|
จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ
ตอนที่ 3
ท่านผู้ฟัง
และท่านผู้อ่านทั้งหลาย สำหรับตอนนี้ก็ทุกท่านฟังหรืออ่าน เรื่อง นิทาน 100
เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่า เป็นนิทาน 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่า
เรื่องราวต่างๆ ที่นำมาพูดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักบุญนักกุศลพูด
มักจะนำเอาเรื่องพระสูตร ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนมา มาพูดกัน
เป็นการแนะนำในเรื่องการบุญการกุศล แต่ทว่าเรื่อราวต่างๆ ของดาวทั้งหมดที่กล่าวมาจากเล่มที่
11 ก็ตาม เล่มที่ 12 นี้ก็ตามเป็นเรื่องนิทานจริง ๆ ฉะนั้นความเป็นมาของนิทานก็ถือว่า
เรื่องต่างๆ จะจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ เพราะว่า เรื่องจริงไม่มารถสอบสวนได้ก็เป็นนิทาน
แต่เรื่องนิทานที่เป็นความจริงที่ไม่สามารถสอบสวนได้ ก็ต้องเป็นนิทานเหมือนกัน
รวมความว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของนิทาน ทีนี้ก็มาคุยกันว่า
หลังจากที่ขึ้นมาจากท้องของดวงดาวนี้แล้ว ดวงดาวนี้ดุร่านมาก อะไรก็ตามถ้าเข้าไปมันจะดูดหมด
และดูดหายเข้าไปหมด โลกต่าง ๆ ดาวต่าง ๆ ก็ถูกหายเข้าไปในท้อบง แม้แต่แสงสีต่างๆ
ก็สามารถดูดหายเข้าไปในท้องได้หมด มองไม่เห็นแสง ความจริงจะว่าดูดก็ถูก
หรือจะว่าสิ่งทั้งหลายไหลเข้าไปจากอากาศที่ดัน ก็ถูกอีกเหมือนกัน ถ้าพูดว่าดูด
เป็นศัพท์ที่นิยมของชาวโลกพูดกัน เช่น น้ำดูดเข้าไปในโพรง น้ำดูดเข้าไปในถ้ำ
น้ำดูดเข้าไปในวน ความจริงจะว่าน้ำดูดก็ไม่ถูกนัก น้ำข้างหลังดันมา
ข้างหน้าไหลเข้าไปในโพรง จะเรียกว่าน้ำดันก็ไม่ผิดเหมือนกัน เรื่องนี้ก็เหมือนกัน
จะขอกล่าวว่า เป็นเองของอากาศดันเข่าไปและก็หายเข้าไป ความจริงการหายนี่ หายเข้าไปนาน
ถ้าจะใช้เวลาดูกัน จะให้เวลาแรมปี ถ้าหากว่า เราจะสังเกตว่า ดวงดาวนี้ถูกดาวถุงดำดูดเข้าไป
และตั้งหน้าตั้งตาสังเกตไว้ว่ามีตำหนิอะไร สีสันวรรณะเป็นอย่างไร ลักษณะเป็นอย่างไร
สังเกตไว้ และก็ต้องถ่างตาดูกันเป็นปี ๆ ไม่ใช่ดูกันเป็นชั่วโง หรือไม่ใช่ดูกันเป็นวัน
ใช้เวลาอย่างน้อย ๆ ที่สุดก็ต้อง 3 ปี หรือ7 ปี หรือ30 ปี หรือ 100
ปี บางที 100 ปียังไม่ออกมาก็มี ถ้าหากว่าจะมีใครตะโกนถามมาว่า รู้ได้อย่างไร
ก็ขอตอบแบบไม่ต้องตะโกน กระซิบตอบว่ารู้ได้เพราะเป็นนิทาน
เรื่องนิทาน พูดกันอย่างไรก็พูดได้
เมื่อออกมาจากท้องดาวเสร็จ ก็เหินตามอากาศ ไกล้ ๆ กับ พื้นแผ่นดิน
วันนี้คุยกันให้เต็มที่ ใช้คำว่าเหิน คือไม่ใช่ เหาะ เหาะสูง เหินต่ำ
นี่เป็นศัพท์ของคนสร้างนิทานเหมือนกันไม่ใช่ศัพท์ที่นิยมกันทั่ว
ๆ ไป ครั้นเมื่อมาถึงสถานที่ที่มีบ้านเมืองอยู่ ด้านทิศใต้ของดวงดาว คือ
ด้านทิศใต้ของมหาสมุทร
เห็นมหาสมุทรเข้าก็ลงต่ำ แล้วก็เหินเรื่อย ๆ ไป ชมเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน
ลึกมาก เป็นเมืองที่มีความสวยสดงดงามมาก มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม
บางทีก็พร้อมกว่าโลกของเรา บางอย่างโลกของเราไม่มี แต่เขามีพร้อม มีอะไรบ้างก็ช่าง
และต่อมา ในเมื่อจิตใจมีความพอใจในมหาสมุทร มหาสมุทรที่เห็นนี่สีเขียว
มีความสวยสดงดงามมาก จึงย่องเข้าไปไกล้ ๆ ไหลเข้าไปชิด
เมื่อเข้ามาถึงแถวไกล้ฝั่งมหาสมุทร ก็เห็นเมือง 3 เมืองด้วยกัน มี 3 เมืองที่ตั้งอยู่ที่นั่น
สวยสดงดงาม ห่างกันไม่ไกลนัก ก็ลงมาที่พื้นแผ่นดิน เมื่อลงมาที่พื้นแผ่นดินแล้วก็ตั้งอกตั้งใจว่าดูกันละ
เอาให้เต็มที่ก็คิดว่า เมืองนี้มีความสวยงดงามดี หาทางลง การลงไม่ต้องลงหาสนามบินไม่ต้องมีรันเวย์
เพราะว่าผู้พูด และคณะไม่มีล้อ มีแต่ขา มองไปมองมา ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่ง
ยืนอยู่ กลุ่มใหญ่ หลายคน แต่กลุ่มเล็ก ๆ ก็มี 2-3 คน อีกจุดหนึ่งมีคนเดียว
ห่างจากกันประมาณ สัก 10 เมตร คนนี้ยืนอยู่คนเดียว กำลังเอามือจิ้มโน่นจิ้มนี่
อาการของเขาแสดงว่าเป็นคนบอกสัญญาณอะไรสักอย่างหนึ่ง จึงลงไปที่นั่น เมื่อลงไปที่นั่นแล้ว
ก็เดินเข้าไปหาคนคนนั้น ก็พอดีถึงเวลาเขาว่างพอดี พอเข่าไปไกล้ ๆ โผล่หน้าไปหน้าประตู
เขาก็ยกมือร้อง อีโละโก๊ะเก๊ะอะไรก็ไม่ทราบ ภาษาของเขา พูดเสียงสั้น ๆ
หนัก ๆ คล้าย ๆ ภาษาญี่ปุ่น ถ้าฟังเป็นภาษาของเรา ก็ฟังได้ว่า เชิญขอรับ
เชิญท่านผู้มีเกียรติซึ่งมาจากโลกอื่น เชิญท่านนั่งบนเก้าอี้ซิขอรับ นี่ฟังเป็นภาษาของเรา
เขาพูดยาว ทั้งหมดประมาณ 10 ท่านก็เข้าไปในอาคารของเขา
อาคารของเขาเรียบร้อย มีเก้าอี้ มีโต๊ะรับแขก มีทุกสิ่งทุกอย่างหมด
เขาชี้ให้นั่ง พอนั่งเสร็จก็มีคน เจ้าหน้าที่ของเขา จะถือว่าเป็นคนรับใช้ก็ไม่ถูกนัก
