จุไร ท่องเที่ยว
ดวงดาวต่างๆ

 

เรื่องราวการถอดจิตไปดวงดาวต่างๆและมนุษย์ต่างดาว

  จุไร ท่องเที่ยวดวงดาว  โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ    

 
 
 
หน้าแรก

คำปรารภ
 
นิทานตัวอย่าง
เรื่อง “หนู 3 ตัว’’
จุไรท่องเที่ยว
ดวงอาทิตย
จุไรท่องเที่ยว
ดวงจันทร์
จุไรท่องเที่ยว
ดาวอังคาร
จุไรท่องเที่ยว
ดาวพุธ

จุไรท่องชมดวงดาว

จุไรท่องเที่ยว
ดาวพฤหัส
จุไรท่องเที่ยว
ดาวพระศุกร์
จุไรท่องชมดาวจามร
จุไรท่องเที่ยว
ดาวเสาร์และดาวสูตู
Uranus จุไรท่องเที่ยว
ดาวกุรุและดาวสิปปัง
จุไรท่องเที่ยว
ดาวตกหลุมดำ
 
 
 

จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ

 

ตอนที่ 3-4

 

ตอนที่ 5-6

คำปรารภพิเศษ

                คุณสุทธิชาติ  รัตนสุวรรณ   มาบอกเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ว่า  น่าจะเอาเรื่องของจุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ  จาหนังสืออ่านเล่น เล่มที่ ๑๑.๑๒ มาลงเป็นเล่มเดียวกัน  ในหนังสือจุไรท่องเที่ยวดวงดาวต่าง ๆ  ท่านบอกไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙      ก็เห็นว่าความคิดของท่านดี  เพิ่งมีโอกาสได้จัดทำในปีนี้    จึงได้จัดพิมพ์ต้นฉบับใหม่      และรวบรวมให้ตามความประสงค์ของ  คุณสุทธิชาติแล้ว  แต่นำมาเฉพาะ  เล่มที่ ๑๒ เท่านั้น

                   เมื่อพิมพ์ต้นฉบับเสร็จแล้ว  ปรากฏว่า มีท้ายเรื่องบางตอนหน้าว่างมาก ก็อยากจะลงภาพประกอบเรื่อง  แต่ว่าวาดภาพไม่เป็น ฉะนั้น   ถ้าหากท่านใดอ่านเรื่องดาวหลุมดำแล้วมีจินตนาการไปตามเรื่อง  ที่จุไร เล่ามา  ขอได้โปรดเขียนภาพส่งไปยังเจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์  ถ้าหากนำลงแล้ว  จะมีรางวัลให้พอสมควร

คณะธัมมวิโมกข์

๒๐ ก  .พ. ๒๕๔๑


จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ

ตอนที่ ๑

 

                                ท่านสุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกนี้ เป็น วันที่ ๑๔ มกราคม ๑๔๓๓  ที่บอกวันเดือนปี ไว้ก็เพราะว่า จะได้ทราบว่าเรื่องราวต่าง ๆ  ที่จะกล่าวต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องของความสับสนของสมอง  แต่ก็เป็นเรื่องความจริงใจของบุคคลพวกหนึ่ง        ที่เยกว่า      ท่านคณะจิตวิทยา  สำหรับคณะจิตวิทยานี้ ใช้จิตเป็นกำลังงาน  ทำงานด้วยกำลังของจิต  จิตมีสภาพรวด เร็ว  และไปได้ทุกแห่ง  แม่แต่ในที่ปิดบังลี้ลับ  ก็สามารถจะไปได้  เรื่องนี้ไม่ขออธิบาย  ขืนอธิบายก็เฟ้อ  รวมความว่า  วันนี้จะคุยกันเรื่องดาวหลุมดำ

                                คำว่า ดาวหลุมดำ   ความเป็นมาก็เป็นอย่างนี้   ผู้พูดหรือผู้เขียนเองก็ไม่ทราบมาก่อน  เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๓ เดิน   ทางเข้าไปกรุงเทพฯไปแวะที่บ้าน   ท่าน พล.อ.อ. อาทร โรจนวิภาต อดีตรองเสนาธิการทหารแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุด  ในตอนหนึ่งท่านคุยให้ฟังว่า  เวลานี้ฝรั่งเขากำลังสนใจ  เรื่องถุงดำ  คำว่าถุงดำ  ก็หมายความว่าเป็นดวงดาวดวงหนึ่งในอากาศ  มีสภาพเป็นถุง  บรรดาดาวทั้งหลาย  เข้าไปดูใกล้ มันก็ดูดเข้าไป   ก็หายเข้าไปเลย เมื่อท่านพูดอย่างนี้  ความรู้สึกเวลานั้นก็มีความรู้สึกว่า  ผิวของดวงดาวดวงนี้  ด้านหน้ากร้านมาก  แล้วก็มีความร้อนพอสมควร  ไม่ใช่มีความร้อนอย่างแสงอาทิตย์คือเรียกว่าร้อน ถ้าหากว่าสัตว์ที่มีชีวิต  สามารถทนความร้อนนั้นได้  ถ้าจะเปรียบเทียบกันจริง ๆ ความร้อนด้านหน้าของดวงดาวดวงนี้  ถ้าจะเทียบกับตะวันออกกลางนิดหน่อย  ร้อนกว่าไม่เกิน ๑๐ องศาเซนติเกรด  เทียบกับตะวันออกกลางนะ  เอาเฉพาะอย่างยิ่ง  อียิปต์  ก็แล้วกัน จะร้อนกว่าอียิปต์ไม่เกิน ๑๐  องศาเซนติเกรด  ก็เรียกว่าพอทนกันได้

                                ต่อมาเมื่อเดินทางไปถึงที่ซอยสายลม  บ้านท่านพล.อ.ท.ม.ร.ว.  เสริม  ศุขสวัสดิ์  ผู้พูดเองก็ป่วย  รอรับการให้น้ำเกลือจากแพทย์ เวลานั้นก็มีแพทย์  คือมี  หมอมนตรี  นามสกุลว่าอย่างไรก็จำไม่ค่อยได้แล้วนะ  อ้อ..  หมอมนตรี  อมรพิเชษฐ์กูล   นี่ พรนุช  คืนคงดี  เขาจดไว้ให้  มีหมอมนตรี  มาคอยก่อน   และต่อมาก็มีหมอแสงโสม  คือ พญ.แสงโสม  ปิรยะวราภรณ์  มา  ต่อมาก็มี นพ.จรูญ ปิรยะวราภรณ์  ผู้สามี ของพญ.  แสงโสม  มา  คือแสงโสมนี่ผู้พูดไม่ค่อยถนัด  มักจะเรียกว่า อิ๋งๆ     เป็นอันว่า หมอที่รักษาตัวอยู่จริง ๆ   ก็คือ  นพ.จรูญ ปิรยะวราภรณ์    พญ. แสงโสม ปิรยะวราภรณ์    ภรรยา  และนพ.ชนะ  สิริยานนท์   สำหรับหมอจรูญกับแสงโสมนี่ เป็นหมอประจำ  ให้ยาเป็นปกติ  หมอชนะนี่เรียกว่า หมอญี่ปุ่น  ไปเรียนญี่ปุ่นมา  ตอนหลังไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น  นี่เป็น

หมอ คอ จมูก หู  ลูกตาด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ  กับท่าน นภ. วัฒนะ  หิตะดิลก  สองคนนี้เป็นลูกศิษย์อาจารย์กัน หมายความว่า    เป็นหมอที่ศิริราชเหมือนกัน  แต่ฝ่ายคอ จมูก หู สำหรับ            นพ.มนตรีนี่  เดิมประจำอยู่ที่ปากคลองสาน  คงจะทราบว่าเป็นหมอชนิดไหน  แต่เวลานี่มาอยู่

ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา  รวมความว่า  ถ้าใครคิดว่าผู้พูดหรือผู้เขียนจะบ้าก็ไม่เป็นไร  เพราะมีหมอบ้าประจำอยู่แล้ว   หมอรักษาบ้านะไม่ใช่หมอบ้านะ  แล้วก็  พญ.พงศ์ภารดี (ปุ๊)  เจาฑะเกษตริน คนนี้ตามปกติเป็นหมอนวด       แต่ไม่ใช่นวดด้วยมือ     เขาเป็นแพทย์      เป็นหมอดมยาเหมือนกัน  เช่นเดียวกับหมอแสงโสม  แต่ว่าใช้เข็มนวด  คือเข็มจิ้ม  เป็นหมอฝังเข็ม   อาตมาเลยใช้สมญาว่า  หมอนวด  เพราะว่าปวดเมื่อยที่ไหน  ถ้าหมอคนนี้มาปักเข็มให้  เป็นหายทันที    ใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที  แล้วก็มี พ.ต.นพพร  กับพญ.เตือนใจ  กลั่นสุภา  นครสวรรค์ นี่เป็นกองทหารนครสวรรค์อีก ๒  คน ประจำ  แล้วก็มีหมอโอ๋  คำว่า  หมอโอ๋ นี่ อาตมาเรียก หมอโอ๋  แต่ชื่อจริง  อ. บุปผาชาติ  พงษ์ประดิษฐ์  เป็นคนขับรถให้  และก็เป็นหมอยาไทย

