รวมคำสอนของ หลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ


 

 
 รวมคำสอนของ
 หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

 


หน้าแรก สถิติคำที่ค้นหา เพิ่มเนื้อหา
  0 หมวด   1 หน้า    ถูกเปิดอ่าน 1626 ครั้ง

 ค้นหาเพิ่มเติม



 อยู่ที่ตำแหน่ง >> หน้าแรก >> โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง >> เล่ม 3----> หน้า 20

 
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 3----> หน้า 20


                            ๒๕. ปกิณกะ

๒๔๐)     ไอเป็นเลือดใช่ไหม
วิธีทำบุญจะแนะให้นะ และได้ผลแน่นนอนนะ ไปซื้อ ใบลิ้นเป็ด
        ที่สามแยกที่เขาขายผักสดน่ะนะ แล้วก็มาโขลกเข้ากันนะ ใช้สุราอย่างอ่อน คือเหล้าโรงก็ได้
        เหล้า ๒๘ ดีกรี ก็ได้นะ ผสม คือใช้ใบลิ้นเป็ดโขลกให้มาก แล้วก็ผสมเหล้าแต่น้อย คั้นกิน
        ทุกวันนะ วันละแก้ว กินยาแค่วันละ ๓๐ ซีซี แค่นี้ ๓ วัน โรคอย่างนี้จะไม่ปรากฏอีก อันนี้
        ฉันเคยใช้กับคนมาเยอะเลย ได้ผลมาก
            อย่างพวกที่เป็นวัณโรคใช่ไหม ไอแค็ก ๆ เป็นลิ่ม แล้วอาเจียนเป็นโลหิตได้เป็นกระโถน
        เขากินแค่ ๓ ถ้วย เมื่อก่อนเมื่อสมัยที่ก๋วยเตี๋ยว ๒ ชาม ๕ สตางค์ น่ะนะ เจ้าของตำรายานี่
        เขาให้กิน กินแล้วเขาได้ผลจริง ๆ แต่ว่าเจ้าของเขาให้กินวันหนึ่ง แล้วก็เว้น ๑ วันนะ ต่อมา
        ฉันก็ใช้กับคนไข้ ฉันขี้เกียจเว้น ฉันให้กินทุกวัน แล้วก็ได้ผลแน่นอน
๒๔๑)     บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ นี้นะจะหล่อเป็นแก้ว และก็มีรูปท่านเจ้าของอีกทั้งชายานั่ง
        ประทับอยู่บนแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เพราะว่าเพื่อลูกหลานจะได้นมัสการด้วยความ
        เคารพ แต่เรื่องของความเคารพนี้ก็เป็นเรื่องของลูกหลานนะ คนอื่นไม่เกี่ยว เดี๋ยวจะหาว่า
        ไหว้แก้ว ไหว้อิฐ ไหว้ปูน อันนี้ก็ช่างเถอะ คนฉลาดประเภทนั้น แม้แต่พระพุทธรูปเขายัง
        ไม่ตั้ง เขายังไม่บูชาก็เป็นเรื่องของเขา เราบ้าไปคนละแบบ นี่เราแบบบูชา ถามว่า ไหว้
        แก้ว ไหว้โลหะมีประโยชน์อะไร ก็ต้องตอบว่า คนถ้าลงไหว้เป็นละก็ เป็นคนดีทั้งนั้น ถ้าคน
        ไหว้ไม่เป็นหาความดีไม่ได้หรอก
            เพราะจิตเลว การไหว้นี้ถ้าเราติดในรูปก็เป็นสรณะ ถ้ารูปของท่านผู้นั้นเป็นรูปที่มีความ
        บริสุทธิ์ จิตเราก็เริ่มบริสุทธิ์ คนไหว้เป็น ไหว้ด้วยความเคารพ ยกมือไหว้ทีไรจิตบริสุทธิ์ไป
        หน่อยหนึ่ง ไหว้ทุกครั้งจิตบริสุทธิ์ทุกครั้ง ถ้าไหว้หนักเข้าจิตก็บริสุทธิ์ทั้งหมด เป็นพระอรหันต์
๒๔๒)     เรื่องเจ้าพ่อเจ้าแม่ ที่คนเขานับถือนี่ ก็มีคนจาก นครนายก มาขอเจริญพระกรรมฐาน
        มาขอพูดให้ฟังว่า มีพระไปโจมตีอย่างนี้ เขาถามว่า หลวงพ่อเห็นชอบด้วยไหม ก็เลยบอกว่า
        อาตมาไม่เคยโจมตีใครเรื่องนี้เจ้าพ่อเจ้าแม่จะมีจริงหรือไม่จริงก็เป็นเรื่องของบุคคลผู้นับถือ