มีเจ้าหน้าที่ของเขานำเอาน้ำเย็นมาให้ และก็ส่งออกไม้ให้คนละดอก เขาบอกว่าเป็นอากรแสดงอากรต้อนรับท่านผู้มีเกียรติที่มาจากโลกอื่น
เขาพูดเป็นครั้งที่ 2 จึงถามว่า ท่านทราบได้อย่างไรว่าคณะของข้าพเจ้ามาจากโลกอื่น
เขาบอกว่า อันดับแรกที่จะมองเห็นคือ เครื่องแต่งตัวไม่เหมือนกัน ก็ถามเขาว่าก็มีผ้า
มีเสื้อเหมือนกัน เขาบอกว่า เสื้อผ้า แต่ไม่เหมือนกัน เสื้อผ้าของท่าน
ท่านจะเผลอไปกระมัง คณะของข้าพเจ้าใช้ผ้าธรรมดา แต่คุณของท่านใช้ผ้าประดับไปด้วยเพชร
พอเขาพูดอย่างนั้นก็ตกใจ เพราะพวกเราลืมแปลงกาย ลืมเอาเครื่องแต่งกายเปลี่ยนตัวมา
เรียกว่าลืมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก็แล้วกัน
ก็ลืมบอกไปว่า เครื่องแบบอย่างนี้เป็นปกติธรรมดาของคนไม่ใช่หรือ เขาบอกว่าใช่
แต่คนบางพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองนี้ ในประเทศทั้งหลายเหล่านี้ หลาย
ๆ ประเทศไม่มีเครื่องแต่งกายอย่างนี้ เพราะว่าแก้วที่ประดับเสื้อผ้าของท่านมีราคาแพงมาก
ซึ่งไม่มีใครเขาแต่งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คนแถวนี้ถ้าจะมี ก็ใส่คอนิดหนึ่ง คล้องสร้อยหรือว่าทำแหวน หรือทำสร้อยข้อมือ
อย่างนี้เป็นต้น แต่สิ่งที่ติดผ้าทั้งผืน ไม่มีใครเขาทำกัน ฟังแล้วเขาก็ยิ้ม
แล้วก็นึกในใจว่า
ขอเครื่องแต่งกายสภาพที่ปกติ ให้หายไป มีเสื้อผ้าธรรมดา มันควรจะเป็นกางเกง
กับ เสื้อ กลับเป็นผ้าธรรมดา เป็นผ้าถุง มีผ้าคลุมตัว แล้วสีสันมันก็เป็นสีส้ม
ๆ สีเหลืองๆ พอเขาเห็นเข้าเขาก็ตกใจ แสดงท่าตกใจ พอตกใจเขาทำอย่างไร
เขาลงจากเก้าอี้ ก้มลงกราบว่า ท่านกราบทำไม คณะของข้าพเจ้า ทั้งหมดก็มีสภาพเหมือนท่าน
เป็นคนเช่นเดียวกัน และเป็นแขกผู้มา เขาบอกว่า แขกประเภทนี้ เขารู้จัก
มาเป็นครั้งคราว คือไม่ได้มาบ่อยนัก ถ้ามาทีไร ทุกอย่างที่นำมาให้ก็คือความสุข
พอดีพระท่านเตือน ท่านบอกว่าคุณ คุณนึกอย่างนี้มันไม่ถูก เขาก็จับได้นะสิว่า
คณะของเราเป็นใคร คุณนึกใหม่ดีกว่า นึกว่าให้เป็นเสื้อ เป็นกางเกงอย่างเขา
ก็เลยนึกตามนั้น เขาเห็นเข้า เขาก็แปลกใจอีกว่า เมื่อกี้แต่งตัวชุดที่ 2 หายไปไหนอีก
ทำไมถึงกลายเป็นเสื้อ กางเกง
ก็บอกเขาว่า ในเมื่อเรามีเสื้อ มีกางเกงเหมือนกันก็นั่งเสมอกัน ก็แล้วกัน เขาบอกว่า
ยังนั่งไม่ได้ เพราะอาการอย่างนี้ พระใหญ่เคยมาแสดง ถามเขาว่า
พระใหญ่ ของท่านคือใครท่านจำชื่อได้ไหม เขาบอกว่า จำได้ ถามว่า ใคร
เขาบอกว่า พระใหญ่ของเขา คือ พระโมคคัลลาน์
พอฟังแล้วก็ตกใจ
ถามว่า พระโมคคัลลาน์เคยมาที่นี่หรอ ท่านรู้จักพระโมคคัลลาน์หรือ เขาตอบ
ว่าท่านมาเป็นครั้งเป็นคราว
แต่ว่าระยะนี้ห่างไปหน่อย ไม่เห็นท่านมา ถามว่า เวลาที่ห่างไปจากระยะนี้
ที่ท่านเคยมา เป็นช่วงนับตามปีของจักรวาลมนุษย์
พอพูดว่า จักรวาลมนุษย์ เขาก็ยิ้ม เขาบอกว่า จะถามจักรวาลไหน จักรวาลนี้ที่คุยนี่ก็เป็น
จักรวาลมนุษย์เหมือนกัน พวกข้าพเจ้าทั้งทั้งหมดก็เป็นมนุษย์ ก็เลยตกใจว่าพูดผิดอีกแล้ว
คนขาสติสัมปชัญญะมันเป็นอย่างนี้ ก็เลยบอกว่า จักรวาลมนุษย์มีมากใช่ไหม
เขาบอกว่ามาก เท่าที่พวกเขารู้จักกันดี มี 4 จักรวาล คือ จักรวาลของเขานี่หนึ่ง
เวลาคุยที่นี่หันหน้าไปทางทิศใต้
จักรวาลที่
สองก็เป็นจักรวารที่มองเห็น ถ้าใช้กล้องระยะไกล ๆ ก็จะมองเห็นจักรวาลใหญ่ ลอยอยู่ด้านซ้าย
แล้วต้อไป อีกช่วงระยะหนึ่ง ก็มีอีกจักรวาลหนึ่ง อยู่ทางด้านเหนือ เป็นจักรวาลเหมือนกัน
ลอยอยู่ในผิวเดียวกันของจักรวาล ก็ถามเขาว่า จักรวาลนอกจากนี้มีที่ไหนอีก เขาบอกว่า
เขาไม่ทราบ คิดว่าดวงดาวต่าง ๆ ทั้งหมดในจักรวาลเป็นจักรวาลที่อยู่ของคนบ้าง
ปราศจากผู้คนบ้าง
เป็นจักรวาลว่างบ้าง
แต่เท่าที่เขารู้จักจริง ๆ ก็มี 4 จักรวาล รวมทั้งจักรวาลนี้ด้วย ก็ถามความเป็นมาว่า
คนบนจักรวาลนี้ทั้งหมด หรือทุก ๆ จักรวาล ท่านรู้จักคนไหม เขาตอบว่ารู้จัก
ถามว่ารู้จักกันอย่างไร
ท่านติดต่อทางวิทยุหรือทางไหน
เขาบอกว่า เมื่อกี้นี้ก็ลองติดต่อกันเพราะว่ามนุษย์จักรวาลต่าง ๆ เขาจะมากัน
เขาจะมาเที่ยวกัน มีซานเป็นที่ลง มีสนามบินเป็นที่ลง ก็เลยถามเขาว่า
ในเมื่อจักรวาลต่างๆ มีมาก เวลาเท่ากันไหม เขาบอกว่าไม่เท่ากัน ก็เลยยกนาฬิกาให้ดู
ว่านาฬิกาเดินแบบนี้ วนไปรอบหนึ่งถือว่าเป็นครึ่งวัน ของจักรวาลโลกชมพู
ถ้าหมุนไปอีกรอบหนึ่งแสดงว่าเป็นเวลาเต็มวัน เวลากลางคืนและเวลากลางวันรวมเวลา
24 ชั่วโมง เป็น 1 วัน เขาก็มีนาฬิกาเหมือนกัน มันเดินเหมือนกัน
ถ้านับเวลาอย่างนี้นะ ต้องถอยหลังไปประมาณ 2,000
ปีเศษ ที่พระโมคคัลลาน์ ท่านแวะมาบ่อย ๆ แต่ว่าระยะหลังจากนั้น
ท่านก็มาบ้างเหมือนกัน แต่มานาน ๆ ครั้ง ถ้าจะเทียบตามเวลาของจักรวาล ที่ยกนาฬิกาขึ้นดูนี้