 ทีนี้ในเมื่อไปพลหมอมนตรีกับหมอทุกคนแล้ว ก็เป็นอันว่าสำหรับหมอหมอนี่คนขนยามามากที่สุดก็คือหมอวัฒนะ  แต่อาตมาชอบเรียกว่า ญี่ปุ่น  ก็เป็นอันว่ายาอะไรขาดก็ตาม  หมอวัฒนะก็ขนมา  หมอคนอื่นก็เอามาให้  แต่หมอวัฒนะขนมากหน่อย  เมื่อพบหมอมนตรี    ก็คุยกันถึงเรื่องเจ้าถุงดำในอากาศ  หมอมนตรีก็อธิบายตามลักษณะที่ว่ามา  ที่ท่านพล.อ.อาทรพูดมาเหมือนกัน

หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจ  ต่อมา  เมื่อวันที่ ๑๑  มกราคม  ๒๕๓๓  ฟันมาเป็นหนองที่รากฟัน  หมอเตือนใจรักษามานาน  ทำมาเกือบ ๑๐ เที่ยว  เขาค่อย ๆ ขูด  ค่อย ๆ ดูดเอาหนอง  ค่อย ๆ แคะเอาหนองออก  ความจริงผู้พูดอยากจะให้เขาถอนทิ้งไป  เพราะของไม่ดีไม่อยากได้  แต่หมอบอกว่า  เสียดายฟัน  ถ้าเกินวิสัยจริง ๆ จึงจะถอนทิ้ง  นี่เป็นลีลาของหมอ  เพราะปกติเป็นอย่างนั้น  หมอต้องรักษาของเดิมไว้ให้ได้  แต่เจ้าของของไม่อยากจะเก็บไว้   เราะมันปวด  หมอเตือนใจทำให้เกือบ ๑๐ เที่ยว  เธอนั่งรถหมอโอ๋มา  และทุกสิ่งทุกอย่าง  หมอก็ออกทั้งหมด  โอ๋ออกเองทั้งหมด  ผู้พูด  หรือผู้บันทึก  หรือผู้เขียนไม่ได้ออกสตางค์เลย

                                ก็เป็นอันว่า  สำหรับแพทย์ฟันก็มีหมอจำนูน  อีกคนหนึ่ง  หมอจำนูนนี่ก็สำคัญมาก  ช่วยเหลือมาในกาลก่อน  เวลานี้ยังเป็นปกติ  และยกขบวนมาช่วยบรรดาฟันเด็ก และฟันคนแก่คนหนุ่ม คนสาวก็ตาม  ยกมาครั้งหนึ่งก็ฟรีทุกอย่าง   ฟรีเหมือนกัน  นอกจากฟรี  หมอที่มาสงเคราะห์คณะผู้พูดมากนี่ คนฟุ้งนี่นะ  โดยมากเขาไม่รักษาเฉย ๆ  เขาให้สตางค์ด้วยก็เลยเอา  หมอประเภทนี้ชอบและก็ชอบมาก  ความจริงหมอที่ช่วยเหลือนั้นมีมาก  ตั้งแต่เริ่มต้น  พล.อ.ต. นพ.โกศล   มณีจักร  แล้วก็ต่อมา  พล.ต.ท.นพ.  สมศักดิ์   สืบสงวน  ท่านก็การรักษาเรื่อยมาก  หลายระยะ  มามากด้วยกันหลายคน  เยอะ

                                ก็รวมความว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พูดมากไปแล้ว  หมดเวลาไปตั้ง ๑๐ นาที  เมือวันที่ ๑๑ มกราคม  ๒๕๓๓  ขณะที่หมอเตือนใจกำลังขูดฟันอยู่  ดูดเอาหนอง  ขณะที่เขาขูดฟันอยู่เขาดูดหนอง  ก็มีความรู้สึกว่า ขึ้นชื่อว่าความตาย มันเป้นของหาไม่ยาก  ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง  ความตายเป็นของเที่ยง  บางคนก็ตามด้วยเหตุที่ไม่ควรจะตาย  แตะนิดต้องหน่อยก็ตาย  ถึงวาระมันมา  เวลานี้การทำฟันดูดหนองมันปวด  มันเสียว ดีไม่ดีระบบประสาทอาจจะตัดชีวิตของเราก็ได้  ก็คิดขึ้นมาในใจว่า  ขึ้นชื่อว่าชีวิตมันต้องตาย  จะตายเวลานี้ก็ตายจะตายเวลาอื่นก็ตาย  ทำท่าเก่งไปอย่างนั้นเอง  ความจริงแล้ว  กลัวตาย  แต่ในเมื่อคิดว่า  เวลานี้ถ้ามันจะตาย  เราก็ไปก่อน  ร่างกายตายทีหลังเราจะไปก่อน

                                ก็รวบรวมกำลังใจจับ  อานาปานุสสติ  กับอุปสมานุสสติกรรมฐาน คำว่าอุปสมานุสสติ  นั้นหมายถึง นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ จะไปนิพพาน  ได้หรือไม่ได้  เราก็ไป  อย่างคนอยากไปนิพพาน  ในเมื่อเราเป็นคนอยาก  เมื่ออยากหนัก ๆ เข้า  มันก็ต้องถึงเอง  ไม่ละความอยาก  ใครเขาจะบอกว่า  ความอยากเป็นกิเลส  ก็เป็นเรื่องของเขา  กิเลสของเขา เป็นธรรมะของเรา  เราอยากไปนิพพาน  แต่บรรดานักเทศน์  ท่านเทศน์บอกว่า  การอยากไปนิพพาน  ถือว่าเป็นธรรมฉันทะ  คือมีความพอใจในธรรม ไม่ใช่กิเลส คนฟังแล้วก็ถึงกันเอง  ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง

นี่คนพูด  คนเขียน  พูดตามความพอใจของตนเอง  ไปรอคนอื่นไม่ได้  รอคนอื่นมันไม่ได้พูดไม่ได้เขียน

                                ขณะที่รวบรวมกำลังใจ  เวลานั้นจิตก็ตกวูบ  เข้าสู่อารมณ์สงัด  จิตมีอารมณ์เยือกเย็น  เห็นท่านผู้มีคุณมากมาย  แพรวพราว เป็นระยับก็ปรากฏล้อมอยู่  ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส  ท่านบอกยังไม่ตาม  คุณ  ยังไม่ตาย  ก็บอกท่านว่า  จะตายหรือไม่ตายก็ไม่ทราบขอไปที่อยู่ก่อน  ท่านก็บอก ตามใจ  เรื่องของคนขี้ขลาด ขัดคอไม่ได้  อยากไปก็เชิญไปเถิด  ก็เป็นอันว่า ท่านจะเชิญหรือไม่เชิญ  ผู้พูดก็ไปแล้วนึกแว๊บเดียว  แวะไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่  ประเดี๋ยวเดียว  กาบท่านบอกว่าเดี๋ยว ขอไปบ้านพักหนึ่ง  หมอกำลังทำฟัน  แม่ท่านก็บอกว่า  ทำไมขลาดแบบนี้ล่ะ ก็เลยบอกท่านว่า คนที่อยากไปนิพพานเป็นคนขี้ขลาดหรือท่านก็เลยบอกว่า ไอ้เรื่องปากแข็งเถียงเก่ง  เป็นเรื่องของคุณ  ไป ๆๆ ไปไหนก็ได้

ไปเถิด  ไปได้  ถ้าอยู่ที่นี่เดี๋ยวก็ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา  หมอเขาทำเสร็จไม่ได้ไปนิพพาน  แล้วท่านพ่อก็ถาม  จะไปนิพพานหรือ ก็บอก เปล่า  ใจมันอยากไปนิพพานแต่ว่าจริง ๆ มันจะไปได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทราบก็ช่างหัวมัน  แล้วท่านถามว่าจะไปไหน  ก็บอกกับท่าน  บอกว่าจะไปบ้าน ถ้าเจอะบ้านเขาสร้างไว้ที่ไหน จะไปที่นั่น  ท่านก็ยิ้ม  ท่านก็เลยบอกว่า  ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปด้วย ชวนแม่เขาด้วยซิ  ก็เลยยกมือไหว้แม่ท่าน  แม่ท่านบอกว่า เอ้า ถ้าอย่างนั้น แม่ก็ไปด้วย ในเมื่อไปถึง ก็มีบ้านอยู่ ๓ หลัง  แพรวพราวเป็นระยับ  มีกำแพง  แก้วผสมทอง  ไม่อธิบายละ  มันสวยก็แล้วกัน  เข้าไปนั่ง  ก็คิดในใจ  ก็บอกท่านพ่อท่านแม่ บอกว่า เวลานี้ฉันอยากนั่งคนเดียว  ให้อารมณ์มีความสงัด  คำว่า สงัดไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้คิดอะไรเลย  มันคิดเฉพาะนิพพานอย่างเดียว  ตัดทุกอย่าง  ทรัพย์สมบัติไม่คิด  อย่างนี้เรียกว่า สงัด  สงัดจากกิเลส  เฉพาะอารมณ์เวลานี้

