็นธรรมะไปบ้างแต่ว่าตอนท้ายๆ
ธรรมะจะมากหน่อย เพราะเรื่องของโลกนี้มันหมด
ถ้าคุยกันไปก็มีแต่เรื่องช้ำๆ เรื่องของคน
แต่ก็มีจุดๆ หนึ่งเป็นของที่โลกเราก็มีนั่นคือเรื่อนกระจก
ในน้ำในมหาสมุทรเขาก็มีทางลงจากบก
เหมือนกับอุโมงค์รถลอดอุโมงค์จากนี้ไปโน่นนั่นแหละ
เหมือนกับที่ฮ่องกงคือลอดจากอีกฝั่งหนึ่งไปฝั่งหนึ่งลอดมหาสมุทรไป
ลงไปในน้ำไปถึงเรือนกระจก
เรือนกระจกเขาสวยสดงดงามมากมีไฟฟ้าสว่าง
มีแสงสว่างมากมีเครื่องยิงเครื่องยิงให้ปลาคือไม่ใช่ยิงปลา
เครื่องยิงอาหารให้ปลา ไปชมปลาต่างๆ มีความสวยสดงดงามมีสีหลากๆ
กัน ปลากับคนไม่เป็นศัตรูกัน เพราะคนไม่กินปลา
ปลาก็เลยไม่กลัวคน ก็มีสถานที่บางจุด ถ้าคนจะออกไปว่ายน้ำเล่น
ก็มีเครื่องประดาน้ำสำหรับหายใจได้
เพราะมันใต้ส่วนลึกของมหาสมุทรเขาก็มีเครื่องยิง
ยิงปุ๊ปไปเหมือนกับทหารเรือยิงตอร์ปิโด
แต่วายิงไปแล้วขากลับก็เข้ามาถึงจุดที่เข้าก็ดูดเข้ามาอันนี้เป็นของไม่ยากโลกนี้ก็ทำได้
โลกโน้นก็ทำได้
แต่ว่าที่น่าแปลกใจก็คือ คนพูดไม่เคยลงเรือนกระจกในโลกนี้
แต่ก็ไปลงเรือนกระจกในโลกนั้น
เรือนกระจกของเขามีมากจากเรือนนี้แล้ว
ถ้าจะไปเรือนโน้นก็มีอุโมงค์ไป
เป็นทางไปก็มียานสำหรับเป็นพาหนะเป็นรถย่อมๆ วิ่งไปได้
แล้วไปถึงเรือนโน้นแล้วก็ไปถึงเรือนโน้น
เรื่องอาหารการบริโภคไม่ห่วง เขามีพร้อมระบบอากาศหายใจเขาก็ดี
ไม่เห็นมีอะไร
เข้าไปในเรือนกระจกก็ไม่ต้องใส่หน้ากากให้มีออกซิเจนไม่มีอะไรทั้งนั้น
เดินกันแบบสบายๆ เพลิดเพลินจะพรรณนาความสวยสดงดงาม ดีไม่ดี
ปลาในโลกชมพูเราอาจจะสวยกว่า เพราะว่าก็ไม่รู้จักปลาทุกประเภท
ถ้าจะถามว่าเห็นปลาทำอันตรายกันไหม ก็ขอตอบว่าเห็น
เพราะปลาไม่มีพระเทศน์สอนให้ปลาไม่ทำอันตรายกัน
ก็มีปลาทำอันตรายกันก็มีให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
ส่วนใหญ่ก็เป็นปลามาล้อมรอบเรือนกระจก รับอาหาร
คนที่ไปทุกคนต่างคนต่างก็ซื้ออาหารให้กับปลา
ใส่เครื่องยิงยิงไปแล้ว อาหารก็พุ่งออกไปกระจายออก
แลาก็แย่งกันกินตามระเบียบของปลา
จุดนี้จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไร
ถามเขาว่าเรือนกระจกยังมีอีกมากไหม ยังเห็นมีทางต่อไป
เขาบอกว่ามีมากเพราะเมืองในมหาสมุทรเขาได้เปรียบ