ก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จะมาครั้งหนึ่ง
ก็ถามเขาบอกว่า เวลาตั้ง 2,000 ปีเศษ คนที่นี่อยู่ได้อย่างไร จะมีใครมีชีวิตอยู่
เขาก็ตอบว่า ข้าพเจ้านี่ เวลา 2,000 ปีเศษของท่าน มันเป็นเวลาเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ถ้านับเวลาตามนี้ คนในโลกนี้ทั้งหมด จะมีอายุถึง 12.000 ปี เลยถามว่า
เวลานี้ท่านมีอายุเท่าไร เขาก็บอกว่า เวลานี้อายุของเขาตั้งแต่เกิดมา ประมาณ
8,000 ปี ก็เลยนึกสงสัยว่าคน 8,000 ปี นี่หนุ่มมาก ดูหน้าตาแล้วคล้าย ๆ กับคนอายุสัก
28 ปีของเรา ก็เลยถามเขาต่อไปว่า ในเมื่อพระโมคคัลลาน์ ท่านมาแล้วท่านทำอะไร
ท่านเอาอะไรมาให้ เขาบอกว่า อันดับรากที่ท่านมา ท่านเอา ความดีมาให้ และทุกครั้ง
ท่านก็มาย้ำความดีที่ท่านให้ไว้ ถามว่า ความดีที่พระโมคคัลลาน์ให้มีอะไร
เขาตอบว่า หนึ่ง พรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา ความรัก กรุณา
ความสงสาร มุทิตา มีจิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร
เห็นใครได้ดี พลอยยินดีด้วย แล้วก็อุเบกขา วางเฉย ในเมื่อความไม่สบายใจเกิดขึ้นหลังจากนั้นท่านก็ให้ทรง
กรรมบถ 10 คือ
ทางกาย 1 .ไม่ฆ่าสัตว์ 2. ไม่ลักทรัพย์
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
ทางวาจา 4 คือไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ
ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
ทางด้านจิตใจ 3 คือ ไม่โลภอยากได้ทรัพย์ของคนอื่นโดยไม่ชอบธรรม
คือไม่คิดอยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร ไม่จองล้างจองผลาญใคร มีความเห็นตรงตาม คติทั้งหมดที่สอนมาแล้วให้ปฏิบัติตรงตามนั้น
ก็ถามว่า คนในโลกนี้ปฏิบัติตามนี้หรือ เขาบอกว่าคนทุกประเภทในประเทศนี้ รัฐบาลตั้งกฎนี้เป็นธรรมนูญการปกครอง
การปกครองของประเทศนี้จะต้องมี พรหมวิหาร 4 กับ กรรม บท 10
เป็นพื้นฐานจริง ๆ ทุคนปฏิบัติตามนี้
เมื่อคุยกับเขาแล้ว ก็หันไปหาพระท่าน ท่านก็ยิ้ม แล้วท่านมองหน้า มีความเข้าใจว่า
เท่าที่เขาพูดนี้เป็นความจริง ก็เลยถามว่า พระโมคคัลลาน์เคยแนะนำ พระที่มีความใหญ่กว่าท่านมีไหม
เขาก็ตอบว่า มีองค์เดียว ถามว่า พระอะไร เขาตอบว่า พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใหญ่ที่สุด
จึงถามว่า
เขาเคยเห็นพระพุทธเจ้าไหม เขาตอบว่า ถ้าตามปกติ ด้วยตาเนื้อนี่ไม่เคยเห็น
แต่ทางตา
ใจนี่เคยเห็น
เลยถามว่า ตาใจอยู่ไหน เขาบอกว่าอยู่ที่อารมณ์ ก็ถามเขาบอกว่า มีความเคารพพระ
พุทธเจ้า
เรารพพระธรรม เคารพพระอริยสงฆ์ พระอรยสงฆ์ นี่มีพระโมคคัลลาน์ เป็นประธานแน่
เขายึดแน่นอน
เพราะทุกคนที่นี่ต้องปฏิบัติตามนั้น ถ้าใครละเมิดกฎ 4 ประการ คือ พรหมวิหาร 4
หรือกฎ 10 ประการ คือ กรรมบถ 10 คนนั้นมีโทษหนัก ก็ถามว่า ในประเทศนี้มีการสั่งประหารชีวิตไหม
เขาก็เลยตอบว่า ถ้ามีการสั่งประหารชีวิตก็ผิดจากปาณาติบาติ ไม่มีการสั่งประหารชีวิต
ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้น ทำอย่างไร เขาก็บอกว่า ก็ลงโทษไม่คบหาสมาคม ให้อยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ
(กักบริเวณ) กับบริเวณอยู่กว้าง ๆ หน่อย แต่ห้ามออกจากเขตนั้นเป็นการทรมานใจ
เมื่อคุยมาถึงตรงนี้
บรรดาท่านผู้ฟังหรือท่านผู้อ่าน สำหรับคนที่พูดมาก มันก็พูดมากไปเรื่อย
ๆ พูดกันไป มันก็จบ เขาคุยไปเขาก็มองมา เขาสงสัย เขาหันมาถามว่า ขอประทานโทษ
พูดภาษาเขา แต่เรานึกเอาเป็นภาษาของเรา และเวลาที่เราพูด ภาษาของเรา ก็นึกให้เป็นภาษาของเขา
อย่าลืมนะท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่าน นี่เป็นเรื่องนิทาน นิทานจะพูดอย่างไรก็ได้
เอาอย่างไรก็ได้ทุกเรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องไม่จริง
เขาถามว่า คณะท่านที่มาทั้งหมดนี่ประมาณ 10 ท่าน ท่านอาจจะมายานพาหนะ เวลานี้ยานพาหนะของท่าน
จอดที่ไหน ก็ถามเขาบอกว่า ทำไมท่านสงสัยแบบนี้ เขาบอกว่ายานพาหนะต่างๆ
อยู่ในสายตาของผม ผมเป็นเจ้าหน้าที่ดูยานพาหนะที่จะไปหรือจะมา ถ้าเครื่องบินมาถึงแล้วจะเลี้ยว
ทางไหน จะจอดที่ไหน จะมีอะไรที่ไหน มันเป็นการแนะนำจากผมทั้งหมด
ต้องผ่านผม แต่ว่ายานพานหะที่ท่านมานี้ รุ้สึกว่าไม่กระทบเครื่องสัญญาณของผม เมื่อสักครู่นี้ผมเป็นบรรดาท่านทั้งหลาย
ลอยใจอากาศผมก็มีความรู้สึกว่า ท่านจะมีเครื่องทำกายให้เบา ช่วยพยุงกายลงมา ถ้ามันเป็นระบบวิทยาศาสตร์
มันต้องเข้าคลื่นของผม แต่ว่าของทายไม่ผ่านคลื่นผมเลย ผมก็สงสัย ท่านผลักคลื่นหรืออย่างไร
เอาอีกแล้ว
ก็เลยตอบเขาบอก ว่าคณะของข้าพเจ้าทั้งหมดที่มาที่นี่ ไม่ได้มาด้วยยานพาหนะ ไม่มีเครื่องบิน
ไม่มีเครื่องพยุงตัวให้ลอย แล้วก็ไม่มีการขับเคลื่อน ลอยมาเองเฉย ๆ เขาถามว่า ลอยมาอย่างไร