 

                                ท่านก็บอกว่า  ถ้าเป็นความประสงค์ของคุณ คุณนั่งตรงนี้  บ้านหลังนี้นะ พ่อท่านบอกว่า พ่อก็จะไปนั่งที่โน่น  ที่แทนแก้วของสระ  ท่านก็เรียกแม่  บอกมาด้วยกันเถิดแล้วปล่อยเขา ลูกชายคนนี้นิสัยเป็นอย่างไรแม่เลี้ยงมาก็ย่อมรู้อยู่แล้ว  ท่านแม่ก็เลยบอกว่า  แค่นี้แหละ  เด็กก็แค่นั้นแหละ  หนุ่มก็แค่นั้นแหละ  แก่ก็แค่นั้นแหละ  ลีลาไม่ต่างจากเดิม  นั่งตามสบายนะจ๊ะ  แม่จะไปละ  แล้วแม่ท่านก็ไป  พอแม่ไปประเดี๋ยวเดียว  สักอึดใจ  ไม่ถึงดี  คนแก่ไป  สองแก่  พ่อก็แก่  แม่ก็แก่  ความจริง  แก่ตามลักษณะที่เราเรียกกันนะ  แต่ที่จริงท่านไม่แก่

                                ทีนี้มากลุ่มสาว ๆ  มาหนักกว่านั้น กว่า ๑๐ คน แต่งตัวแพรวกพราวเป็นระยับมาถึง  ต้องไม่รีรอ  ไม่ต้องขออนุญาต  ย่องเข้ามาเลย  ถึงปั๊บ นั่งบนที่นั่ง  ก็เลยบอกว่านี้เป็นผู้หญิง บ้านนี้ไม่รับผู้หญิงนะจ๊ะ   เธอที่เป็นหัวหน้าก็บอกว่า  ถ้าไม่รับผู้หญิงก็ไม่เป็นไร  พวกฉันไม่ใช่ผู้หญิง  ก็ถามว่าเธอเป็นกะเทยหรือ  เธอก็ตอบว่า  ฉันไม่ใช่กะเทย  ถามว่า เป็นบัณเฑาะก์หรือ  ได้บัณเฑาะก์มันมีสองเพศ  ทั้งเพศผู้หญิง  และเพศผู้ชาย  เธอก็บอกว่าไม่ใช่  ก็ถามว่าเป็นผู้ชายหรือ  เธอก็บอกว่าว่าไม่ใช่  ถามว่าเป็นอะไร  เธอตอบว่า คนพวกฉัน ทั้งหมดที่มา ไม่มีอะไรเป็นเพศ  ไม่มีทั้งผู้หญิง  ไม่มีทั้งผู้ชาย  ไม่มีทั้งกะเทย  ไม่มีทั้งบัณเฑาะก์  ไม่มีทั้งหมด  ก็เลยถามเธอว่า ถ้าเธอไม่เป็นกะเทย อย่างนี้เขาเรียกกะทุยใช่ไหม

                                เธอหันมายิ้มถาม กะทุย เป็นอย่างไร  ก็เปรียบเทียบให้ฟัง  บอก เหมือนกับควาย

ควายเขามันกางออก  เขาเรียกเจ้ากาง ถ้าเขาลอมเข้ามา เขาเรียกว่า ลอม  ถ้าหลุบลงข้างล่าง  เขาใช้อะไรไม่ได้  เขาเรียก ทุย  พวกเธอก็เหมือนกัน  ไม่มีอะไรจะใช้เลย  เรื่องเพศ ก็เรียกเป็นพวกกะทุยก็แล้วกัน  เธอก็ตอบว่าช่างเป็นไร  เรียกอย่างไรก็ช่าง  ร่างของฉันไม่เปลี่ยนก็จบ

                เมื่อขณะนั่งคุยกันประเดี๋ยวหนึ่ง เธอก็ถามว่า เห็นพรหมโลกไหม  มองลงต่ำ ก็มองลงดูตามเธอ  เห็นพรหมโลก  เธอถามต่อไปว่า เห็นสวรรค์ไหม  ก็มองลงต่ำลงไป  ก็เห็นสวรรค์  หลังจากนั้นเธอถามว่า เห็นจักรวาลต่าง ๆ ไหม  ที่เรียกกันว่า จักรวาลมนุษย์  มีมนุษย์อยู่ แต่มีอยู่ไม่ทุกจุด  มองลงมาเกลื่อนกลาดไปหมด  เหมือนกับผลส้มลอยเกลื่อนกลาดไปหมด  เหมือนกับผลส้มลอยเกลื่อนในอากาศ ถ้านับ ก็คงจะนับได้  แต่ไม่กล้านับ  ไม่มีเวลาจะนับ  มันมากเหลือเกิน  ลอยห่างกันไปบ้าง  ใกล้กันบ้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เธอก็ชี้ให้ดูว่า  จุดเล็ก ๆ จุดโน้นไกลสุดลงไป มันเป็นจุดที่คุณมีชีวิตอยู่ที่นั่น นั่นหมอกำลังทำร่างกายคุณอยู่  กำลังแคะฟัน  กำลังดูดหนอง  คุณเห็นไหม  ก็ตอบกับเธอบอกว่า  เห็น  บอกไกลมาก  แล้วกลุ่มที่ลอยมาใกล้ ๆ อย่างโลกพระจันทร์ก็ดี  โลกพระอังคารก็ดี โลกพระศุกร์  โลกพฤหัสก็ตาม  มีนอยู่ใกล้ ๆ  กลุ่มนั้น  แต่เหนือขึ้นมา  อีกมากมาย สูงสุด  มีโลกเกลื่อนกลาด  ที่เรียกกันว่า  ดวงดาว มันเกลื่อนกลาดไปหมด  มันสูงกว่านั้นมาก  แต่สิ่งที่จะทำให้คุณดูวันนี้  จะให้ดูดวงดาวสักดวงหนึ่ง มันไม่ใช่ดาว  มันเป็นโลก

 

                                แต่นักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า เขาเรียกถุง  มันเป็นถุงดำ  ลอยอยู่เกือบจะเป็นผิวอากาศ เกือบเป็นผิวจักรวาลน่ะ  สูงสุด มันดวงใหญ่มาก  เธอก็เปรียบเทียบให้ฟังว่าโลกมนุษย์  มีสภาพเหมือนกับผลส้ม  ไอ้เจ้าโลกถุงดำนี่ก็มีสภาพเหมือนกับพ้อมใหญ่ๆ  พ้อมใส่ข้าว  ฉะนั้น  ความใหญ่ของมัน  ถ้าจะเอาโลกมนุษย์เข้ามาลอยภายในท้องของมัน ประมาณสักพันดวง  ยังไม่ถึงไหนหรอก  มันใหญ่โตมาก  ก็ถามเธอว่า นั่นมันเป็นเรื่องของอนิจจังใช่ไหม  เธอตอบว่าใช่  ก็ถามว่า ให้ฉันดูทำไม  เธอบอกเวลานี้นักวิทยาศาสตร์เขาสนใจเจ้าถุงดำนี้  เขาเรียกถุงดำ  แต่ความจริงมันไม่ใช่ถุงธรรมดา มันเป็นโลก  คล้ายกับส้มฝานกลางทิ้งไป  ส่วยหนึ่งทิ้งไป  อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้  มีสภาพเหมือนกระทะคว่ำลงกลางมันโบ๋ขึ้น เป็นช่องใหญ่มาก  ด้านหน้ามันแกร่ง  ด้านข้างบนนี้เป็นพื้นพิภพของคนอยู่มีมหาสมุทร  มีประเทศชาติ มีทุกอย่างอย่างโลกเขามีกัน  แต่ชาวโลกนี้รู้สึกว่าแปลกกว่ามนุษยโลกที่เรามีชีวิตอยู่  เพราะมนุษยโลก  ศีล๕  ไม่ค่อยครบ  หาคนครบศีล ๕ ยาก

แต่โลกนี้เป็น.โลกของกรรมบถ ๑๐  เขารักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วน

                                พอเธอพูดจบเท่านี้ปรากฏว่า พระท่านมา  พระนี้เป็นพระใหญ่มาก  มีความเคารพนับถือท่านมาก ท่านก็ถามว่า อยากจะไปชมโลกนี้ไหม  ก็กราบเรียนกับท่านบอกว่าอยากชม  เพราะว่าน้องสาวเพิ่งพูดให้ฟังเดี๋ยวนี้เอง  ความจริงไม่รู้มาก่อน  ท่านก็บอกว่า เธอเวลานี้ไม่มีความสนใจอะไรแล้วใช่ไหม  สวรรค์ก็ดี  พรหมโลกก็ดี  อะไรก็ตามเงียบหมด  หยุดหมด  ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนมันอยากทุกอย่าง  อยากรู้นั่น  อยากรู้นี่  ไปโลกนั้น  ไปโลกนี้  ไปโลกโน้น  เวลานี้เงียบสงัด  ถ้าไม่จวนตัวแล้ว  จนใจจริง ๆ  ก็ไม่ไป  ไม่อยากรู้ใช่ไหม  ก็ตอบท่านว่า ใช่