        ถ้าของไม่ดีจริงคงสลายตัวไปนานแล้ว ถ้าหากว่ามีจริง ๆ ก็ทรงตัวได้ ก็ทรงตัวมาเป็นล้าน ๆ
        ปีแล้ว เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ดี ปลอมหรือไม่ปลอมนั้น เป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก ถึงได้มาพูดกันถึง
        เรื่องคนนับถือผี นับถือเจ้า ควรหรือไม่ควรประการใด ถ้าเราพูดกันตามหลักของพระพุทธ-
        ศาสนาจริง ๆ สำหรับอาตมามีความรู้สึกว่า เขาจะนับถืออะไรก็ตาม ขอให้เขานับถือสักอย่าง
        พอ แสดงว่าเขายังมีศรัทธาในความดีอย่างนั้นอยู่ อย่างกับชาวบ้านที่เขานับถือผี ก็มีเพื่อน
        ร่วมสำนักของอาตมาคนหนึ่ง ช่วงหลังดูเหมือนจะเป็นพันเอก ท่านเป็นอนุศาสนาจารย์ เวลา
        ที่ไปพบเป็นพันโท คือ มหาทองปลิว บวช วัดประยุรวงศ์ ด้วยกัน
            ตอนนั้นปรากฏว่า ท่านไปเป็นอนุศาสนาจารย์ ไปพบที่จังหวัดน่าน ท่านอยู่กรมทหาร
        ม้าที่ ๑ และก็คุยกันในระหว่างพบชาวเขา ชาวบ้าน และก็บอกว่า ชาวบ้านเขานับถือผี เรา
        เอาศีลธรรมปกติ ๆ ไปพูดกับเขา เขาไม่ยอมรับ นี่มาคราวหนึ่งท่านนึกขึ้นมาได้ ท่านมีรูป
        พระพุทธชินราชบานใหญ่ ท่านมีอยู่กี่แผ่นก็ไม่ทราบ ท่านไปพบกับชาวเขา ถามชาวเขา
        เขาก็บอกว่าเขานับถือผี ท่านก็ยกรูปพระพุทธชินราชขึ้นมา ท่านก็บอกว่า นี่นายผีทั้งหมด
        ขึ้นอยู่กับนายผีคนนี้คนเดียว ถ้าทุกคนยอมรับนายผีคนนี้จะมีความสุข ถ้าต้องการอะไร ถ้าผี
        อื่นไม่ตามใจท่าน ไม่สงเคราะห์ท่าน แล้วก็บอกนายผี ผีทั้งหมดจะเชื่อ จะเชื่อนายผีและก็
        เกรงกลัว
            ก็รวมความว่า ชาวป่าชาวเขา พวกนั้นเขาก็ยอมรับนับถือ เอารูปพระพุทธชินราช คือรูป
        พระพุทธเจ้านั่นเองไปเป็นนายผีของเขา เขาก็กราบ เขาก็ไหว้กัน ทีนี้เมื่อเป็นอย่างนี้ความ
        เชื่อมันเกิด ท่านมหาทองปลิว อนุศาสนาจารย์ทองปลิว ตอนนั้นเป็น พันโททองปลิว
        ต่อมาทราบว่าเป็นพันเอกท่านก็คอยป้อนความดีทางพุทธศาสนาทีละน้อยเอาแค่เบา ๆ แล้ว
        ในที่สุดพวกเขาก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอรักษาศีล ขอเจริญกรรมฐาน ขอ
        บวชกันเป็นแถว ๆ นี่ความจริงถ้าคนเขายังมีความเชื่อถือเราก็ยังถือว่าเขาดี
๒๔๓)     คนนินทาคน คนคิดประทุษร้ายคน คนไม่มีอารมณ์เป็นสุข จะสังเกตให้ดีว่าแก่เร็ว
        แก่เร็วเพราะพวกนี้ร่างกายทรุดโทรมมาก ไม่สวย สู้คนใจดีไม่ได้ ยิ้มแย้มแจ่มใส หนุ่มเสมอ
        สาวเสมอ  รูปร่างเหมือนกับหมีคนก็รัก เพราะเขาไม่ได้รักที่ผิวพรรณ ทรวดทรงผิวพรรณดี
        แต่ทำหน้าเหมือนกับไม้ตีพริก หรือว่าทำหน้าเหมือนกับสิงโตหน้าโบสถ์
            สิงโตหน้าโบสถ์เวลานี้มันเป็นหิน บางวัดไม่มีสิงโต ก็คือไอ้ตูบหน้าโบสถ์ ไอ้ตูบมันนอน
        หน้าโบสถ์ ถ้าทำหน้าอย่างนั้น ให้สวยอย่างไรก็ตาม ไม่มีใครเขารัก คนจะขี้ริ้วขี้เหร่อย่างไร