เขาไม่เก็บค่าผ่านประตูเข้ามาชมเรือนกระจก
ค่าพาหนะที่จะมาส่งที่จะส่ง เขาก็ไม่เก็บ
แต่ว่าเขาขายอาหารที่ให้กับปลาคนจะเลี้ยงปลาต้องซื้ออาหารจากเขาและอาหารที่ซื้อก็รู้สึกว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับโลกเรา
มันต่างกันเยอะราคาของเขาถูกมาก เพราะความเป็นอยู่ของเขาดี
รัฐบาลเขาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเก็บภาษีให้มาก
เพราะบรรดาข้าราชการทั้งหมดข้าราชการเขาก็มีไม่มากอย่างของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ตำรวจอย่างเดียวก็เข้าไปเป็นแสนแล้ว
ต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อบุคคลสูงเฉพาะเงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงก็ยังแถมค่าพาหนะ
ค่าโรงแรม ค่าห้องพักอีก
นอกจากนั้นเครื่องอาวุธยุทธโธปกรณ์ก็ต้องมาก
ก็ต้องจ่ายสตางค์แล้วยานพาหนะก็ต้องใช้ต้องใช้เยอะ
ของเขาก็มียานพาหนะเหมือนกันแต่ว่ายานพาหนะของเขาไม่เปลืองสตางค์เพราะเขาไม่ได้ใช้น้ำมัน
เขาใช้รังสีของแร่จะถามเขาว่า
แร่อะไรเขาก็ไม่ได้บอกก็ไม่ได้ถามไม่ได้ซัก
เพราะเห็นว่าโลกเราใช้ยูเรเนียมเป็นกำลังขับเคลื่อนกันอยู่แล้ว
ของเขาอาจจะมีเหมือนเรา เราอาจจะมีเหมือนเขาก็ได้
ก็รวมความว่าไม่ได้ซักถามและจุดนี้อีกจุดหนึ่งเป็นสิ่งที่น่าเที่ยว
หลังจากนั้นก็กลับ
เมื่อกลับขึ้นมาบนบกแล้วก็ชวนคนพาเจ้าของถิ่นว่า
อยากจะขึ้นบนบกอีกฝั่งมหาสมุทรหนึ่งเขาก็บอกว่าเมืองเกาะมีมากจะไปแวะเมืองเกาะอื่นๆ
ไหม ก็เลยบอกว่ามันมีสภาพแตกต่างกันไหม
เขาบอกว่าแตกต่างกับบ้างนิดหน่อย
ส่วนใหญ่ก็เหมือนกันก็เลยบอกว่า ถ้ามันเหมือนกันไม่ไปดูดีกว่า
ไปดูแล้วก็ไม่ทราบว่าจะนำอะไรไปได้ของสักชิ้นหนึ่งที่มาที่นี่ก็ไม่มีโอกาสจะนำไปเขาก็บอกว่า
เอ๊ะ ก็เหมือนพระที่ท่านเทศน์ก็เหมือนกัน
คนเขาก็มีศรัทธาเมื่อฟังเทศน์แล้วก็ถวายอย่างโน้นถวายอย่างนี้
แต่เวลาพระท่านจะไป
ท่านบอกว่าทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นที่ไหนให้อยู่ที่นั่น
นั่นก็หมายความว่าท่านมอบไว้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าของวัด
เจ้าของสถานที่พระศาสนา
แล้วเจ้าของสถานที่พระศาสนาก็ทำการจัดสร้างบ้าง จักของ
หาซื้อของใช้ต่างๆ นานา