                                ก็กราบเรียนท่านบอกว่า มันไม่เกิดประโยชน์  รู้ไปก็แค่นั้น  มันก็แก่ทุกวัน ร่างกายก็เต็มไปด้วยทุกขเวทนา  ท่านบอกว่า ก่อนที่มันจะตาย  รู้เสียหน่อยซิ  จักรวาลทั้งหมด  น่าจะรู้ ก็เลยบอกท่านว่า ไม่เอาแล้ว  ขอถวายบังคมลา  เรื่องรู้แบบนี้  เอาเฉพาะจุด  ถ้าท่านเห็นว่าควร  ก็อาจะรู้ ท่านบอกว่าโลกนี้ คน แล้วก็ยังมีอีกหลายโลก  อยู่ระดับเดียวกัน  ควรจะรู้อย่างยิ่ง  เพราะว่าเป็นโลกทั้ง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่รู้อะไรเลย     ความจริงเขาเข้าใจว่าเป็นถุงดำ      และกลืนดวงดาวต่าง ๆ แม้แต่แสงสีเข้าไปก็มองไม่เห็น  อันนั้นความจริงมันไม่ได้กลืน  สภาวะจริง ๆ ของมัน  เดี๋ยวไปดูกันแล้วกัน

                                เมื่อท่านพูดจบ      ท่านก็ลุกขึ้น  ทุกคนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน  ท่านพ่อ  ท่านแม่ก็มาด้วย  พอท่านก้าวนำหน้า  ทุกคนก็ก้าวตาม  ก้าวเดียวก็ถึง  พอถึงที่แล้วก็ไปยืนอยู่หลังโลก  ขอบ ๆ เกือบริม  หมายความว่าห่างจากปากช่อง  ปากทางเข้าข้างล่างจริง ๆ ไม่เกิน ๑ โยชน์  ก็พยายามเดินไปเดินมามันขรุขระ ทุกอย่าง  ขรุขระเป็นโขด  โขดสูง ๆ โขดต่ำ ๆ  พื้นพิภพ  เหมือนกับดินไหม้  สภาพเหมือนกับดินไหม้  แต่มันเข็งจัด  ดูแล้วมันแข็ง  เหมือนกับดิน  ผสมเหล็ก  พอเดินไปได้หน่อยหนึ่ง พระท่านก็บอกว่า  คุณ  ถ้าคุณขืนอย่างนี้นะ อย่าลืมว่าโลกนี้มันโตกว่าโลกมนุษย์หลายพันเท่า  ถ้าคุณเดินอย่างนี้  กี่ชีวิตของคุณมันก็เดินไม่จบ  เราเดินแบบที่เราเดินมาแล้วก็แล้วกัน  ก็ถามท่านว่า

จะไปที่ไหน

                                ท่านบอก  เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  ไปดูกันเสียก่อนเลย  เรื่องจริงๆ เราเลี้ยงไปที่อื่นก่อน  วันนี้ขอตัดเข้าไปหาเลย  ไปหาจุดนี้   ซึ่งเป็นจุดเดิม จุดจริง ๆ แล้วก็เป็นจุดที่พูดได้เต็มปากเต็มคอ  แล้วต่อไปก็ไม่เรื่องใหม่  ไม่ค่อยจริง  เป็นนิทาน  ตอนนี้เป็นตอนที่เล่าให้ฟังธรรมดา ๆ   ไม่ใช่นิทาน  เป็นอารมณ์เคลิ้มดี  ก็ดีไม่ดีก็บ้าไปเลย  แต่ไม่กลัวบ้าหรอก  เพราะมีหมอมนตรีรักษา  หมอโรงพยาลบาลบ้ามีรักษาอยู่  เขาอยู่ตั้ง ๒ โรงพยาบาล  เขาเก่ง  เมื่อปราบโรงพยาบาลปากคลองสานมาได้แล้ว ก็มาปราบที่ศรีธัญญา  ก็ยังจะปราบคนวัดท่าซุงอีกคนหนึ่ง  คือคนพูด  ไม่เป็นไรไม่ต้องกลัวบ้า  ก็เดินอีกก้าวเดียวก็ไปถึงปากโลก  มันมีสภาพเหมือนกระทะคว่ำ  หรือมีสภาพเหมือนผลส้ม หรือผลส้มโอถูกตัดกลาง  ตัดเอาส่วนหัวทิ้งไป  ส่วนของหางไว้ หรือส่วนของหางทิ้งไป  เหลือส่วนหัวก็ได้  มันคว่ำแบบนั้น  ข้างในโบ๋  แต่อย่านึกว่า ความกลวงผิวมันจะบางนะ  ผิวมันเป็นแผ่นดินหนาเป็นโยชน์  พระอธิบายให้ฟัง

                      ท่านบอกว่าเข้าไปดูไหม  ท่านบอกที่เขาเรียกว่า หลุมดำ  เพราะว่าสีมันดำ  ความไหม้ของดินนี่มันดำจริง ๆ  สภาพดำเป็นดินไหม้  และแข็งจัด  ก็มองไปดูรอบ  ๆ มองไปทางซ้าย  เวลานั้น หันหน้าไปทาวทิศตจะวันตก  มองไปดูทางซ้าย  พระท่านก็ชี้บอกว่า โน่นอีกโลกหนึ่ง เลยไป

อีกโลกหนึ่ง แต่ทั้ง ๒ โลกนี้ เขามีสภาพเต็มไม่ใช่ครึ่งโลก  หรือโบ๋กลางเหมือนโลกนี้แต่ว่า เราจะไปกันทีหลัง  วันนี้คุยกันเรื่องโลกนี้ก่อน

                                ท่านก็บอกว่า  โลกนี้ตรงกลางมันโบ๋  มันมีความร้อนพอสมควร  เข้าไปดูไหม  ก็เลยบอกกับท่านว่า ขอเข้าไปดู  ทั้งหมดก็เข้าไปพร้อมกัน  พอเข้าไปภายในโลกนั้นตกใจ  มันเวิ้งว้างเหมือนกับฟ้า  เฉพาะถ้าตาเนื้อธรรมดา  ไม่มีโอกาสจะเห็นขอบฟ้าเลย  อันนี้เยกว่า เป็นตาลม  ลมก็หยาบไป  เป็นตาอากาศ  อากาศก็หยาบไป เป็นตาละเอียด  สามารถจะมองอะไรถึงไหนก็ได้ จักรวาลนี้จักรวาลไหน  จากนรกถึงนิพพานก็สามารถจะมองได้  เพราะเวลาที่พูดนั้น  เป็นเวลาเป็นผี เพราะภาพ นั้น  เป็นภาพของผี  ไม่ใช่คน  ทิ้งคนไว้ข้างล่าง  ที่ขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองลงมาก็ไม่พบอะไร  เข้าไปภายใน เข้าไปภายใน อากาศก็ดี ท่านบอกสภาพดีมาก  มีอาการดึงดูดของแผ่นดินเหมือนกับโลกธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรผิด จะเรียกว่าสุญญากาศไม่ได้ ยังมีอากาศอยู่

                                แล้วภายในนั้นมีอะไร  ทราบไหม  ในนั้น ปรากฏว่า  ดวงดาวต่างๆ  เท่าที่มองเห็นที่มองไม่เห็นก็ไม่ทราบ  มันมีอยู่เกิน  ๓๐๐  ดวง  ไอ้เจ้าดวงดาวนั้น  มันก็คล้าย ๆ กับผลมะนาวเล็ก ๆ  อยู่ในพ้อมใหญ่ ๆ นั่นเอง มันก็ลอยอยู่ในนั้น  ดวงดาวบางดวงก็มีแสงสว่างจ้า  ทำให้ในพ้อมของโลกดำ  หรือถุงดำนี่ เรียกว่า โลกดำ ดีกว่า ในท้องของโลกดำมันก็สว่าง  บางจุดก็สว่างจ้า  เหมือนกับแสงไฟฟ้าที่สว่าง  บางจุดที่ไกลออกไปก็เป็นแสงสว่างสลัว ๆ ก็รวมความว่า ทั้งท้องของดวงดาวดวงนี้  ภายในสว่างจริง ๆ ไม่ใช่มืด  แต่ที่ฝรั่งบอกว่ามืด  เพราะมันสุดสายตาของฝรั่ง  สุดสายตาของกล้อง  ระยะของกล้อง คือกล้องไม่สามารถจะมองเข้าไปข้างในได้  ถ้าเปรียบเทียบ  เหมือนกับถ้ำ  ถ้ำใหญ่ๆ  ของภูเขาลูกใดลูกหนึ่ง  ที่อยู่ข้างหน้าเรา  ถ้าเรายืนอยู่ไกลจากภูเขาลูกนั้นประมาณสัก ๑๐  กิโลเมตร  เราจะมองเห็นปากถ้ำ  รู้สึกว่ามันมืดภายใน  เราไม่เห็นแสงสว่าง  ถ้าเข้าไปใกล้ ถึงถ้ำนั้น  จะทราบว่าภายในถ้ำนั้นมีแสงสว่าง