ฝึกการลอยได้อย่างไร ก็ตอบว่านี่เป็นเรื่องทางใจ ถ้าคณะท่านทั้งหลาย มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีความสนใจในพระธรรม สั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีความเลื่อมใสเคารพในพระสงฆ์
สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง เวลาที่พระโมคคัลลาน์ ท่านมา พระโมคคัลลาน์ท่านก็ไม่มีเครื่องหมายพาหนะมาเหมือนกัน
เขาก็ยอมรับว่าใช่ ก็ถามท่าน ศึกษาจากท่าน ท่านจะสอนให้ เขาหันมาถามว่า ถ้าอย่างนั้น
คณะของท่านจะสอนข้าพเจ้าได้ไหม จึงหันไปหาพระท่าน พระท่านก็มองดูหน้าก็แสองว่า ไม่ใช่โอกาสที่จะสอนกันก็เลยบอกเขาว่า
เวลาที่สอนมันไม่มี เวลานี้ยังไม่ต้องการเป็นครูของใคร เพราะยังไม่มีความเข้าใจในศรัทธา
และ ปสาทะของทุกคน ตอนนี้ขอชมสถานที่ก่อน
เขาก็ถามบอกว่า จะชมที่ไหน ก็เลยบอกเขาว่า อันดับแรก ขอชมในคัว เขาก็ยิ้ม และทุกคนที่ไปด้วยกันยิ้ม
เขาก็หันมาถามว่า ท่านหิวหรือ ก็ตอบเขาบอกว่า ไม่ได้หิว แต่อยากดูอาหาร เขาถามว่า ทำไมจะดูอาหาร
ก็ตอบเขาว่า ในฐานะที่พวกท่าน มีพรหมวิหาร 4 และมีกรรมบถ 10 ก็อยากจะดูอาหารของท่านว่า
มีเนื้อสัตว์ไหม เขาก็บอกว่า แปลกใจหรือ คิดว่าพวกเขาจะกินหญ้าเหมือนวัวเหมือนควายใช่ไหม
ผู้พูดก็ยิ้ม แล้วบอกว่า คิดว่าอาจะกินผัก ไม่ใช่หญ้า หญ้ากับผัก มีสภาพไม่เหมือนกัน
เพราะหญ้าเป็นอาหารของคนไม่ได้ มันต้องเป็นอาหารของวัวของควาย ของม้า ของช้าง แต่ผักเป็นอาหารของสัตว์ก็ได้
เป็นอาหารของคนก็ได้ คนกินผักแต่ไม่กินหญ้า วัวควาย กินหญ้าด้วย กินผักด้วย อยากทราบว่า
คณะของท่านกินเนื้อสัตว์ได้ไหม
เขาก็ตอบว่า ปรกติก็กินกัน ก็ถามว่า ปกติท่านจะเอาเนื้อสัตว์ที่ไหนมากิน เขาบอกว่า
สัตว์ที่หมดอายุขัยมันมีอยู่ และเวลาที่พบสัตว์ตาย เนื้อยังสด ก็เอามากินกันได้ ไม่แปลกไม่มีอะไรแปลก แต่ทว่า ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์ พวกข้าพเจ้าก็ชอบกินผัก แต่การปรุงอาหารด้วยผัก
จะเอารสอะไรก็ได้ ให้เหมือนกับสัตว์ประเภทไหนก็ได้ ก็เลยบอกเขาว่าขอชมหน่อยได้ไหม
อาหารมีไหม เขาก็บอกว่า มี เขาก็ให้สัญญาณกดออด ออดของเขากดเป็น 3 ระยะ อ๊อด..
อ๊อด.. อ๊อด.. แล้วแถมท้ายอีกหนึ่งอ๊อด สั้น ๆ ถามเขาบอกว่า การกดออดแบบนี้ เป็นสัญญาณอะไร เขาบอกว่า เป็นสัญญาณนำอาหารมา คือจะนำอาหารมาเลี้ยงแขก
ถามเขาบอกว่า อาหารมีพร้อมอยู่แล้วหรือ เขาบอกว่า ที่นี่ต้องพร้อมทุกเวลาเพราะเป็นสถานที่รับรองแขกผู้มาจากต่างประเทศอื่นด้วย
เป็นสถานที่รับรองแขกผู้มาจากโลกอื่นด้วย พอ เขาพูดก็ตกใจว่า เรานึกจะปลอมตัว ก็แบกความโง่เข้าไปทุกอย่าง
อันดับที่สอง พอเขารู้ตัว แบกเอาความสีเหลืองรุ่มร่าม ห่มจีวรเข้าไปอีก นุ่งสบง ทรงจีวรเขาก็จับได้
มาระยะที่ 3 แม้จะทรงกายแบบนี้ แต่ลักษณะท่าทาง ลีลาวาจา มันไม่เหมือนเขา เขาก็จับได้อีก
ในเมื่อเขาจับได้ ก็ยอมให้เขาจับ มันเรื่องไม่แปลก ปฏิเสธไม่ไหว
พอเขานำอาหารมาให้ดู ดูแล้วอาหารทั้งหมดมีอยู่ 7 อย่าง เขาชี้ว่า อาหารถ้วยนี้เป็นอาหารที่มีการปรุงคล้ายกับเนื้อสัตว์
มีรสชาติอันนี้คล้ายเนื้อหมู อันนี้คล้ายเนื้อเก้ง อันนี้คล้ายเนื้อวัว ก็ลอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
สิบตาเห็นไม่เท่าลองกิน ก็ลองกินเข้าไป มันคล้ายคลึงจริง ๆ เขาบอกว่าประเภทนี้มีรสชาติเป็นผัก
ผักโดยตรง แต่ว่าเขาไม่บอกว่า มังสวิรัติเพราะคณะของเขาไม่ได้บอกว่า มังสวิรัติ ถือแค่มีเป็นสำคัญ ถ้าได้เนื้อมาโดยไม่บาป เขาก็กิน
ก็ถามเขาว่าปกติเขาอยากกินเนื้อสัตว์ไหม ถ้าบังเอิญมันไม่มี เขาบอกว่าไม่อยากกิน เพราะอาหารทุกอย่างมันเหมือนกันหมด
จะปรุงให้คล้ายเนื้ออะไรก็ได้ ลักษณะสีสันวรรณะจะให้เหมือนเนื้อทุกอย่างได้หมด ความนิ่มนวลก็เหมือนกัน
ดูแล้วก็เหมือนเนื้อ
เขาก็ให้สัญญาณกับลูกน้องเขาว่า ยกมาอีกจานหนึ่ง จานนี้มันเหมือนเนื้อหมูซีกหนึ่ง เหมือนเนื้อวัวอีกซีกหนึ่ง
เหมือนจริง ๆ เห็นเข้าแล้วก็คิดว่า เนื้อหมูหรือเนื้อวัว พอชี้ไปถาม เขาบอกว่า นี่
ผักล้วน ๆเขาให้เจ้าหน้าที่ของเขามาทำการปรุงให้ดู เอาผักธรรมดา ๆ มี
เครื่องอะไรต่ออะไร ก็ไม่ทราบ ใส่กร๊อกแกร๊ก ๆ มันโผล่ออกมาเป็นเนื้อเสร็จ มีความนิ่มนวลเหมือนกัน
มีสีสันวรรณะเหมือนกัน มีกลิ่น เหมือนกัน มีรสเหมือนกัน
เอาละ บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายและท่านผู้อ่าน เวลานี้ ถ้ามองสัญญาณไม่ผิด ก็หมดเวลาเสียทีแล้ว
ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้อ่าน
และผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี
จุไรท่องเที่ยวหลุมดำ
ตอนที่ 4