        ก็ตาม ถ้ายิ้มไว้เสมอ ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็ชอบ ถ้าประกวดความงามด้วยการ
        ประชันโฉมสู้เขาไม่ได้แน่ แต่ถ้าเรื่องสังคม คนยิ้มชนะแน่
๒๔๔)    บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสกับพระเองน่ะ เรื่องนี้พระพุทธเจ้า
        ทรงยืนยันว่า เทวดามี แต่ว่าการเคารพเทวดาของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะเคารพอย่างไหน
        มันก็ดีทุกอย่าง บางท่านเคารพว่า เทวดามีฤทธิ์ บนบานศาลกล่าวเทวดา อาตมาก็ว่าดี แต่
        การบูชาเทวดานี้ก็ควรจะถือเอาหัวใจเทวดาเป็นเรื่องสำคัญ นั่นก็คือ คนที่จะเป็นเทวดาได้
        ต้องทรงคุณธรรม ๒ ประการ คือ หิริ และ โอตตัปปะ หิริ ได้แก่ความละอายต่อความชั่ว
       โอตตัปปะ เกรงกลัวผลของความชั่วจะให้ผลเป็นทุกข์ ทีนี้คนที่เป็นเทวดาได้ก็ต้องอาศัย
        กำลังใจว่า ก่อนที่จะตายนะกำลังใจเขาผ่องใส ใจตั้งอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล อารมณ์ประเภท
        นี้ก็เป็นอารมณ์ที่ไม่ทำตนให้เป็นทุกข์ มีอารมณ์เป็นสุข คือ ผ่องใสใน ทาน ศีล ภาวนา คือ
        ว่าจะมีใจในทานก็ดี พอใจในศีลก็ดี พอใจในภาวนาก็ดี หรือจิตใจจะน้อมไปในด้านกตัญญู
        รู้คุณก็ดี เพียงเท่านี้ และก็ตายไปสวรรค์เป็นเทวดา นี่เป็นอันว่า คนที่จะเป็นเทวดาได้เพราะ
        อาศัยความดีคือ
            ๑. อายความชั่วก่อนจะตาย
            ๒. เกรงกลัวผลของความชั่วจะให้ผลเป็นทุกข์
            หากว่าท่านจะบูชาเทวดาก็บูชาได้ทั้งสองอย่างคือ อามีสบูชา ก็ได้ ปฏิบัติบูชา ก็ได้
๒๔๕)    ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่ปลูกศาล ยอมเคารพนบนอบเทวดาก็ดี เอา
        อาหารการบริโภค ลูกไม้ ขนมนมเนยไปให้เทวดาก็ดี ทั้งนี้ถือว่า ยังไม่ถึงแก่นของเทวดา
        ก็ยังถึงผิวของเทวดา เป็นอันว่าเราอยู่ในเขตของแสงสว่าง ถ้าเข้าไปไม่ถึงโคมดวงที่มัน
        สว่างมาก แต่ว่าอยู่ชายกระแสของความสว่างก็ยังสว่างพอเห็นตัว เห็นหน้ากันได้ ข้อนี้อุปมา
        ฉันใด การบูชาเทวดานี้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสไว้เป็นการเจริญสมาธิที่
        เรียกว่า เทวตานุสสติกรรมฐาน การนึกถึงเทวดาก็คือว่าเป็น อนุสสติ เป็นความดี
        อย่างหนึ่งที่จะทำให้ท่านพุทธบริษัทชายหญิงปราศจากอบายภูมิ ๔ คือไม่ต้องเป็นสัตว์นรก
        เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน อันนี้เห็นไหมล่ะ
            องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงสรรเสริญ ฉะนั้นใครเขาจะพูดว่า เทวดาไม่มี นี่ก็เป็นเรื่อง
        ของท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นไม่ได้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดา
        สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องของท่านนะ เราก็เรา ท่านก็ท่าน อย่าไปสนใจกับจริยาของท่าน
        ท่านจะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เราจะนับถือ เราจะปฏิบัติอย่างไรก็เป็นเรื่องของเรา
๒๔๖)     เรื่องนี้มาใน พระสุตตันตปิฎกขุททกนิกายเปตวัตถุ ท่านกล่าวว่า นันทเสนอุบาสก
        นั่งกรรมฐานทำสมาธิจิตก็ถึงอุปจารสมาธิอย่างพวกเราทำกัน และเห็นนางเปรตมีผิวดำมี
        ร่างกายน่าเกลียดตัวขรุขระน่ากลัว มีตาเหลือง เขี้ยวงอกออกเหมือนหมู
            ถามว่า เราไม่เข้าใจว่าท่านเป็นใคร
            นางตอบว่า ข้าแต่ ท่านนันทเสน เมื่อก่อนฉันชื่อ นันทา เป็นภรรยาของท่าน ได้ทำ
        กรรมอันลามกไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่โลกเปรต
            ท่านนันทเสน ถามว่า เธอทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ จึงมีผลอย่างนี้
            นางตอบว่า เมื่อก่อนนี้ฉันเป็นหญิงดุร้าย หยาบคายไม่เคารพในท่าน พูดคำชั่วหยาบแก่
        ท่าน เมื่อจากท่านไปจึงไปเกิดเป็นเปรตอย่างนี้
            ท่านนันทเสน จึงถามว่า เอาล่ะ เราจะให้ผ้านุ่งแก่นาง นี่แก้ผ้ายืนมันไม่เป็นเรื่องหรอก
        เสื้อก็ไม่ใส่ ผ้าก็ไม่นุ่ง ไม่ไหว เดี๋ยวฉันจะให้ผ้านุ่งแก่เธอ ขอเธอจงนุ่งผ้านุ่งนี้ แล้วเราก็จะนำ
        เธอไปสู่เรือน ไปเรือนแล้วจะได้ผ้า จะให้ข้าว ให้น้ำ จะได้มีความสุข จะได้ชมบุตรและลูกสะไภ้
        ของเธอ นี่หมายความว่าเป็นเมียในชาตินั้นเอง
            นางเปรต ก็ตอบว่า ผ้านั้นท่านจะให้ในมือของฉัน ด้วยมือของท่านก็ย่อมไม่สำเร็จ
        ประโยชน์แก่ฉัน ถ้าหากว่าท่านจะเลี้ยง จะสงเคราะห์ฉันจริง ๆ ล่ะก็ทำแบบนี้นะ ขอท่านจง
        เลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ไปด้วยศีล ผู้ปราศจากราคะ คือไม่มีความกำหนัดยินดีในเพศ
        เป็น พหูสูต คือทรงความรู้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เลี้ยงพระทั้งหลายเหล่านั้นให้อิ่มหนำ
        สำราญแล้วให้ข้าว ให้น้ำ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ฉัน เมื่อท่านทำอย่างนี้ฉันจะมีความสุข
๒๔๗)    พระอัสสชิ ท่านเป็นพระอรหันต์รุ่นแรก มีความสำคัญ มองหน้า อุปติสสะปริพาชก
        หรือ พระสารีบุตร ทราบชัดได้ทันทีว่า ปริพาชกคนนี้มีความฉลาดมาก ถ้าเราพูดมากไป
        ถ้าจะไม่สมควร เราจะต้องพูดคำโดยย่อ ท่านก็กล่าวว่า เราเป็นสาวกของพระสมณโคดม
        พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาสอนเรา เราเป็นผู้ใหม่ในศาสนา เราจะกล่าวเนื้อความยาวก็เป็น
        ไปไม่ได้ ถ้าเป็นเนื้อความโดยย่อล่ะก็พอได้ ความจริงท่านถ่อมตัว พระอรหันต์พูดยาวไม่ได้
        ไม่มี พระสารีบุตร ก็กล่าวว่า ท่านจะกล่าวเนื้อความยาวเพื่อประโยชน์อะไร เราต้องการเนื้อ
        ความย่อ พระอัสสชิ ท่านจึงกล่าวว่า เยธัมมา เหตุปภวา เตสัง เหตุง ตถาคโต เต