                                ทีนี้พระท่านก็อธิบายให้ฟัง  บอกว่าเท่าที่ฝรั่งมีความเข้าใจ  มีความรู้สึก   หรือเชื่อมั่นว่า  ดวงดาวต่าง ๆ ที่เข้ามาในท้องของโลกนี้ในถุง ความจริงไม่ใช่ถุง มันท้องแบบโลก เข้ามาในท้องนี้ของโลกนี้  มันกลืนหายไปหมด  แล้วแสงต่าง ๆ ก็กลืนหายหมด  มองไม่เห็น  แต่ความจริงมันไม่ได้กลืน  เจ้าดวงดาวต่าง ๆ  ที่เข้ามา  มันมีโอกาสออก  ไม่ใช่เข้าแล้วอยู่เลย  เพราะว่าดวงดาวต่าง ๆ หรือโลกก็ตาม มันไม่มีกำลังขับเคลื่อนของมันเอง  มันลอยไปตรมกำลังของอากาศ  ที่ดันมันเข้าไปก็ถามว่าถ้าดวงดาวนี้ไม่ดูดเขา  เขาจะเข้ามาอย่างไร  ท่านก็บอกว่า ก็ดู  เหมือนแม่น้ำที่มีน้ำไหลเชี่ยว  แต่ว่ามีถ้ำจระเข้ลึกเข้ามาข้างในเป็นกิโล  และเป็นถ้ำใหญ่มากอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง

ด้านนั้นจะมีน้ำวน  เพราะน้ำที่ไหลมาจะไหลเข้าไปในถ้ำก่อน  แล้วก็วนออกมา ด้านหน้าถ้ำจะเป็น

น้ำวน  เมื่อเป็นน้ำวนแล้ว หญ้าต่าง ๆ ก็จะไม่ไหลไปไหน  จะวนอยู่ด้านหน้าถ้ำบ้าง  จะผลุบเข้าไป

ในถ้ำบ้าง  ส่วนที่ไหลเข้าไปในถ้ำแล้ว จะไหลออกมาในภายหลังมันก็ใช้เวลาหน่อย

                                เอาล่ะบรรดาท่านผู้ฟัง  และท่านผู้อ่าน  จะว่าไปอีกนิดก็ไม่ไหวแล้ว  เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งนาที  ขอลาก่อน  ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้ฟัง  และผู้อ่านทุกท่าน  สวัสดี

 

จุไรท่องเที่ยวดาวหลุมดำ

ตอน ๒

                                ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย  วันนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องดาวถุงดำ  คำว่าดาวถุงดำ  หรือว่าโลกถุงดำ    ก็ตามใจชอบ  แต่ว่าวันก่อนก็ลืมอธิบายไปว่า  เมื่อมาถึงโลกนี้แล้ว พระท่านอธิบาย บอกว่า โลกนี้  เขาเรียกว่า ชินโลก  คือ โลกที่มีความชนะ  ชนะโลกต่าง  ๆ ทั้งนี้เพราะอะไร  เพราะโลกต่าง ๆ ที่เป็นโลกทีมีความเล็กกว่า  ก็ไหลเข้าท้องเจ้านี่เป็นแถว ๆ  แล้วเจ้าโลกทั้งหลายเหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะท้ายเจ้าโลกใหญ่นี้ได้  มันลอยวนไปเวียนมา  เป็นอาหารอยู่ พักหนึ่งใช้เวลาไม่นานนัก ๗ปี  ๘ ปี  มันก็ไหลออกมา  พระท่านอธิบาย บอกว่า ตามที่ฝรั่งเขามีความรู้สึกว่า  โลกนี้มันกินโลกกินดาว  และแสงสีที่ไหลเข้ามาก็หายไปหมด

                                ท่านบอกว่าความจริงมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น  มันไม่ได้กิน  มันวิ่งเข้ามาในท้องมันเอง  แล้วฝรั่งก็ไม่มีเวลาดูว่า โลกที่ไหลเข้าไปมันไหลออกมาเมื่อไหร่  ก็ใช้เวลาแรมปี  อย่างเร็วที่สุดมันก็ต้องใช้เวลา  ถึง ๓ปี  อย่างเร็ว และ อย่างช้าที่สุด  มันอาจจะใช้เวลา ถึง ๑๐๐ ปี  ถ้ามันติดอยู่วงใน  ก็รวมความว่า โลกนี้ไม่ใช่ดุร้าย  หรือว่าเจ้าถุงนี้ไม่ใช่ดุร้าย ตามความเข้าใจของฝรั่งนักวิทยาศาสตร์  เป็นโลกที่ใจดีมาก  ความจริงต้องคิดว่าใจดี  เพราะว่า ถ้าโลกไหนวนไปเวียนมาในอากาศชักเมื่อยเข้า  ก็มาพักที่ท้องเจ้านี่   แสงดาว ต่าง  ๆ แสงสีต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน

 ทีนี้ก็มาคุยกัน  ถึงวัตถุที่มีอยู่ในท้องของโลกนี้  เอาอย่างนี้ดีกว่า  ผิวของโลกนี้  ที่เป็นท้อง  ตั้งแต่ปากเข้าไปถึงท้อง  มันมีความแข็งและหนาเป็นสิบ ๆ เกือบจะถึงร้อยโยชน์ แข็งจัด

และก็หนาจัด  แกร่งจัด  เพราะถูกเผาผลาญจากแสงอาทิตย์  ถ้าพิสูจน์กันจริง ๆ มองไม่เห็นดวงพระอาทิตย์ภายนอกข้างบนไม่มี  มีแต่แสงสว่าง  แต่ว่าแสงอาทิตย์ขึ้นไปจากข้างล่าง  กระทบถึงท้องเจ้านี่ก่อนแล้ว  จึงได้ไหลเข้าไปคลุมหลังโลกนี้  ฟังแล้วคิดตามไป  แต่ความจริงอย่าลืมว่า  หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนิทาน  ที่ว่าจริง ๆ นั่น ก็ขอยืนยันว่าเป็นนิทานจริง ๆ  เรื่องทั้งหมดจริงตามเรื่องของนิทาน   

ถ้าหากว่าท่านผู้ใด  มีความคล่องตัวในหลักสูตรที่ ๒ และที่ ๓  ของหมวดกรรมฐานจะลองใช้พิสูจน์ดูก็ได้  อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน  ถ้าหากว่าต้องการความจริง  หรือไม่จริง แต่ที่พูดให้ฟังนี่ ไม่ได้พูดให้ใครเชื่อ  ต้องการมาคุยกันแบบประเภทที่เรียกว่า  เอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง  แทนที่จะคุยธัมมธัมโมเฉย ๆ  ถ้าคุยธัมมธัมโมเฉย ๆ  อย่างนี้มันง่วง ถ้าไม่ง่วงก็รำคาญ  ถ้าคุยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างนี้  มันเพลินดี  เพลินบ้าง  รำคาญบ้าง  ตามใจชอบ

       ก็รวมความว่า มาคุยกันต่อไป  ทีนี้พระท่านก็ชวนชม  บอกเราไปชมดวงดาวต่าง ๆ ข้างในดีไหม  ความจริงเวลานี้อยู่ช่วงช่องปาก  มองดูรอบ             ๆ เจ้าดวงดาวต่าง ๆ คือโลกต่าง ๆ ขอให้ศัพท์ว่าโลก  หรือดวงดาวตามเขาก็ได้  ตามใจชอบ  เจ้าโลกต่างๆ หรือดวงดาวต่างๆ ที่มันลอยอยู่ข้างใน มันลอยอยู่ห่างกัน  ไม่มีการกระทบกัน  ทีนี้นอกจากดวงดาวหรือโลก  มันก็มีสิ่งหนึ่งเล็ก ๆ มองดูแล้วมันเป็นเครื่องบิน  มันเป็นเครื่องบินของคนกลุ่มหนึ่ง  บินไปมากคนบ้าง  น้อยคนบ้าง  ส่วนใหญ่ไปมาก  และตัวเครื่องบินจริงๆ ด้านข้างเป็นกระจกทั้งหมด  เห็นคนชัด  เจ้าเครื่องบินประเภทนี้มักจะมีกล้องส่องสังเกตแล้วเป็นกล้องถ่ายรูป  อาจจะเป็นกล้องโทรทัศน์ก็ได้  อะไรก็ตามใจ  ไม่ได้ถามเขา  เขาอยู่ในประทุน  ไม่มีโอกาสได้พูดกัน  เขาก็ส่องดูด้วยความพอใจ  วิ่งไปใกล้ดวงดาวดวงโน้นบ้าง  ใกล้ดวงดาวดวงนี้บ้าง  แต่ รู้สึกว่า  ไปไม่ไกลนักก็กลับ  ถ้าจะถามว่าการใช้น้ำมันเชื่อเพลิง  ประเดี๋ยวก็คุยกันได้  ที่โน่นนะ  ไปบนผิวโลกเสียก่อน  ค่อยคุยกัน  ตอนนี้มาคุยกันถึงการเข้าชมดวงดาว