ท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟังทั้งหลาย ต่อไปนี้ก็อ่านหรือฟังเรื่องราวของโลกดำ หรือ ดาวหลุมดำ
ต่อไป แต่ท่านทุกคน จงอย่าลืมว่าดาวหลุมดำ เป็นนิทาน
แต่ว่าถ้าบังเอิญจะเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์เขาเห็นกัน แต่ว่านักวิทยาศาสตร์เขาเป็นของจริง
แต่เวลานี้ท่านกำลังอ่าน หรือกำลังฟังเรื่องนิทาน นิทานกับของจริงจะต่างกัน
เมื่อชมอาหาร และลองชิมรสอาหารของเขาแล้ว ก็รู้สึกว่า รสอาหารของเขาน่าจะติดใจ ก็มาคิดในใจว่าถ้าโลกของเราในชมพู
ถ้าหากว่าสามารถปรุงอาหารจากผักได้ มีรสชาติเหมือนเนื้อสัตว์ คนที่ชอบเนื้อสัตว์ ก็ให้กินเหมือนเนื้อสัตว์
คนที่ไม่ชอบเนื้อสัตว์ ก็กินเหมือนผัก อันนี้จะมีประโยชน์มาก และก็จะไม่ต้องทำบาปอกุศล
และอีกประการหนึ่ง ถ้าทุกคนอยู่ในเขตของพรหมวิหาร 4 ถ้า ทรงพรหมวิหาร 4 ได้
และประการที่สอง ทรง กรรมบถ 10 ได้ โลกก็จะเต็มไปด้วยความสุข ก็ถามเขาต่อไปว่า
หลังจากท่านรับคำแนะนำจากพระโมคคัลลาน์แล้วหลังจากนั้น คิดว่า พระโมคคัลลาน์คงจะสอนคนไม่ทุกคน แล้วมีคนสอนสืบต่อไหม
ท่านบอกว่า มีสำนักเรียนเต็มประเทศ และหลาย ๆ ประเทศก็มีสำนักเรียนเหมือนกัน
สอนวิชาที่พระโมคคัลลาน์สอน และให้ปฏิบัติตาม ฉะนั้นโลกนี้จึงมีความสุข ก็ถามเขาว่า
โลกนี้มีคนจนไหม เขาบอกว่า โลกนี้และอีกหลายๆ โลก โลก 3-4 โลก ที่เป็นเพื่อนกัน ไม่มีใครจน
ถามเขาว่า ทำไมจึงไม่จน เขาบอกว่า คนจนไม่มี เพราะที่นี่มีแต่คนรวย ทุกคนพอกินพอใช้
ไม่มีการลำบากยากแค้น ไม่มีการเบียดเบียนกัน ค่าใช้จ่ายจ่ายก็ต่ำ อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ต้องสร้าง
ก็ถามว่าเรื่องของคน ไม่ต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เรื่องของประเทศชาติ ถ้าไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ละก็
บางทีชาติอื่นที่จะรุกราน เขาก็ถามว่า ที่ไหนมีการรุกรานกัน อันนี้แปลกอีกแล้วบอกว่า ที่นี่ไม่มีการรุกรานกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ที่ตัดตรงหมด ที่ของใครเดิมจะมีการลดคดเคี้ยวบ้าง อาณาเขตชายแดน
แต่ว่าทั้งสองฝ่ายตัดสินใจว่า ทำให้ตรงดีกว่า เมื่อทำให้ตรง ก็ทำถนนทั้งสองข้าง ประเทศโน้นทำถนนข้างโน้น
ประเทศนี้ทำถนนข้างนี้ ส่วนจุดกลาง ทำเป็นทางรถไฟ 2 รางคู่ จึงบอกเขาว่า ถ้าอย่างนั้น
พาไปดูได้ไหมเขาบอกว่า
ได้เขาถามว่า ท่านจะไปยานพาหนะไหม ก็บอกว่า ไปสะ ท่านมีเราก็ไป ถ้ามีฟรีไปทุกอย่าง เขาบอกว่าในฐานะที่ท่านเป็นแขกบ้านแขกเมือง
นี่โตไม่ใช่เล่นนะ เขาถือว่าเป็นแขกบ้านแขกเมือง ก็ต้องมียานพาหนะพิเศษ เขาก็นำไปข้างนอก
บอกว่า คณะของท่านมาทั้งหมด 14 ท่าน แต่ความจริง คนพูดยังไม่ได้นับ ลืม หันไปลองนับดู
นอกจากตัวคนพูดเอง 13 ท่าน แล้วก็ต้องเป็นตัวเอง 14 ท่าน เขาเก่ง เขาเรียบร้อยจริง
ๆ เขาถามว่า ท่านต้องการไปรถ หรือต้องการเครื่องร่อน คำว่า เครื่องร่อน ก็หมายความว่า
มันเป็นตัวกลม ๆ ที่เรานิยมเรียกกันว่า จานบิน หรือจะว่ากันไปเครื่องบิน เครื่องบินนี่มันยาว
ๆ คล้าย ๆ เครื่องบินของเราแต่ลักษณะหัวของเครื่องบินจะมีสภาพสูงกว่าเครื่องบินของเรา
ของเราหัวลู่ลง ของเขาหัวตั้งและมีด้านมุมหัวแหลม ๆ คล้าย ๆ กับเรือเมล์ แต่ไม่เหมือนนัก
ก็รวมความว่า ก็บอกเขาว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านเห็นว่า อย่างไหนดี เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน
เขาบอกว่า ไปเครื่องร่อนดีกว่า ข้างล่างเป็นกระจกมองเห็นทุกอย่างนั่นแน่ ของเขาดีด้วย
ทุกคนก็นั่งเครื่องร่อนเขาไป เขาร่อนไปนิดเดียว ไปชั่วขณะเดียวมองดูข้างล่าง มันก็เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม
พอถึงเส้นระหว่างประเทศ เขาก็ลง เขาบอกว่า ถนนฝั่งนี้ ถนนรถยนต์ มีเลนที่วิ่ง 8 เลน
ถนนฝั่งโน้น ถนนรถยนต์ มีเลนที่วิ่ง 8 เลนเหมือนกัน เป็นถนนคอนกรีต นี่ไม่ใช่เมืองทิพย์นะ
มันเป็นเมืองมนุษย์ จะว่าคอนกรีตก็ไม่เชิง มันมีสภาพเหมือนหิน เรียกว่าคอนกรีตก็แล้วกัน
ของเราแข็งที่สุด คือคอนกรีต และก็ส่วนตรงกลาง เป็นทางรถไฟ เขาบอกว่ารถไฟนี่ใช้รถไฟร่วมกันได้ทั้ง
สองประเทศ รถไฟขบวนเดียว ใครจะลงประเทศโน้นก็ได้ ลงประเทศนี้ก็ได้ มีสถานีตรงกันหมดไปถึงสถานีปั๊บ
ก็ลงได้ทั้ง 2 ข้าง ใครจะลงประเทศไหนก็ตาม ก็ถามว่า ผืนแผ่นดินที่จับจองกันในตอนก่อน
มันมีการคดเคี้ยวแต่เวลานี้ทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างตัดให้ตรง อาศัยอะไรเป็นเหตุ เพราะบางประเทศต้องเสียเนื้อที่ไป
อาจจะขาดทุน เขาก็ยิ้ม เขาบอกว่า คำว่าขาดทุน ในเมืองนี้ไม่มีเมืองนี้มีความต้องการอย่างเดียวคือ
ความมีไมตรีซึ่งกันและกัน มีความรัก อะไรก็ตามจะเป็นจุดของความรักได้ ถ้าเหตุขอความรัก