       สัญจะโย นิโรโธจะ เอวัง วาที มหาสมโณ
ว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าตรัส
        เหตุของธรรมนั้น และความดับของธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนี้ พอท่านฟังจบ
        ท่านก็เป็นพระโสดาบัน ธรรมปีติก็เกิด จึงถามว่า เวลานี้พระศาสดาของเราอยู่ที่ไหน
       พระอัสสชิ
ก็บอกว่า พระองค์ประทับอยู่ที่ เวฬุวันมหาวิหาร ฉะนั้น พระอัสสชิ ก็หลีกไป
๒๔๘)    ใครก็เหมือนกัน จะบรรลุมรรคผลต้องมี โพชฌงค์ ๗ ประการ ให้ครบถ้วน
            อันดับแรก ต้องมี สติ สติเขาตั้งไว้ที่ไหน คำว่าสติ แปลว่า นึกถึง ระลึกได้หรือนึกไว้
        อย่างนี้เรียกว่า สติ อันดับแรก เราปฏิบัติเพื่อมรรคผลในตอนต้น ขอว่าถึงเรื่องนี้ก่อนนะ อันดับ
       แรกจริง ๆ
 การนั่งสมาธิต้องใช้ อานาปานุสสติ คือลมหายใจเข้าออก ตอนแรกเอาสติไปจับ
        ไว้ที่ศูนย์เหนือสะดือ คอยรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก หายใจเข้าก็รู้หายใจออกก็รู้ อย่างนี้ชื่อว่า
        มีสติ แล้วก็ภาวนาก็รู้คำภาวนาด้วย อย่างนี้มีสติ เอาแค่ต้น ๆ ก่อนนะ
            ต่อไป ธัมมวิจยะ แปลว่า ใคร่ครวญในธรรม สนใจในธรรม รู้เรื่องของธรรม นั่นก็หมาย
        ความว่า ต้องใคร่ครวญรู้ว่า เราหายใจเข้าหรือออก หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือ
        สั้น หายใจแรงหรือหายใจเบา เราภาวนาถูกต้องไหม ตามที่เราต้องการ เอาสติเข้าไปคุมตัวนี้
        ด้วย ถ้ารู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก รู้คำภาวนา หายใจแรงหรือเบา สั้นหรือยาว ภาวนา
        ครบไหม ครบถ้วนก็ถือว่ามี ธัมมวิจยะ ข้อที่ ๒
            ข้อที่ ๓ วิริยะ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไม่ใช่ของง่าย ถ้าเราพูดกันเฉย ๆ ว่า รู้ลม
        เข้าลมออก มันเป็นของไม่ยาก แต่นี่เราต้องใช้สมาธิ คือการทรงตัวของจิต จิตมีสภาพฟุ้งซ่าน
        ตามอำนาจของ นิวรณ์ ใน นิวรณ์ ข้อที่ ๔ มีอารมณ์ฟุ้งซ่านและรำคาญ จิตมันคบ นิวรณ์
        มานาน มันตกเป็นทาสของ นิวรณ์ ก็ต้องใช้ความเพียร ถ้าภาวนาไปก็ดี รู้ลมหายใจเข้าออก
        ก็ตาม ประเดี๋ยวก็แลบไปสู่อารมณ์อื่น พอไปสู่อารมณ์อื่นตามความชอบใจของมัน เรารู้ตัวก็
        ดึงกลับ บังคับให้รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกต่อไปกับคำภาวนา อย่างนี้ต้องมีความเพียร
        ถ้าไม่มีความเพียรต่อสู้ สู้มันไม่ไหว ทั้ง ๆ ที่เพลียก็ต้องต่อสู้กัน ประเดี๋ยวก็เผลอ ประเดี๋ยวก็
        ทรงตัว
            ต่อไปก็มี ปีติ ตัวนี้สำคัญมาก ขณะที่รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็ตาม รู้คำภาวนา
        ก็ตาม มี ปีติ ปีติ แปลว่า ความอิ่มใจ นี่ว่ากันตอนต้นนะ ถ้า ปีติ เกิดขึ้น คำว่า ปีติ เอา