ดาวบางดวงก็มีสภาพขรุขระ  มีสภาพแกร่ง  มีผิวขรุขระคล้ายหิน  แล้วก็มีรังสี  มันมีออกามาร้อน  ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ  เป็นของที่ไม่น่าดู  แต่บางดวงก็ต้องคิด  บางดวงมีแสงสว่างในตัวจ้าดาวที่มีแสงสว่างนี่สิ  มันช่วยบันดาลให้ช่องท้องของเข้าโลกดำนี่ หรือเจ้าถุงดำ  มันเกิดแสงสว่างขึ้น  แสงสว่างจากดวงดาวก็มีอยู่หลายจุด   ที่โน่นบ้าง     ที่นี่บ้าง      มันมีแสงสว่างในตัวของมันเอง  เป็นเหตุให้เจ้าท้องของโลกดำนี่สว่าง  บางทีก็สว่างมาก  บางทีก็สลัว ๆ ตามแสงที่ส่งมา  ทีนี้ขณะที่แสงของดวงดาวมันส่อง  สาดเข้าไปติดผิวของโลกดำ  โลกถุงสีดำ หรือดาวถุงดำ     ดาวถุงดำนี้ ในท้องของมันบางจุด  ก็เป็นแสงแพรวพราว  ทำให้เป็นแสงสะท้อนกลับมา  เกิดแสงสว่าง  แต่ก็แปลกกว่า  ดาวที่อยู่ไกล ๆ  เห็นแสงสว่างจ้าเหมือนกับดวงโคมไฟฟ้า แต่เข้าไปใกล้ดวงดาวนั้นจริง ๆ มันก็เป็นหิน  เป็นดินธรรมดา  ก็ไม่เห็นมีแสงสว่าง  แต่ถอยออกมาไกลพอสมควร  เห็นแสงสว่างของมัน  อันนี้แปลก  มันไม่ใช่ดวงอาทิตย์  แสงสว่าง  จริง ๆ น่ากลัว จะอยู่ข้างนอกดวงดาว  อาศัยการเสียดสีจากอากาศให้เป็นแสงสว่าง  หรืออย่างไรก็ไม่ทราบอันนี้ไม่เถียงวิทยาศาสตร์  ให้นักวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์เอง

 

 

ทีนี้ดวงดาวบางดวงก็มีทรัพย์สินมาก  เมื่อลอยเข้าไปแล้ว      พระท่านก็บอก  ลงดวงดาวดวงนี้  เราเดินเที่ยวกัน  ก็เป็นอันว่า ดาวทุกดวงที่เข้าไปนั้น ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต  พระท่านก็บอกว่า ถ้าจะมีสิ่งมีชีวิตติดเข้ามา  สิ่งที่มีชีวิตมันก็ไม่ตาย  ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า อากาศมันพอจะสู้กันได้  ความเป็นอยู่พอสู้กันได้ แต่เท่าที่ลงไปเป็นดวงดาวแกร่ง  เดินไปสัมผัสกับหินบ้าง สัมผัสกับ

ดินบ้าง  สัมผัสกับทรายบ้าง  เมื่อถึงจุดหนึ่ง  ท่านบอกว่า  เอามือล้วงลงไปซิ  พอล้วงลงไปใต้ทราย

งัดขึ้นมามันเป็นแก้วติดมือมาท่านก็บอกว่าที่ใส  ๆ  นั่นคือ เพชร  แล้วก็บางจุดก็ต้องทุบ  บางจุดไม่ต้องทุบ  บางจุดถ้าทุบแล้ว มันเห็นเป็นเพชร  แต่ก็เป็นเพชรประเภทที่เขาต้องสกัด หรือเจียระไน  แต่บางจุดมันก็เป็นเพชรใส ๆ เป็นเม็ดใหญ่ ๆ แพรวพราวเป็นระยับ

 

                                ก็ถามท่านว่า  อันนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของคน  เขวฝังไว้หรือไร  ท่านบอกว่าไม่ใช่  หินที่คุณเห็นเมื่อกี้นี้น่ะ  ความจริงมันไม่ใช่เพชรทั้งก้อน  มันเป็นหินประกอบไปด้วยรังสี ใช้งานได้ ใช้งานทั้งในด้านสันติ  และการรบ ราฆ่าฟัน  แต่ว่าร่างกายของเรานี้  ที่เรามากันนี่  มันเป็นร่างกายประเภทที่รังสีทำอันตรายไม่ได้   และขณะที่มันมีเปลือกหุ้มอยู่   ท่านก็ชี้ให้ดูว่า ก่อนนี้นะ มันทีสี

เคลือบอยู่ข้างนอก  สีมัวมาก  ไอ้ตัวเคลือบนี่ มันหุ้มรังสีอยู่  ถ้าจะใช้งานให้เป็นประโยชน์  เป็นพลังงานต้องทำลายตัวเคลือบนี้ให้หมดไป แล้วก็จัดสิ่งหนึ่งเข้ามาเคลือบแทน  รังสีจะไม่กระจายออก  จะออกไปตามที่เราจะใช้  ก็ถามท่านบอกว่า  ในเมื่อมันมีรังสีแบบนั้น  แล้วที่ท่านบอกว่า เพราะอาศัยหินประเภทนั้น  แล้วที่นำมาเจียระไนเป็นเพชร  มันใน  ๆชอบกล  ทำไมถึงจะเกี่ยวของกับเพชรชุดนี้  ท่านก็บอก อันนี้มันไม่ยาก  ในเมืองไทยที่เธออยู่  มันก็มีอยู่แล้ว  อย่างที่ภูเก็ต  หินประเภทนี้ใช้อาศัยแรงงานได้ดี  แต่ในเมื่อสภาพมันตายแล้ว  มันจะกลายเป็นเพชร  หลังจากที่เธอเขียน  หนังสือพระเมตตา  เสร็จ ไม่เกิน 2 เดือน  ที่ตรงนั้นเขามีคนได้เพชร  คนหน้าตะแกรงของแร่ดีบุก  เขาเรียกกันว่า เพชรซีก  แต่มีน้ำสวยมาก พวกเขานำมาขายที่ร้านค้า  ที่นั่นมีได้ฉันใด  เพชรพวกนี้ก็เช่นเดียวกัน

 ถ้าแร่ประเภทนี้มันกลายสภาพหมดฤทธิ์  ตาย  มันก็จะกลายเป็นเพชร  ตามที่เธอหยิบขึ้นมาเมื่อกี้นี้  พอฟังท่านอธิบายแล้ว  ก็ดูเพชรพวกนั้น  มันสวยจริง ๆ ถ้าเราเอามาแล้ว ก็มีอย่างเดียว  คือ  ทำให้เป็นเป็นหัวขึ้นมา  จะทำหัวประเภทไหน ๆ ได้หมด  แพรวพราวเป็นระยับ

ยกขี้นมาส่องนี่ มันติดอกติดใจ   แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย  มาพบไม้งามเมื่อขวานบิ่น  เพราะอะไร  เพราะเวลานี้ตัวอยาก   มันก็อยาก  แต่ไม่ใช่อยากได้เพชร  มันอยากจะมีความสุข  ชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องมีอะไรเข้ามาช่วย  ไม่ต้องมีข้าวมาช่วย  ไม่ต้องมีกับข้าวมาช่วย  ไม่ต้องมีขนมมาช่วย  ไม่ต้องมีเพชรนิลจินดาทองหยองมาช่วย  ถ้ามันจะอยู่เฉย ๆ อย่างมีความสุข  อันนี้ชอบอยากตัวนี้มันอยากกันคนละตัว  เป็นที่น่าเสียดาย  เมื่อสมัยที่ยังหนุ่ม ๆ มีแรง  ถ้าพบอย่างนี้แล้ว ได้เพชรก็เพชรเถิด  ทองก็ทองเถิด ขนกันแน่

                             แล้วต่อมา  ท่านก็พาเดินต่อไป แล้วชี้ให้ดูว่า จุดทั้งหลายนี้  มีทรัพย์สิน  มีแร่ที่มีคุณค่ามาก  ก็กราบเรียนถามท่านว่า อย่างนี้โลกมนุษย์มีไหม  ท่านบอกว่า มีหลายจุด มีเหมือนกันแต่ว่าที่นี่เขามีอายุยืนยาวกว่า  เขาแกร่งกว่า  ใช้ได้ประโยชน์ดีกว่า  ก็ถามท่านบอกว่า แร่อีกประเภทหนึ่ง  คือ  แร่ทองคำ  มีไหม  ท่านบอกว่า มี  แต่ว่าโลกที่เรายืนอยู่นี้มีเป็นจุด  มีเป็นจุด ๆ  มีเป็นหย่อม ๆ   ไปดูโบกที่เป็นทองคำล้วนดีไหม  แหม..น้ำลายหก  ไม่ใช่ไหลหกจ๊อก  ป๊อกลงไปเลย  พอท่านบอกแบบนั้น  ยอมรับ  ทุกท่านยอมรับ  ก็ออกจากโลกนั้นไปโลกเล็กๆ ที่อยู่ในท้องโลกดำ