ก็รวมความว่ามีทุกอย่างเท่าที่เกิดขึ้นมาแล้ว
ที่เห็นเมื่อกี้นี้ก็เพราะว่าเงินที่เหลือจากพระท่านเทศน์พระท่านเทศน์แล้ว
ท่านก็ไม่ได้นำไป ก็เลยบอกเขว่า การที่ไม่นำไปของพระท่าน
ท่านอาจจะไม่นำไปเพราะจิตเมตตาก็ได้ หรือท่านไม่สะสมทรัพย์สิน
ท่านไม่มีความจำเป็นในทรัพย์สินก็ได้
แต่สำหรับข้าพเจ้าที่ไม่นำไปก็เพราะว่าแบกไปไม่ได้ขึ้นชื่อว่าวัตถุชนิดหนึ่งก็ไม่สามารถจะแบกไปได้
เขาถามว่าถ้าอย่างนั้นมาที่นี่อยากได้อะไรบ้างก็เลขตอบเขาตรงไปตรงมาว่าการมาที่นี่ไม่ใช้อยากได้อยากรู้อย่างเดียวมีความอยากเหมือนกันอยากจะรู้ว่าไอ้ถุงดำในอากาศที่นักวิทยาศาสตร์เขามองเห็นมันคืออะไรกันแน่
เขาก็ย้อนถามว่าท่านเข้าใจถุงดำแล้วหรือยังก็บอกว่าเข้าใจแล้วเพราะว่าไปในอุ้งของถุงดำ
ในท้องของถุงดำ
เคยเห็นอะไรบ้ารงก็บอกว่าเรือบินก็เห็นยานพาหนะที่มีลักษณะกลมๆ
อย่างของท่านมีก็เห็นแล้วก็ดวงดาวต่างๆ ที่ลอยเข้าไปก็เห็น
เขาก็ถามว่าดวงดาวต่างๆ มีลักษณะแตกต่างกันไหม
ก็บอกว่าดวงดาวที่เข้าไปมันคล้ายคลึงกันก็มี
มีลักษณะแตกต่างกันก็มี
ดวงดาวบางดวงดาวก็มีขุมทรัพย์อยู่กลังดวงดาวนั้นบนผิวโลก
ถามเขาว่าที่นั่นท่านเคยไปไหม
เขาบอกว่าถ้าบินรอบโลกนั่งเครื่องบินก็ต้องผ่านจุดนั้นเขาบอกว่าบินรอบจากสูงไปต่ำถ้าบินรอบข้างๆ
ก็ไม่ต้องผ่านก็ถือว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่ที่เที่ยวของคนโลกนี้
โอ้โฮ น่าอัศจรรย์
ก็ถามเขาว่า
เคยเห็นทรัพย์สินไหมเขาบอกว่าเคยเห็นถามเขาว่าไอ้ธาตุเหลืองๆ
อร่ามที่นี่เขาใช้ไหม เขาก็บอกว่าใช้ ถามว่าท่านไปที่นั่น
ไม่อยากได้ทองคำที่นั่นบ้างหรือเพราะมีโลกอยู่โลกหนึ่ง
อาจจะมีหลายโลกก็ได้ ขึ้นไปที่โลกต่างๆ เพียงแค่ ๓
โลกเท่าที่มองเห็นมันเกิน ๓๐๐ โลก
อยากจะถามว่าท่านอยากได้ทองคำไหม
เขาบอกว่าไม่เคยอยากได้เพราะพื้นผิวพิภพนี้ก็มีเยอะแล้วก็ถามเขาว่าพื้นพิภพนี้ทองคำเป็นวัตถุมีค่าสูง
หรือว่าทองคำเป็นวัตถุมีค่าต่ำ เขาบอกว่าขึ้นชื่อว่าทองคำ
โลกชมพูต้องการขนาดไหน
เขาไม่ทราบแต่ทีนี่ถือเป็นมาตรฐานการเงิน การเงินต่างๆ
แบงก์ต่างๆ ที่พิมพ์ออกมาต้องมีทองคำรับรองก็เลยบอกว่า
ถ้าอย่างนั้นโลกโน้นกับโลกนี้ก็มีสภาพเหมือนกัน
ก็เลยล้วงกระเป๋าอีกนิดหนึ่ง ถามว่าที่นี่คนจนๆ มีไหม