        อย่างนี้ก็แล้วกัน สังเกตุว่า อารมณ์มันสบาย อารมณ์ฝืนไม่มี ต้องต่อสู้กับความฟุ้งซ่านของจิต
        มันจะฟุ้งเราก็ไม่ยอมให้ฟุ้ง ในที่สุดมันฟุ้งไปฟุ้งมาเราก็ดึงมาต่อสู้กัน ตอนนี้จะไม่มีปีติ พอ
        ต่อไปจิตเริ่มสงบจากอารมณ์ฟุ้งซ่าน ทรงตัว อาการทรงตัว จิตเรียบมีอาการสงบ พออารมณ์
        สบายเกิดขึ้นตอนนี้ปีติเริ่มเกิด ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ การดีใจ ความสุขใจ เกิดขึ้น ตัวนี้
        เป็นปีติ
            แล้วก็ต่อไป ปัสสัทธิ ความสงบ พอสมาธิเกิดขึ้น ปีติ เกิดขึ้น อารมณ์ก็สงบจากกิเลส
        ภายนอก สงบจาก นิวรณ์ จิตเป็นสุขมาก
           ต่อไป สมาธิสัมโพชฌงค์ เมื่อจิตสงบแล้ว สมาธิใหญ่คือ อัปปนาสมาธิ ก็เกิดขึ้น
        คือ ฌานสมาบัติ เมื่อฌานสมาบัติเกิดขึ้น ฌาน ๑ ๒ ๓ ก็เริ่มมี
            ต่อไปก็เป็นฌาน มี อุเบกขา เข้ามาแทรก จิตสงบทรงตัว เป็น โพชฌงค์ ข้อที่
๒๔๙)     ท่านผู้ใดก็ดี อุปสมบทบรรพชาเขามาแล้วในพระพุทธศาสนา วันหนึ่งทำจิตใจ
        ว่างจากกิเลสเพียงวันละหนึ่งขณะจิตเดียว นี้หมายความว่า วันหนึ่งมีเวลา ๒๔ ชั่วโมง เวลา
        นอกนั้นจิตก็ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แต่ว่าปฏิบัติพยายามควบคุมกำลังใจไม่พลั้งพลาด
        จากพระธรรมวินัยหรือเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม ในวันนั้นทำสมาธิจิตให้เกิดขึ้น จะเป็นทรง
        อารมณ์สมาธิก็ตาม หรือจิตผ่องใสทางด้านวิปัสสนาญาณก็ตาม วันหนึ่งเพียงชั่วขณะจิตเดียว
        จิตโปร่งจริง ๆ ขณะนิดเดียว นาทีหนึ่งหรือสองนาทีก็ตาม แต่ว่าทำให้ทุกวัน ไม่จำกัดเวลา
        อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ท่านผู้นั้นบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาตั้ง
        ๑๐๐ ปี มีศีลบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง แต่ก็ไม่ได้เคยเจริญสมาธิจิต ท่านบอกว่า อานิสังสคุณบุญ-
        ราศรีอันนี้จะคูณด้วยกำลังของแสน นี่ก็หมายความว่า เวลาที่เสวยทิพยสมบัติเป็นเทวดาก็ดี
        เป็นพรหมก็ดี ตามกำหนดย่อมมีเสมอกันคือ ๖๐ กัป หรือบิดามารดาได้คนละ ๓๐ กัป เป็น
        อันว่าความสุขที่จะพึงได้ และแสงสว่างที่จะพึงได้ รัศมีกายที่จะปรากฏความเป็นเทวดาหรือ
        พรหมย่อมมีผลต่างกัน ท่านผู้เจริญสมาธิจิต คือทำจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตเดียว
        มีอานิสงส์แห่งความสุขดีกว่ารัศมีกายสว่างไสวกว่า
๒๕๐)     การที่นำลูกชายของท่านเข้ามาบวชเป็นเณรก็ดี เข้ามาบวชเป็นพระก็ดี ใน
       พระพุทธศาสนา 
สำหรับท่านบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ให้เขาเกิดมาเป็นคน องค์สมเด็จ
        พระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ย่อมมีอานิสังสคุณบุญราศรีคุ้มค่าแก่การที่