                                ออกจากโลกนั้นไป  ไปด้านหน้านิดหนึ่ง ไม่ไกลนัก  ข้ามโลกต่าง ๆ ที่ขวางหน้าไปประมาณสัก 3 โลก  โลกนี้มีสภาพปุ่มลงไป มันมีแสงขึ้น  แสงเรืองเหลืองอร่ามเป็นประกาย  เพราะกระทบกับแสงสว่างของดวงดาวที่ไม่ไกลนัก  ข้าไปไกล้  ๆ พอลงไปแล้ว  ทองที่มองเห็นมันเป็นเม็ดทราย มันไม่ได้เป็นแท่ง  หยิบขึ้นมาได้ทันที  เหมือนกับกองทรายที่เรามีอยู่ ก็ถามท่านว่า โลกนี้มันเป็นทรายทั้งโลกเลยใช่ไหม  ท่านบอกว่า ไม่ใช่  มันเป็นเฉพาะผิว  จากผิวนี่ลึกลงไป ประมาณ 3 กิโลเมตร  เป็นทรายทองทั้งหมด  ถามท่านว่าบริเวณ  ท่านบอกว่า บริเวณรัศมีของมันที่อยู่ของมันจริง ๆ   เฉพาะจุดนี้ ประมาณ 10 กิโลเมตร  ระยะยาว ระยะกว้าง  กว้างประมาณ 1 กิโลครึ่ง  แล้วถามท่านว่า  ที่อื่น  ท่านก็บอกว่า ที่อื่นก็มีเป็นจุด ๆ อย่างนี้แหละ  ก็เดินกันเรื่อย ๆ ไป ดูไปรอบ ๆ

                                เป็นอันว่า โลกนี้มีทองคำมาก  เป็นโลกกิเลส  เวลานี้ตำหนิว่าทองคำเป็นกิเลสหรือเวลาที่อยู่ที่ดวงดาวนี้ก็ตำหนิว่า ทองคำเป็นกิเลสเพราะอะไร  เพราะว่า แบกหาม หยิบเอามาไม่ได้จะใช้คำศัพท์แบบชักผ้าบังสุกุล  อิมํ วตถํ  อสุสามิกํ  อุปเปมิ   แปลว่า  ผ้านี้ไม่มีเจ้าของ เราจะถือเอาหรือว่า อิมํ  สุวณณํ  อสุสามิกํ  อุปุเปมิ  เขาแปลว่า  ทองคำนี้ไม่มีเจ้าของ  เราจะถือเอา จะถือว่าของนี้ไม่มีเจ้าของหรือทองไม่มีเจ้าของ  แล้วถือเอา มันก็ไม่แน่  เขาอาจจะมีเจ้าของก็ได้  ถ้าไม่มีเจ้าของจริง ๆ  เราก็เอามาไม่ได้  มือที่จะหยิบของที่เป็นวัตถุ  มันก็ไม่ได้เอาไปเป็นที่น่าเสียดาย  ที่ปล่อยให้หมอท่านรักษาแต่แค่ฟัน  เราดันลืมมือไปเสียนี่  ทีหลังถ้าจะไปใหม่ต้องเอามือไปด้วย  บอก หมอมีหน้าที่รักษาฟันก็รักษาไปเถิด  ฉันจะเอามือไปด้วย  ช่วยหยิบทองคำ  และเพชรมาให้หมอ หมอจะเอาหรือไม่ก็ไม่ทราบ  ถ้าหมอไม่เอาก็ไม่เป็นไร

  ก็เอามาแจกเด็ก ๆ เด็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้เวลานี้เกือบ 300 คน  เลี้ยงด้วย ให้เสื้อผ้าผ่อนท่อนสไบเสร็จ  เหมือนกับพ่อแม่เลี้ยงให้อาหารการบริโภค ให้วิชาความรู้ถึง ม.6  แล้วภาระต่าง ๆ ก็มีเยอะ  วัด ก็มีพระ  ก็มีคน  การก่อสร้างก็มี  ฉะนั้นถ้าบังเอิญเอามือไปได้ทองคำมา  ได้เพชรมา  ก็ขายสร้างวัด  แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายว่า  ร่างการมันก็มาก อายุมากสำหรับคนโลกชมพู มันคงจะแบกมาได้ไม่มาก ฉะนั้นใครที่เป็นหนุ่มเป็นสาว  มีกำลังมาก ๆ เพราะร่างกายดี  ช่วยไปโลกนี้ทีเถิด  ไปขนทองมา  แล้วขอแบ่งส่วนแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็พอ  ตามน้ำหนัก  เอ้า....กิเลสท่วมหัวคนเดียวไม่พอยุชาวบ้านเขามีกิเลสอีก  นี่คำว่า  คน มีนแปลว่ายุ่ง  ไม่ดีแบบนี้

                                หลังจากนั้นไป  ท่านก็พาไปชมสถานที่ต่าง ๆ ไปถึงก้นของโลก  มันไกลจริง ๆ ถ้าใช้กำลังตาหลบมานิดว่า เวลานี้ใช้กำลังตาเท่าเนื้อ  ไม่มีความหมายเลย  มันมืดตื้อ  หมายความว่า มองไปแล้วสุดสายตา  มันยังไม่หมดสถานที่  สถานที่มันกว้างจริง ๆ การเข้าไปอยู่ที่นั่น ก็มีสภายเหมือนเข้าไปอยู่ท้องฟ้า  มองดูจากปากไปหาก้นมัน ด้านบนก็เหมือนฟ้าเราดีดี  ไกลมาก  มองไปข้างหน้าเจอะเป็นฝ้า  มองตัดหน้าไปถึงฝ้า  ก็มีฝ้าต่อขึ้นไป  แล้วขึ้นไปที่เห็นเป็นท้องฟ้า  พอเห็นแล้วสูง  แต่ขึ้นไปแล้วมันก็ไม่สูง เลยเมฆไปก็มีฟ้า  สูงไปเท่าไรอีก  เลยฟ้าขึ้นไปอีก  มันก็มีฟ้า  ซ้อนฟ้า  หรือฟ้าเหนือฟ้า  อันนี้มีสภาพฉันใด  แม้ในโลกนี้ มันก็เช่นเดียวกัน

                                เมื่อวนไปเวียนมา ๆ  อยู่พักหนึ่ง  ก็ถามพระท่านบอกว่า  ยานพาหนะที่มีลักษณะกลม ๆ แล้วบินร่อนไป  ร่อนมานี่เขาเรียก  จานบิน  ใช่ไหม พระท่านก็บกว่า จานข้าวเอามาบินไม่ได้  มันต้องร่อน  แต่นี่ลักษณะมันคล้ายกับยาน  เป็นยานพาหนะของคน  มองไปทางด้านซ้ายมือ  เห็นเหมือนกับเรือยนต์วิ่งมา  ลักษณะมันก็เหมือนๆ  คล้าย ๆ กับเรือบินของเรา  แต่รูปร่างหน้าตามันโตกว่า  มันใหญ่กว่าเยอะ  เทอะทะ  แล้วก็มีปีก  ท่านบอกว่า นี่เครื่องบินของเขา  บรรทุกคนมามาก  ก็ถามพระท่านบอกว่า  คนพวกนี้มาจากโลกไหน  ท่านบอกว่า ที่เป็นเรือยนต์   เป็นเครื่องบินเป็นคนของโลกนี้เอง  บนผิวโลกโน้นเขามากันแล้วเครื่องยนต์ของเขา  เขาไม่ได้ใช้น้ำมัน  เขาใช้แร่  ใช้รังสีของแร่ขับเคลื่อน  เหมือนกับนิวเคลียร์กระมัง  แบบนั้น  ถ้าใช้เป็นน้ำมันก็บรรทุกไม่ไหว ต้องใช้น้ำมันกันมาก  ก็ชมกันไปชมกันมาอยู่พักหนึ่ง  เห็นว่า ทั่ว  ไปรอบทั่วแน่ๆ   ดูไปดูมาก็นึกสงสารดาวพวกนั้นว่า ดาวพวกนี้มีนจะกินข้าวที่ไหน  แต่นึกในใจว่า ดาวมันเป็นวัตถุ  มันลอยเข้ามาไม่ใช่กลืน  ไม่ใช่ดูด  เขาลือกันว่า มันกำลังดูดที่ดูดแม้แต่ดวงดาวเข้าไปน่ะ ไม่ใช่มันเหมือนกับผักที่ลอยผ่านหน้าถ้ำจระเข้ฉันใด  ดาวพวกนี้ก็เหมือนกัน  อากาศที่มันเคลื่อนที่เข้ามา  มันก็ดันดาวพวกนี้เข้ามาใกล้  เมื่ออากาศไหลไปทางไหน  ดาวก็ไหลไปตามไป  มันไม่มีเครื่องขับเคลื่อนไม่สามารถจะฝืนได้  แต่บางดวงก็ใหญ่  บางดวงก็ไม่ใหญ่นัก  แต่ดวงดาวแต่ละดวงที่เราเรียกว่า โลกก็ไม่เล็กว่าโลกมนุษย์ที่เราอยู่กัน  เปรียบเทียบกันแล้ว  แต่ละดวงนั้นไม่เล็กกว่า  มีแต่โตกว่าบ้าง มีเสมอกันบ้าง  เสมอกันนั้นก็น้อย  แต่โตกว่านั้นมีมาก