หรือการปฏิบัติกฎต่าง ๆ ไม่เกินกรรมบถ 10 หรือว่าไม่เกินพรหมวิหาร 4 ไม่นอกเหนือ ไปจากนั้น
ไม่เป็นการรุก คือสร้างความเดือดร้อน ประเทศนี้เอาและประเทศทั้งหมดนี้ เอาทั้งหมด ฉะนั้น
ประเทศทุกประเทศจึงไม่มีอาวุธรบ ในเมื่อไม่มีทหาร ไม่มีตำรวจ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน
ไม่ต้องจ่ายเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมันมีราคาแพงมาก แล้วก็ไม่ต้องจ้างตุลาการ ตุลาการคนตัดสินก็ไม่มี
มีเจ้าหน้าที่คล้าย ๆ กำนัน ในเขตหนึ่ง ๆ ก็มีผู้ใหญ่บ้าน มีกำนันเหมือนกัน ก็มีแค่นี้
ต่อจากนั้นก็มีเมืองลูกหลวง เป็นเมือง ในเมืองแต่ละเมืองก็มีเจ้าหน้าที่ ก็มีเจ้าหน้าที่ไม่กี่คนนัก
งานที่เขาจะทำกัน ส่วนใหญ่เห็นคนรับภาษี
ก็เลยถามเขาว่าเมืองนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก รัฐบาลมีรายได้จากภาษีเยอะหรือย่างไร
เขาบอกว่ามากอยู่ ถามว่ารัฐบาลเก็บภาษีแพงไหม เขาบอกว่า ถ้าจะใช้ศัพท์ว่าแพง มันก็ไม่ใช่ของค้าขายกัน
แต่ถ้าจะถือว่าน้อย หรือมาก ต้องถือว่ารัฐบาลเขาเก็บมาก แต่คนที่เสียภาษีไม่เดือดร้อน
ถามเขาบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ภาษีที่เก็บสูงสุดของที่จำหน่ายจ่ายแจก ต้องเสียให้รัฐบาล
ต้องเสียร้อยละเท่าไร เขาบกว่า อย่างคนต่อรถยนต์ขาย ต่อเครื่องบินขาย ต่อเรือเมล์ขาย
เป็นต้น ของหนัก ๆ ประเภทนี้ ต้องเสียภาษีร้อยละสาม ฟังแล้วงง ทำไมว่างง เพราะร้อยละสาม
มันนิดเดียว ของต่ำไปจากนั้น อย่างเครื่องอุปโภคบริโภค อย่างของกินของใช้ทั้งหมดไม่ต้องเสียภาษี
เสื้อผ้าที่ขายส่งไปให้กันและกัน ของใช้ตามธรรมดาไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้ก็อาศัยโรงเรียน หมายถึงช่างที่รับเหมาทำโรง ทำเรือน อย่างนี้รัฐบาลเก็บ ร้อยละหนึ่ง
ก็ถามเขาว่า เมื่อรัฐบาล เก็บน้อย ๆ อย่างนี้ จะมีเงินไปจ้างข้าราชาการหรือ เขาก็ตอบว่
า ข้าราชการที่นี่ไม่ต้องจ้าง ทุกคนมีกินมีใช้ แต่ปีหนึ่งรัฐบาลจะมีรางวัลให้ จากผลประโยชน์ที่รัฐบาลจะพึงได้จากภาษีอากรร้อยละสิบ
แล้วก็เฉลี่ยกันไป ระดับของพ่อเมืองได้ 3 เปอร์เซ็นต์ ระดับของลูกเมืองก็ว่ากันเป็นเปอร์เซ็นต์
ๆ ไป แบ่งเป็นร้อยละสิบ ออกมา ถ้าก็เฉลี่ยเป็นรางวัลต่อปี ก็คิดในใจว่า เมืองนี้มีความสุขดีจริง
ๆ ภาษีก็ไม่มีเดือดร้อน แล้วบ้านเมืองก็มีแต่ความสงบ ก็ถามเขาว่าอย่างนั้น ถ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มี ตุลาการไม่มี แล้วจะใครจะไปจับ เขาบอกว่าไม่มีใครต้องจับใคร
ทุกคนรู้ตัว ถ้าทำความผิดก็มาสารภาพผิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ตนขึ้นการปกครองของเขา
เท่านั้นก็เลิกกัน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสั่งการออกมาอย่างไร ปฏิบัติตามนั้น เป็นผู้พิพากษาไปในตัวเสร็จ นี่เป็นเรื่องนิทานนะ อย่าลืม
ประเทศไหน ๆ ที่จะมีความสุขอย่างนี้ มันไม่มีหรอก
ก็รวมความว่า เป็นประเทศที่มีความสุขมาก ภาษีอากรก็เสียน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่จริง
ๆ ไม่มีใครต้องเสียภาษี ก็ถามเขาว่าถนนหนทางก็ดี ตึกรามก็ดี โอ่โถง ใหญ่โตมาก ในเมื่อรัฐบาลมีรายได้น้อย
แล้วสร้างได้อย่างไรเขาก็บอกว่า ไม่ใช่ของแปลก เขตไหนก็ตาม คนจะร่วมมือกัน ถ้าในตำบลนี้ต้องการถนน
เขาก็ร่วมทุนกันสร้างถนน ที่นี้ต้องการจะสร้างตึกที่ทำการ ต้องการสร้างอะไรที่เป็นส่วนกลาง
ก็รวมทุนเข้ามา นอกจากนั้นก็เป็นเงินส่วนตัว ถามถึงราคาของ ตกใจ สิ่งที่จะเปรียบเทียบกับท่านผู้ฟังได้
ก็คือ ก๋วยเตี๋ยว อาหาร หรือก๋วยเตี๋ยว เอาธรรมดา ๆ ข้างถนนเหมือนกับของเรา
ก๋วยเตี๋ยวอย่างดี ราคา 10 บาท อย่างต่ำลงมาก็ 5 บาท ต่ำมากกว่านั้นอีกนิดก็ประมาณ
4 บาท แต่ก๋วยเตี๋ยวของเขา ชามหนึ่งราคาประมาณ 10 สตางค์ของเรา เปรียบเทียบกับเงินเราก็เป็นการอัศจรรย์มาก
และรู้สึกว่าทุกอย่างถูกหมด ไปดูของซื้อของขาย ราคาเขาก็ถูก
ก็รวมความว่า เป็นเมืองที่ทรงกรรมบถ 10 และพรหมวิหาร 4 ครบถ้วนจะเจอหน้าใครก็ตาม มีแต่อาการยิ้มแย้มแจ่มใส
ก็บอกเขาว่า ถ้าอย่างนั้น ลอยไปดูรอบ ๆ ลอยมาดูที่เมืองท่าก่อน มีอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นเมืองท่าของประเทศไหน
ๆ เขาก็บอกหมด ก็ถามบอกว่า เมืองท่าของแต่ละประเทศ เวลาส่งของขายออกนอกประเทศจะต้องเสียภาษีไหม
เขาบอกว่า เรื่องภาษีออกกับเข้านี่ไม่มี ขนของออกไปเท่าไร ไม่ต้องเสียภาษี เสียภาษีตามจำเป็นต้องเสียตามกฎธรรมดา
แต่การเสียภาษีเพื่อเป็นการส่งออกไม่มี ก็ถามว่าแล้วภาษีเข้าละ เขาก็บอกไม่มีเหมือนกัน
ฉะนั้น ของในประเทศนี้จึงมีราคาถูก รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เขาบอกว่าค่าจ้างแรงงานก็มีเป็นของธรรมดา