เขาถามว่า จนหมายถึงอะไร ก็ตอบว่าจนขนาดที่ไม่มีกิน
ไม่มีใช้ต้องขอทาน
เขาก็ยิ้มบอกว่าที่นี่ไม่มีความจำเป็นต้องขอเพราะว่าถ้าบุคคลใดเขาเห็นว่า
คนกลุ่มใดหรือบุคคลใดก็ตามเห็นว่าคนใดมีความขัดข้องเรื่องความเป็นอยู่
โดยเฉพาะการเงินก็ดี เสื้อผ้าก็ดี อาหารการบริโภคก็ตาม
เขาก็รีบช่วยกันสงเคราะห์ แต่เขาบอกว่าเขาเกิดมา ๘,๐๐๐
ปีของโลกชมพูยังไม่เคยเห็นใครต้องสงเคราะห์กันด้วยวัตถุอย่างนี้
ที่มีความขัดสนจริงๆ มีแต่เพียงว่าเรามีอย่างนี้เขามีอย่างโน้น
เรามีมากชิ้นไปแบ่งให้เขา
เขามีอย่างหนึ่งที่เราไม่มีเขาแบ่งให้เรา
มีแค่นี้คำว่ายากจนจริงๆ ไม่มี
ก็ถามเขาถึงอาชีพ เขาบอกว่าอาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไร
ในประเทศที่ท่านจากมา ส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกรรม
หรือว่าอาชีพของป่าไม้ของในป่าและสิ่งประดิษฐ์ก็มีมาก
โรงงานก็มีเยอะก็ไม่มีอะไร
ต่างคนต่างก็ทำกันการใช้จ่ายนี่มันไม่เปลือง
เพราะว่าที่นี่กินผักเป็นพื้นฐาน
ในเมื่อกินผักเป็นพื้นฐานแล้วก็ปลูกผักกันของเรามีอย่างนี้ของเขามีอย่างนั้นถ้าใครไม่มีอย่างไหนก็แลกกัน
ใครต้องการอย่างไหนก็ขอกันได้ที่นี่เขาไม่มีการหวงกัน
เขาก็บอกว่าโลกนี้พระท่านบอกว่าเป็นโลกมนุษย์พอเขาพูดอย่างนี้ก็หนักใจเหมือนกันที่เคยศึกษาในพุทธศาสนาในธรรมะท่านามี
ท่านบอกว่าให้ปฏิบัติในมนุษยธรรม
ถ้าปฏิบัติในมนุษยธรรมได้ก็สามารถจะเกิดเป็นมนุษย์ได้
ก็ยังมีความสงสัยว่าคนทุกคนในโลกชมพูต่างคนต่างก็เรียกตนเองว่าเป็นมนุษย์แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงมาสอนมนุษยธรรมอีกในเมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วเมื่อตายจากความเป็นคนมาเกิดเป็นคนมันก็ต้องเป็นของไม่ยากเพราะว่าเป็นสถานที่เดิมของตนที่เคยอยู่แต่นี่เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูที่คนพูดไม่ทราบแต่คนพูดเองมีความโง่ถนัด
มีความเข้าใจว่าคนทุกคนที่เกิดมาในโลกชมพูเป็นมนุษย์
ครั้นมาเจอะมนุษย์ในชินโลก
หรือว่าถุงดำนี่เข้าจึงมีความเข้าใจจริงๆ ว่าเขาเป็นมนุษย์แน่
ชาวโลกชมพูตามความรู้สึกของคนอื่นเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ
ถ้าพลาดไปก็ขออภัยด้วย ตามความรู้สึกของผู้พูดจริงๆ คือว่าที่โลกมนุษย์หามนุษย์ได้ยาก
ที่โลกชมพูนี่นะ หาคนที่เป็นมนุษย์แสนจะยาก ไม่ใช่ไม่มี
ปริมาณที่มีก็มีน้อยแต่ว่าถ้าจะเป็นคนเสียจริงๆ เป็นคนมาก
ในโลกชมพูเรา มีคนมากกว่ามนุษย์
แต่การพูดอย่างนี้บางท่านอาจจะร้องตะโกนถามว่ามนุษย์กับคนมันต่างกันตรงไหน
ก็ขอตอบว่าในอาการ ๓๒ จริงๆ ไม่ต่างกันมีธาตุ ๔
เหมือนกันมีอาการ ๓๒
เหมือนกันแต่ความรู้สึกของจิตใจไม่เหมือนกันสำหรับ มนุษย์
ท่านแปลว่า ใจสูง คำว่าใจสูง ก็คือมีอารมณ์ไม่ต่ำ
อารมณ์ประเภทใดก็ตามที่นำมาซึ่งความเดือนร้อน
มนุษย์เขาไม่ใช้กัน เช่น ความโกรธ
การแสดงอาการโกรธเป็นศัตรูกัน เขาไม่มีเขามีแต่ เมตตา
ความรัก กรุณา ความสงสาร มนุษย์เขามีแต่เมตตา
ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยน
ไม่อิจฉาริษยากัน ใครได้ดีพลอยยินดีด้วย อุเบกขา
ถ้าอะไรก็ตามเกิดความขัดข้องขึ้นมา
ไม่สามารถจะแก้ไขได้ก็วางเฉยไม่ดิ้นรน คือไม่กลุ้ม
ไม่กระวนกระวาย
และนอกจากนั้นขึ้นชื่อว่า ชีวิต เลือดเนื้อร่างกาย
ทุกคนรักก็ไม่มีใครทำร้ายร่างกายกัน ทรัพย์สมบัติต่างๆ เรารัก
ของเขาเขาก็รัก ไม่มีใครละเมิดความรักกันและวาจาก็มีวาจา
วาจาอ่อนหวานและก็วาจาแสดงความเป็นมิตร
วาจามีหลักมีเกณฑ์มีเหตุมีผล
เขามีวาจาสี่ด้านจิตใจเขาไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใครโดยไม่ชอบธรรม
เขาไม่ให้เราไม่เอาและก็ไม่ขอทำให้ใครสะเทือนใจและก็ไม่คิดจองล้างจองผลาญ
โกรธอาจจะมีบ้าง
อารมณ์ไม่พอใจอาจจะมีบ้างแต่ไม่แสดงออกและไม่จองล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมกันอารมณ์ใจคิดถูกตามความเป็นจริงด้วยเหตุผลเสมอ
นี้ลักษณะของมนุษย์เขาเป็นอย่างนี้
สำหรับคนในโลกชมพูของเราไม่ต้องเอากรรมบถ ๑๐ เอาแค่ศีล ๕
อาจจะนับตัวได้ว่าใครทรงศีล ๕ บริสุทธิ์บ้างอย่าลืมว่าชินโลก
หรือว่าดาวหลุมดำ เขาต้องฝึกกรรมบถ ๑๐ และพรมวิหาร ๔
กันมาแต่เกิดขณะอยู่ในท้องแม่
ถ้าลูกสามารถได้ยินเสียงแม่ได้จะได้ยินเสียงแม่พูดเรื่องพรหมวิหาร
๔ กรรมบถ ๑๐ ให้ได้ยินหรือว่าชาวบ้านคุยกัน คุยกันให้ได้ยิน
ถ้าสามารถได้ยินนะ
รวมความว่าตั้งแต่อยู่ในท้องก็อยู่ในท้องของคนมีกรรมบถ ๑๐