                                เมื่อชมกันพอสมควร  พระท่านก็ชวนบอกว่า ขึ้นไปผิวโลกดีไหม  ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ดี ตอนนี้อออกมาทางปาก  มันก็ไม่ยาว  ก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาถึง  อย่าลืมนะว่าเรื่องนี้เป็นนิทาน  คนฟังทุกคนอย่าลืม  สติสัมปชัญญะอย่าลืมว่า เรื่องนี้เป็นนิทาน  นิทาน นี่คุยแบบไหนก็ได้  แบบยาขอบเขียนเรื่องผู้ชนะสิบทิศ  เขาบอกว่า เรื่องราว จริง ๆ ท้องเรื่องจริง ๆ ประมาณ 2-3  บรรทัด  หรือกี่บรรทัดก็ไม่ทราบ  ไม่กี่บรรทัดหรอกน้อย  แต่ยาขอบแต่งไม่รู้กี่พันหน้า  ก็เป็นเรื่องนิทานเหมือนกัน   เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เรื่องจริง  ๆมีแค่ดวงดาวดวงดำ ๆ เรื่องนิดเดียว  มีดวงดาวถุงดำนี่แหละ  ก็ลือกันไปลือกันมาว่า  ฝรั่งส่องกล้องเห็นดาวดูดอะไรต่าง ๆ  ดูดแสงเข้าไปแล้วก็ไม่สามารถจะไหนออกมาได้  มันหายเข้าไปหมด  ดูสภาพแล้วมันดุดัน น่ากลัวเหลือเกิน

                                แต่ความจริง โลกนี้ก็มีสภาพเหมือนกับพระพุทธรูป    พระพุทธรูปท่านั่งเฉย ๆ และก็ยิ้มตลอดเวลา   แต่บางคนไปบนบานศาลกล่าว เมื่อบุญบารมีของตัวเองมี  กำลังความดีของพระช่วยได้  ก็ช่วย  ถ้าบุญบารมีของตัวไม่ดี  มีแต่ความชั่ว  พระก็ช่วยไม่ได้  คนชั่ว  ทีนี้บนให้ถูกหวย  หวยไม่ถูก  บางคนถูกหวยไปแก้บนพระ  พระพุทธนะ  ถ้าพระสงฆ์นี่ไม่แน่  พระบอกหวยไม่ได้รวยทุกองค์หรอก  จน  พวกถูกหวยนี่ไม่เคยแบ่งให้  ถ้าไม่ถูก  ด่า  ไม่ถูกเมื่อไร  ด่าเมื่อนั้น  ถ้าถูกเมื่อไร  เงียบ มีขันติ อดทนมาก มีอุเบกขาวางเฉย  ไม่แบ่งไม่ปันให้  พระที่ให้หวยทุกองค์นะ ซวย  ก็แบบเดียวกับที่เจ้าโลกดำนี้  เมื่อเข้าไปแล้ว   ให้เขามีความสุข  พัก ให้มีการไหลอยู่เฉพาะในขอบเขต  ไม่ต้องไหลไปกว้างนัก  แต่ว่าดวงดาวต่าง ๆ มันจะขอบใจบ้างหรือเปล่า   ก็ไม่ทราบ  แต่ความจริง  มันเฉย  แต่ดวงดาวก็คงไม่บ่น  ที่เข้าไปแล้วออกมา  หรือเข้าไปยังไม่ออกมันก็ไม่บ่นแต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง  มันบ่น  มันหาว่า  ดวงดาวนี้ดุร้าย  ดูดไม่ว่าอะไร  ดูดแล้วเข้าเก็บหมด  แต่ความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างไหลออกมาตามสภาพเดิม  ดวงที่ออกไวที่สุด  เข้าไปได้แค่ปาก ไม่ลึกนัก กระทบนั่น กระทบนี้  เข้ากลาไม่ได้  เข้าลึกไม่ได้  อย่างเร็ว 3 ปี ออก  แต่ดวงที่เข้าไปลึกจริง ๆ 100 ปี ยังไม่ออก  รอมันออก นั่งจ้องอย่างนั้น อย่างเลิก  จะเห็นว่า ดาวมันไหลออกมาได้

                                ก็รวมความว่า คุยมากเกินไป  เขาขยับขยายมาทางปากทางออกบากช่องล่องมาข้างนอก  ลอยมานิดหนึ่ง  แป๊บเดียวถึง  ไปทางด้านใต้ของโลกนี้  ขึ้นไป ๆ เห็นสีดำ ๆ ๆ เข้ม ๆ แล้วก็แข็ง  เครียด ยังไม่มีต้นหญ้า  ต่อไปไม่ช้าไม่นานนัก  ประเดี๋ยวก็เจอะต้นหญ้าหรอมแหรม ๆ แสดงว่า ความชุ่มชื่นเริ่มจะมี  ต่อไปก็เจอะป่า  ป่าเขียวชอุ่มไม่เหมือนป่าประเทศไทย  ประเทศไทยป่าไม้แห้ง  แต่ป่าทรายชอุ่ม    เขียว หรือไม่เขียวก็ไม่ทราบ        ถ้าป่าไม่เขียว  คนที่อยู่กลางป่าก็หน้าเขียว  เพราะมันอด  ป่าเขียวชอุ่ม  มีความชุ่มชื่น  ต้องลอยข้ามป่าระยะไกลมาก

                                ต่อมาก็มองเห็นมหาสมุทร  เป็นน้ำเขียวอ่อน ๆ มองแล้วชื่นตาชื่นใจ  ไม่เขียวเข้มเหมือนทะเลของเรา  เป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ขึ้นไปทางทิศใต้นะ  แล้วมองไปรอบๆ  ไกลออกไปจากฝั่งมหาสมุทรพอสมควร  มีเมืองอยู่หลายเมืองตั้งเป็นระยะ ๆ  มันก็ไกลกันนะ  ระยะแต่ละเมืองไกลกันไม่น้อยกว่าร้อยโยชน์  แล้วก็มีเส้นทางถี่ยิบ  มีถนนถี่ยิบ  มียานพาหนะพอสมควร  แต่เรื่องรถนี่แพ้ประเทศไทย  รถยนต์เขามีน้อย  นาน ๆ ถึงจะผ่านมาสักคัน  ทุก ๆ สาย มองไปกลางเมืองเช่นเดียวกัน มองไปแล้วก็  เอ๊ะ...รถมันไม่มาก  นาน ๆ จะมีสักคัน  อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ สัก 10 นาที  ผ่านมาคันหนึ่ง  20 นาทีผ่านมาคันหนึ่ง คนเดินกันเกลื่อนกลาดหมายความว่า คนเดินแต่ไม่เบียดเสียดเหมือนกรุงเทพ ฯ  แม้จะเป็นเมืองหลวง  ก็ลอยไปลอยมาต่ำ ๆ มันเห็นได้ชัด พระท่านบอกว่า  อย่าเพิ่งเดิน  ลอยไปลอยมาก่อน ดูมันเสียก่อน  ดูด้ายผิวก็ลอยไปอยู่ไกลๆ มันเห็นชัดดี  เหมือนกับนั่งเครื่องบินลอยไปลอยมา  ลอยมาลอยไป  เห็นบ้านเมืองเขามีความสวยงดงาม  เขียวชอุ่มเหมือนกับต้นไม้  แต่มีตึกรามสวยงามมาก   มีทางก็กว้างขวาง  บ้านเมืองก็มีแต่ความสะอาด  ชื่นใจ  ทีนี้กิเลสมันยังมีในใจ  ความอยากปรากฏ

                                ก็กราบเรียนพระทานบอกว่า ถ้าอย่างนั้น  ขอลงไกล้  ๆ ที่ผั่งมหาสมุทรได้ไหม  ท่านบอกว่า ได้  ท่านถามว่า เธอจะลงตรงไหน  ก็กราบเรียนท่านบอกว่า  ถ้าหากว่าท่านเห็นสมควรตรงไป ก็ลงตรงนั้น  ท่านบอกว่าไปตอนโน้นสิ  หันหลังนิดหนึ่ง ไปจากนี้ประมาณ 10 โยชน์  จะเข้าเขตเมืองท่า 3 เมืองติดต่อกัน  เป็นเมืองท่าของเมืองใหญ่ที่ขนของลงเรือทะเล  เป็นอันว่า เมื่อท่านสั่งดังนั้นก็เห็นชอบด้วย เคลื่อนไปตามท่าน

                                เอาล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน  ผู้รับฟังและผู้อ่าน พอขยับกายจะไปเมืองท่า  ก็พอดีหมดเวลา ขอลาก่อน  ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคงสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่าน   ทุกท่าน   สวัสดี

 

 

ตอนที่ 3-4

 

ตอนที่ 5-6

 
 

พลังจิต
หน้าแรก | พระไตรปิฎก | เว็ปบอร์ด | รวมเสียงพระธรรมเทศนา | ศูนย์รูปพุทธศาสนา | ศูนย์รูปทั่วไปพจนานุกรม  | วัดไทยทั่วโลก | สารบัญเว็ป |
|
รวมคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ | อภิญญาหก |  คู่มือการฝึกสมาธิ  |  พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์  |  Music board | Blog Club | Chat Voice chat