มีเป็นเปอร์เซ็นต์ การขนของทุกอย่างราคาเท่าไร ว่ากันมา เขาดูราคาแล้วคิดเปอร์เซ็นต์
ราคาค่าขนตั้งแต่เริ่มเข้าลาน จากลานบรรจุกลิ่ง จากกล่องก็บรรจุเรือ นำลงเรือทั้งหมด
อย่างนี้ก็ นับร้อยละหนึ่ง ก็ถามเขาว่า พอไหม เขาบิกว่า ไม่เห็นใครเขาบ่นนี่ เขายิ้มแย้มแจ่มใสกัน
ก็รวมความว่า ประเทศนี้มีความสุขทุกอย่า เพราะอาศัยพระโมคคัลลาน์ เป็นผู้นำ
หลังจากนั้น ก็ถามเขาว่า ถ้าต้องการ ไปเมืองหลวง จะพาไปได้ไหม เขาบอกว่าเมืองหลวงอยู่ใกล้
ๆ การเคลื่อนไปจากที่นี่ด้วยยานพาหนะประเภทนี้ ไปเพียงแค่ 5 นาทีก็ถึง เขาตอบว่า เวลาของท่านนะ
ก็เลยตามใจ บอก ถ้าอย่างนั้นไป ไปเมืองหลวงกัน พอไปถึงเมืองหลวง เมืองหลวงมีความสวยสดงดงามจริง
ๆ มีตึกราม มีถนนหนทาง มีผู้คนแต่งตัวสวยสดงดงาม ผิวคนทุกคนจะเหมือนกัน คือเป็นคนเนื้อละเอียด
ผิวเหลือง หน้าอิ่ม เนื้ออิ่มทั้งกายเรียกว่าคนเนื้อเต็ม ทั้งรูปร่างไม่เว้าแหว่งไม่นูน
เหมือนอย่างพวกเรา คำว่าเว้าแหว่ง หมายความว่าผอมเกินไป บางจุดก็ลีบ บางจุดก็มีเนื้อ
อย่างนี้เว้าหรือแหว่ง และก็ไม่อ้วนเกินไป คนอ้วนเกินไปไม่มี ลักษณะสมส่วนทั้งหมด ถือว่าเป็นคนสวยทั้งผู้หญิง
ทั้งผู้ชาย ยิ่งไปกว่า นั้นสวยมากขึ้นไปคือ เห็นหน้ากันก็ยิ้ม เขาเจอะหน้าพวกเขากันเองก็ยิ้ม
เขาเห็นพวกเรา ก็ยิ้ม ก็รู้สึกว่า ไปที่นี่มีแต่ความสดชื่น ก็ไม่ชอบชมบ้านชมเมืองให้ฟัง
รถราไม่ติดเหมือนกรุงเทพ ฯและเขาก็แพ้กรุงเทพ ฯ เราอยู่อย่างคือรถไม่ติด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถนนนอกเมืองของเรายังมีรถมากกว่าของเขา แต่ที่เขานิยมใช้จริง ๆ คือ เครื่องร่อน เครื่องร่อน
หรือจานบิน ที่เราเรียกว่าจานบินนั้นแหละ เป็นที่นิยมของเขา รถยนต์เขาไม่นิยมใช้กัน
แต่รถยนต์เขาก็ใช้ ถ้าไปสถานที่ใกล้ ๆ เขาใช้รถยนต์ถ้าไปไกล ๆ เขาก็ใช้เครื่องร่อน
ถ้าถามว่าเครื่องร่อน หรือรถยนต์มีทุกบ้านไหม ก็ตอบว่าเขาไม่นิยมเหมือนกัน บางบ้านก็นิยมรถยนต์
บางบ้านก็นิยมเครื่องร่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยนิยมมี เพราะใช้เครื่องร่อนขนาดกลาง
ราคาถูกกว่า คือค่าพาหนะก็ถูก มีความสะดวกสบาย รถยนต์กับเครื่องร่อนในเมือง มีสถานที่จอดอยู่ร่วมกัน แบ่งซีกกัน ซีกนี้เป็นของเครื่องร่อน ซึกนี้เป็นของรถยนต์
เป็นรถยนต์รับจ้าง เครื่องร่อนรับจ้าง ให้ความสะดวกสบาย เสียค่าพาหนะไม่มาก
จึงหันมาถามเขาว่า ที่นี่มีพระราชา หรือมีประธานาธิบดี เขาฟังแล้วเลยงง ทั้ง สองอย่าง
เขาบอกว่าไม่รู้จักคำว่าพระราชา ไม่รู้จักคำว่าประธานาธิบดี ก็ถามว่าที่นี่ปกครองกันอย่างไร
เขาก็บอกว่ามีพ่อเมือง ก็ถามว่าพ่อเมืองตามตระกูลรัชทายาทกันหรือ สืบต่อกันมาจากตระกูลต่าง
ๆ หรืออย่างไร หรือเลือกตั้ง เขาบอกว่า ไม่มีตระกูลเป็นรัชทายาท ไม่ใช่สืบต่อตามตระกูล
แล้วไม่มีการเลือกตั้ง มีแต่การแต่งตั้ง ถามเขาว่า การแต่งตั้งเป็นอย่างไร เขาก็เลยบอกว่า
จะต้องการคนที่มีคุณสมบัติสูงจริง ๆ สมกับตำแหน่งพ่อเมืองคือเป็นพ่อของคนทั้งประเทศเอามาเป็นพ่อเมือง
ก็ถามเขาว่าลักษณะขอคนมาเป็นพ่อเมืองเขาทำอย่างไร เขาบอกว่า ทุกจุดจะต้องสังเกตคนไว้
สังเกตลักษณะของคน คนเกิดลักษณะนี้ เขามีตำราดู คล้าย ๆ ลักษณะของธิเบต
ปัจจุบัน คำว่าปัจจุบันก็หมายความว่า อดีตไกล้ปัจจุบัน ปัจจุบัน เวลานี้ ธิเบตก็คงไม่ได้ใช้หรือใช้ก็ไม่ทราบ
เขาจะดูกันมาตั้งแต่เด็ก ดูลักษณะท่าทาง และดูความประพฤติ ดูความทรงธรรม และแต่ละหน่วยก็ตั้ง
ต่างคนต่างตั้ง ต่างคนต่างมีไว้เลือกคนไว้ แต่ละจุด
ในที่สุด เมื่อพ่อเมืองของบ้านเมืองนี้ต้องตายไป จากไป เขาก็จำคนทั้งหลายนั้นมาแข่งกันอีกคำว่าแข่งขันกัน
ก็คือรายงานลักษณะอาการ จริยา ความทรงธรรมของบุคคลนั้น แล้วมาไล่เบี้ยดูลักษณะให้ครบถ้วน
ดูความประพฤติปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่เขาต้องการ เขาก็เชิญท่านผู้นั้นขึ้นครองเมือง
เรียกว่าพ่อเมือง คนทุกคนมีความเคารพ ก็ถามว่า เขาว่า ถ้าใช้เวลา สมมติว่า ถ้าเวลาผ่านไป
2,000 ปีเศษ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเราอุบัติขึ้นมา จนบัดนี้ 2,500 ปีเศษ
เขาก็ยิ้ม เขาก็บอกว่า ตั้งแต่เขาเกิดมา เพิ่งมีพ่อเมืองคนเดียว 2,000 ปีเศษนี่ มีพ่อเมืองคนเดียว
แต่เขาบอกว่าเขามีอายุ 8,000 ปีเศษ เขาเพิ่งพบพ่อเมืองคนเดียว ก็ถามเขาว่า ทำไมคนอายุยืนนัก
เขาก็ตอบว่า ที่นี่ต้องมีอายุ 12,000 ปี ของจักรวาลโลกชมพู จึงจะตายกัน ทุกคนต้องอยู่เต็มอายุขัย
ทั้งนี้เพราะอาศัยพรหมหาร 4 กับ กรรมบถ 10 คุ้มครอง แหม.. เขาช่างมีความสุขจริง ๆ เหลือเวลานิดหน่อย
ขอให้เขาพาไปสนามบิน เขาบอกว่า สนามบินระหว่างในประเทศหรือต่างประเทศหรือต่างโลก แหม..