และพรหมวิหาร ๔ ออกมาแล้วก็อยู่ในแวดวงของคนที่มีพรหมวิหาร
๔
และกรรมบถ ๑๐ การที่จะทรงอารมณ์ตามนี้จึงเป็นของไม่ยาก
เพราะว่าชินมาตั้งแต่ลืมตาเห็น ก็เป็นอันว่า
โลกชมพูของเราเป็นโลกของคน คำว่า คน แปลว่า ยุ่ง
มันผสมผเสทั้งความชั่วและความดี ความชั่วก็มี ความดีก็ปรากฏ
เขาเรียกว่า คน
เอาแน่เอานอนไม่ได้
เดี๋ยวก็ดีบ้างเดี๋ยวก็ชั่วบ้าง เช้าดี บ่ายชั่ว หรือเช้าชั่ว
บ่ายดี อะไรก็ตามใจ กลางวันดี กลางคืนชั่ว กลางคืนดี
กลางวันชั่ว มันก็อาจจะมีความชั่วขึ้นมาปะปน
ก็รวมความแล้วว่าโลกของเรา ไม่ใช่มนุษย์แน่
ที่จะมีมนุษย์อยู่ก็จริงแหล แต่ว่าก็มีคนอยู่มาก
ของเขามนุษย์แท้มีมนุษยธรรมคือกรรมบถ ๑๐ และพรหมวิหาร ๔
เมื่อคุยกันมาตอนนี้คนฟังรำคาญหรือยัง เรื่องมันก็หมดแล้วนี่
รำคาญหรือไม่รำคาญก็ไมต่อไป
ต่อนี้ไปก็ชวนกันขึ้นบกไปเมืองที่ถนนตรงไป
มันมีถนนแยกไปหลายสายในมหาสมุทร
ใต้มหาสมุทรก็บอกว่าไปในจุดที่ตรงไป
มันมีถนนแยกไปหลายสายในมหาสมุทรใต้มหาสมุทรก็บอกว่าไปในจุดที่ตรงไป
ตั้งหน้ายืนจากเมืองท่าที่เราผ่านามาแล้วหันหน้าตรงไปทางไหน
ไปทางนั้นเขาก็นำตรงไป ไปขึ้นเมืองท่าของอีกฝั่งหนึ่ง ไปนาน
ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็ไปถึง ทางค่อยๆ ลาดขึ้นๆ
สังเกตได้ยากเขาทำดีจริงๆ
ไม่ใช่วิ่งถนนชันตั้งขึ้นไปตมเรื่องตามราว
โผล่ปุ๊บถึงผืนแผ่นดินแล้ว ไปที่นี่เมืองท่าของเขาใหญ่มาก
ใหญ่กว่าฝั่งโน้นเยอะ บริเวณกว้างใหญ่ไพศาล
บ้านช่องเยอะบุคคลก็มาก บริเวณก็ไกล อาคารสูงๆ ก็มีเยอะ
ตึกรามมียอดแหลมๆ ก็มีมากถ้าจะคุยกันไปก็ซ้ำแบบเดิม
ก็ถามเขาว่า
ประเพณีนิยมหรือหลักเกณฑ์การปฏิบัติของคนเมืองท่านี้กับเมืองท่าโน้นเหมือนกันไหม
เขาก็บอกว่าเหมือนกันถามว่าเงินตราที่ท่านใช้
ต้องไปแลกกันที่ไหน เขาก็ยิ้มถามเขาว่า
ทำไมต้องแลกก็บอกว่าโลกชมพูเงินตราที่ใช้มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน
มีค่าไม่เท่ากัน อย่างเงินไทย ๒๕ บาทก็เป็นเงินอเมริกันเขา ๑
บาท
ราคาไม่เท่ากันตามนี้แล้วธนบัตรหรือแบงก์ที่ใช้ก็ลักษณะไม่เหมือนกันแต่ละประเทศต่างคนต่างใช้
ต่างคนต่างทำต่างคนต่างมีความพอใจ
เขาบอกว่าชินโลกหรือโลกดาวหลุมดำ
ท่านจะไปไหนก็ตามพกเงินไปอย่างเดียวใช้ได้หมดทั้งโลก แหม..
ทำไมสบายอย่างนี้ก็ไม่ทราบเป็นโลกที่สบายจริงๆ
ก็คงจะตอบกันได้กระมังว่า โลกจริงๆ มีการคล่องตัวทุกอย่าง
เพราะมันเป็นโลกนิทาน โลกจริงๆ ถ้ามีอย่างนี้ก็คล้ายๆ กับเทวดา
แต่โลกนี้จะถือว่าเหมืนเทวดาไม่ได้ เพราะยังมีแก่ ยังมีตาย
ยังมีผัว มีเมีย ผัวเมียก็มีไม่เหมือนเทวดาเขา
เทวดาหรือนางฟ้าเขามีไว้ดูเล่น แต่ของเราต้องปฏิบัติตามระเบียบ
ระเบียบการแต่งงาน แต่งงานแล้วต้องปฏิบัติแบบไหน
ก็ต้องทำตามนั้นเหมือนๆ
กันทุกคนเป็นระเบียบของโลกนี้และอีกอย่างหนึ่ง
โลกชินโลกหรือโลกดาวหลุมดำก็ดี โลกชมพูก็ดี
ก็ปฏิบัติเหมือนกันการแต่งงาน มีสามี ภรรยา
เขาจะต้องปฏิบัติกันอย่างไร ต้องมีความรัก
ต้องมีความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน แต่ความรักจริงๆ
ความสัตย์จริงๆ ของเขามีแน่
ก็ลืมถามหมอนี่ไปนึกไปนึกมาก็เห็นคนเขาเดินมา
มีผู้ชายหนึ่งผู้หญิงสามบ้าง ผู้หญิงสี่บ้าง
ผู้หญิงหนึ่งบ้างก็แปลกใจว่า
ลักษณะการเดินแบบนี้เป็นระเบียบของชาวเมืองนี้หรือ
ก็ถามเขาว่า คนเมืองนี้รักษากรรมบถ ๑๐ ใช่ไหม เขาตอบว่า ใช่
และก็ถามเขาว่าการแต่งงานจะต้องมีภรรยาสามีคู่หนึ่งหรือภรรยาคน
สามีคน ใช่ไหม เขาตอบว่า ใช่ ก็ถามว่า
คนที่เขาเดินไปเมื่อกี้นี้เขาหลีกเราไป ลักษณะท่าทางคล้ายๆ
เขาเป็นสามีภรรยากันทั้งหมดมีผู้หญิงสี่ ผู้ชายหนึ่ง
เขาบอกว่าเป็นสามีภรรยากันจริง ก็ถามว่าเมื่อกี้คุณบอกสามีคน
ภรรยาคนใช่ไหม คุณตอบว่าใช่ แต่คณะนี้เขามีภรรยาทั้ง ๔ คน สามี
๑ คน ไม่กล่าวผิดจากความเป็นจริงหรือ เขาเลยบอกว่า
ท่านถามในขณะแต่งงานโดยเฉพาะก็มีสามีหนึ่ง มีภรรยาหนึ่ง
ผู้ชายเป็นสามี ผู้หญิงเป็นภรรยา แต่ว่า การแต่งงานที่นี่
เขามีหลายวาระได้ นี่แน่.. โอ้โลกนี้มันน่าอยู่ก็ตรงนี้และนะ
ก็ถามว่ากฎหมายของคุณไม่บังคับหรือ
กฎหมายบังคับแต่เพียงว่า ห้ามแย่งสามี และภรรยาของคนอื่น
ก็เลยถามเขาว่า
ถ้าผู้ชายจะมีภรรยาหลายคนก็แสดงว่าหญิงอื่นมาแย่งภรรยาของคนนี้ใช่ไหม
เขาตอบว่า ไม่ใช่ เขาตอบว่า นั่นภรรยาเดิมเขาอนุญาต
เขาถือว่าคนมาใหม่นี่เป็นน้อง
ยังมีน้องด้วยนะคนที่มาใหม่ต้องมีความเคารพคนก่อนเหมือนพี่
มีความเคารพกันเหมือนพี่เหมือนน้องและก่อนที่จะแต่งงานกัน
ถ้าสามีไปชอบหญิงคนใด นึกชอบยังไม่ได้แต๊ะอั๋ง
และก็หญิงคนนั้นเกิดความรัก เกิดชอบในชายคนนี้เข้า
ซึ่งมีภรรยาแล้วที่นี้ถ้าสามีไปชวนบอกว่า
แต่งงานกับฉันไหมผู้หญิงคนนั้นเขาบอกพร้อมที่จะแต่งงานถ้าภรรยาของคุณอนุญาตขาก็ต้องพามาหาภรรยา
ภรรยาเมื่อซักไซ้ไต่ถามได้ความเป็นจริงว่า เขารักกันจริง
ก็อนุญาต อนุญาตให้แต่งงานกันได้แต่ไม่ใช่เลิกกับเธอ