ในประเทศเราก็เคยเห็น ต่างประเทศเราก็เคยเห็น แต่
ต่างโลก นี่ไม่เคยเห็น ก็ถามว่า คนต่างโลกมาที่นี่กี่โลก เขาบอกว่าที่มาประจำจริง ๆ
คือ 3 โลก โลกทางทิศเบ้องซ้าย ถ้าหันหน้าไปทิศใต้ อยู่ด้ายซ้ายมือถึง 2 โลก และโลกอยู่หลัง
คือ
ทิศเหนืออีก 1 โลก ก็ถามว่าทั้ง 3 โลก นี้ลงสนามบินเดียวกันหรือ เขาก็ตาอบว่า ลงคนละสนาม
ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นขอไปชม แล้วในระหว่างทางก็ถามเขาว่า แต่ละสนามมีลักษณะท่าทางแตกต่างกันไหม
เขาบอกว่าไม่แตกต่างกัน เหมือนกันทั้งหมด ก็เลย บอกว่า ถ้าอย่างนั้น
ขอชมสนามเดียว เขาก็พาไปชม ในที่นั้น ก็มีเครื่องบินในประเทศอยู่ด้วย ก็เพราะว่ามีทั้งเครื่องบิน
มีทั้งเครื่องร่อน เครื่องร่อนคือจานหมุน ๆ นั่นแหละ มีทั้งเครื่องบิน มีทั้งจานบินก็ได้
เอาอย่างนี้ดีกว่า ฟังง่ายดี ลักษณะมันเหมือนจาน เพื่อรองรับชาวต่างโลกที่มาลง แล้วเขาต้องการไปที่ไหน
ก็พาไปที่นั่น
ในขณะที่ไป ก็พบเครื่องร่อนมาจากต่างโลก แต่ว่าเครื่องร่อน หรือเครื่องบินลักษณะมันไม่เหมือนกัน
บางลักษณะมาจากโลกเดียวกัน คือรูปร่างคล้าย ๆ เรือเมล์ แต่มีปีกก็มี รูปร่างลักษณะคล้าย
ๆ กับจานบินก็มี และต่างคนต่างมี พอเครื่องร่อนนั่นลงปั๊บรู้สึกว่า เรียบร้อยดีมาก เขาเปิดเครื่องขึ้นมาคนก็ลงมา การแต่งกายมีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงเข้าไปถามคนที่มาจากต่างโลก
ถามว่า ท่านมาจากโลกไหน เขาก็ตอบให้ทราบว่า มาจากโลกนั้น ๆ ตอนนี้ท่าน
ผู้ฟัง หรือท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่ารู้ภาษาเขาได้อย่างไร ก็ตอบว่ารู้ภาษาจากอารมณ์ คือคิดว่าภาษาเขาเป็นอย่างไร
ให้เราฟังเข้าใจ รู้เรื่องเหมือนภาษาของเรา แล้วภาษาที่เราพูดไป มันอาจจะไม่เหมือนภาษาของเขา
แต่ตั้งใจคิดว่า ให้เขาฟังแล้วเข้าใจเหมือนภาษาของเขา ให้เขามีความรู้สึกว่า เราพูดภาษาของเขา
เขาก็ตอบภาษาของเขามา เราก็ตอบภาษาของเราไป มันก็ลงตัวกันได้
ในเมื่อทุกอย่างลงตัวกันได้ ก็ถามความเป็นมาของเขา เขาก็เล่าความเป็นมา ถามว่า การที่เขาเคลื่อนที่มาจากโลกโดยต้องใช้ระยะเวลาบินกี่ชั่วโมง
เขาถามว่าเป็นเวลาของโลกชมพูใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่ ที่ถามนั้นก็เป็นพวกที่มาจากโลกทิศตะวันออก
เป็นโลกใหญ่ ใกล้ ๆ หน่อย ไม่ไกลนัก แต่ไกลกว่าโลกของเราไปดวงจันทร์ เขาก็บอกว่า การใช้เวลาเดินทางมาที่นี่
ถ้าใช้เวลาของโลกชมพู ก็ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ก็ถามเขาว่า โลกของท่านจริง ๆ อยากจะทราบว่า
มันมีมืด มีสว่าง เหมือนกับโลกชมพูไหม เขาก็ตอบว่าโลกของเขาไม่มีมืด มีแต่สว่าง
ถามเขาว่า เวลาการนอน การพักผ่อนจะมีไหม เขาบอกว่ามี แต่การพักผ่อนไม่เสมอกัน คนนี้นอนเวลานี้
ตื่นเวลานั้น คนนั้นนอนเวลานี้ ตื่นเวลานั้น ก็เรียกว่า ทั้งเมือง ทั้งบ้านจะมีคนตื่น
และคนหลับอยู่ตลอดเวลา การงานที่เขาทำทั้งหมด จะไม่มีอะไรคั่งค้าง ฟังแล้วน่าก็น่าปลื้มใจ นอนต่างเวลากัน ทำงานต่างเวลากัน ของเขามีสงว่างตลอด ก็ถามถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง
ๆ เขาบอกว่า เขามีครบครัน อันนี้ไม่ต้องอธิบาย ก็รวมความว่า ที่นี่มีความสะดวก ไม่ต่างไปจากโลกก็ได้ คนละโลกก็พูดรู้เรื่องกัน หันไปดูเจ้าหน้าที่เขาทักทายปราศรัยกันแบบกันเองทุกอย่าง พูดก็เหมือนกัน คล้าย กับว่า เขาจะมีภาษากลางของเขา
แต่ถ้าเราฟังภาษากลางของเขาแล้ว มันเหมือน คล้าย ๆ ภาษาญี่ปุ่น สั้น ๆ อีโละโก๊เก๊ะเสียงหนัก ๆ เหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น
ในเมื่อถึงจุดนี้แล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่นำไป ถามว่า นอกจาพาหนะบนผิวดินคือรถยนต์ แล้วก็บนอากาศ คือเครื่องบิน หรือเครื่องร่อน นอกจากนั้น พานหะของท่านมีที่ไหนบ้าง เขาบอกว่า นอกจากบนผิวดิน และนอกจากอากาศ ก็มีใต้ดิน ก็ถามว่า มีอะไร บอกว่า
มีรถไฟ มีรถยนต์ มีเมืองใต้ดิน แต่ความจริง เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะโลกชมพูเรามีอยู่แล้ว
ใต้ดินหลาย ๆ ประเทศ อย่างที่ประเทศอเมริกาก็มี ประเทศญี่ปุ่นก็มี หลาย ๆ ประเทศ เขาก็มีรถไฟใต้ดิน
มีรถยนต์ใต้ดิน มีสถานอาคารใต้ดิน เขาก็มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ของแปลก โลกเราก็มี โลกเขาก็มี
แต่ว่า อยากจะถามเขาว่า เมืองใต้ดิน เป็นเมืองใหญ่ไหม เขาก็บอกว่า ใหญ่พอดู ถามว่า
เส้นทางของเมืองใต้ดิน ใช้ความกว้างประมาณเท่าไร เอาเฉพาะเส้นทาง เขาบอกว่า เส้นทางเมืองใต้ดิน
มี คือ รถยนต์ใต้ดิน รถไฟใต้ดินก็ตาม เป็นเส้นทางเดิน ก็มีความกว้างถ้าจะเทียบกับของเราก็ประมาณ
4 กิโลเมตร เป็นความกว้าง ถามเขาว่า เวลาขุดทางมันผ่านภูเขา ผ่านหินไหม เขาบิกว่า ผ่าน
ก็ถามว่า ทำได้อย่างไร เขาบอกว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนสร้างเครื่องจักร
บริษัทสร้างเครื่องจักรเขามีความรู้ ความสามารถ เขาทำได้
เอาละท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟัง คุยกันไปคุยกันมามองดูเวลา เหลือ นาทีเศษ ๆก็คงต้องลาก่อน เพราะจะหมดเวลา ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคงสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟัง
และผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี
|