เธอก็ยังเป็นภรรยาหลวงอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่หามาได้
หรือจัดขึ้นมาได้ เธอต้องเป็นหนึ่ง
หมายความว่าการนับหนึ่งนั่นคือเธอ
ถึงเธอก่อนซื้อก๊วยเตี๋ยวมาสองชาม ชามที่หนึ่งเป็นของเธอ
ชามที่สองเป็นของภรรยาคนต่อไปและชามที่สี่ ที่ห้า
ก็เป็นของภรรยาคนต่อไปอะไรก็ตาม ขึ้นต้นเธอหนึ่งอยู่เสมอ
อย่างนี้อย่างนี้เขาบอกว่าไม่มีการทะเลาะกัน
ที่นี่คำว่าทะเลาะเบาะแว้ง การขัดข้องกันเรื่องนี้ไม่มี
ความจริงโลกนี้มันก็น่าอยู่
ถามเขาว่า ถ้าอย่างนั้นคุณอยากจะมาเกิดโลกนี้อีกไหม
เขาก็ตอบว่า มันก่ำกึ่งบางเวลาก็อยากมาเกิด
แต่ส่วนใหญ่ของเวลาอยากมาเกิด แต่ว่าพระท่านก็บอกว่า
ถ้าต้องการมาเกิดใหม่ในโลกนี้ให้ทุกคนปฏิบัติในกรรมบถ ๑๐
กับพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน ถ้าหากทั้งสองประการนี้
อย่างใดอย่างหนึ่งพร่อง จะไม่มีโอกาสมาเกิดในโลกนี้
ก็ถามเขาว่า ถ้าอย่างนั้นพระท่านแนะนำว่าอย่างไรต่อไป
ท่านบอกว่า
ถ้าบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องไปอบายภูมิ
คนที่บกพร่องในกรรมบถ
๑๐ก็ดี ในพรหมวิหาร ๔ ก็ดี พร่องมีบ้างไม่ใช่ไม่มี
ถ้าจะเกิดมีรูปร่างลักษณะอย่างนี้ใหม่ ต้องไปเกิดในโลกชมพู แหม..
ฟังแล้วก็ช้ำใจ นี่เขาจะด่าผู้พูดบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
และเขาก็รู้แล้วว่าเราเป็นคนโลกชมพู
ก็เป็นอันว่า ต้องยอมรับกับเขา เมื่อเห็นเวลามันใกล้จะหมด
เวลาหมอทำฟันใกล้จะเสร็จ เขากรอแล้วกรออีก เจาะแล้วเจาะอีก
เพื่อจะเอาหนองออก ดูดหนองบ้างนี้เป็นวาระที่หมดเตือนใจทำ
แต่งานนี้หมดจำนูนที่อยู่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำให้
แต่ว่าคลินิกอยู่นครสวรรค์ ใกล้หน่อย
เพื่อพูดถึงหมอจำนูนเวลาเหลือประมาณสัก ๒ นาทีก็ขอบอกข่าวว่า
วันนี้คือ วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๓ หมดจำนูน
โทรศัพท์มาถึงครูนนทา ทนันตวงษ์ ที่วัดท่าซุง อุทัยธานี
เธอบอกข่าวดีว่า เธอฝันไปว่าต่อไปเบื้องหน้า
คนที่เขามีโอกาสมีสตางค์มากๆ จะเอาเงินมาแจก สมมติว่าเมื่อ ๔
ปีไปแล้วใครลงทุนไปหนึ่งบาทเขาจะแจกให้หกสลึงเฉพาะคนที่อยู่ในทะเบียนบ้านที่หนึ่ง
สำหรับคนที่อยุ่ในทะเบียนบ้านที่สองไม่แน่
อาจจะแจกให้มากกว่านั้น แต่การที่หมอจำนูนเธอฝัน ไม่ทราบว่า
ฝันจะตรงกับความจริงหรือไม่
แต่ถึงอย่างไรก้ดีความฝันของหมอจำนูน
ทำให้เธอยิ่มแป้นหุบปากไม่ลงไปตามๆกัน
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านขอลาก่อน
ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูลผล
จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้ฟัง และผู้อ่านทุกท่าน
สวัสดี
|