        ท่านเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งใหญ่ ถ้าบังเอิญท่านผู้นั้นมีลูกชายบวชหลายคนก็จงทราบ
        ว่า คนหนึ่งบิดามารดาได้อานิสงส์แห่งการบวชลูกชายในพระพุทธศาสนาเป็นพระคนละ
        ๓๐ กัป ท่านก็นับไปก็แล้วกัน ถ้าบวชลูกชายเป็นเณรคนหนึ่งในพระพุทธศาสนาก็มีอานิสงส์
        คนละ ๑๕ กัป สำหรับบิดามารดา ทีนี้บังเอิญท่านคลอดบุตรมาแล้ว ต่างคนต่างแยกกันไป
        หรือตายไปเสียก่อน องค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาว่า อานิสงส์แห่งการอุปสมบทบรรพชา
        นี้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้ตายแล้วถึงแม้ว่าไม่ได้โมทนา
๒๕๑)     เมื่อลูกชายของท่านบวชเข้ามาแล้วในพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติเลว อันนี้บั่นรอน
        ความดีของบิดามารดาด้วย เพราะอะไร เพราะว่า ถ้าปฏิบัติเลวทรามผิดพระธรรมวินัย เป็น
        อันว่า กรรมใหญ่ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นแก่บุตรของตน นี้ถ้าหากว่าบุตรของตนปฏิบัติไม่ดี ปฏิบัติ
        ไม่ชอบ ไม่ประกอบไปด้วยพระธรรมวินัย ความเดือดร้อนก็เกิดขึ้น นั่นก็คือ ต้องถูกผู้บังคับ
        บัญชาลงโทษ เมื่อถูกผู้บังคับบัญชาลงโทษแล้ว มักจะไปฟ้องบิดามารดาและญาติของตนว่า
        ถูกรุกรานจากผู้บังคับบัญชาของตน คราวนี้จะพาพ่อพาแม่ พาญาติลงนรก คือตัวลงนรก
        คนเดียวน่ะไม่พอ ไปชวนพ่อชวนแม่ ชวนญาติพี่น้อง ลงนรกด้วย ก็ไปแจ้งกับบรรดาญาติ
        พี่น้องกับบรรดาผู้บังคับบัญชาของตน รุกรานด้วยเหตุอย่างนั้น ด้วยเหตุอย่างนี้ ตอนนี้ทำ
        อย่างไรจิตใจของพ่อแม่เกิดความไม่สบาย ดีไม่ดีโกรธผู้บังคับบัญชา หรือว่าพระผู้ใหญ่ที่
        ลงโทษ การโกรธ อารมณ์จิตเศร้าหมอง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า จิตเต
       สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา
ถ้าอารมณ์ของเราเกิดความเศร้าหมองขึ้นแล้ว องค์สมเด็จ
        พระประทีปแก้วกล่าวว่า ตายจากความเป็นมนุษย์ ก็ไปสู่ทุคติ
๒๕๒)     กุลบุตรที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประกอบไปด้วยธรรม-
        วินัย ความผ่องใสของท่านผู้บวชก็มีขึ้น คือจิตผ่องใสปราศจากอารมณ์ที่เป็นกิเลส แล้วต่อมา
        ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ คือเจริญสมถกรรมฐาน
        วิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งมีอารมณ์จิตชื่นบาน เข้าถึง ธรรมปีติ คำว่า ธรรมปีติ ในที่นี้
        ก็หมายความว่า ยินดีในการปฏิบัติความดีในด้านพระธรรมวินัยอย่างหนึ่ง ยินดีในการเจริญ-
        สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา เกิดความชุ่มชื่นในการปฏิบัตินั้น อานิสังสคุณบุญราศรีอันนี้ย่อม
        เกิดแก่กุลบุตรผู้อุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนามากขึ้น
๒๕๓)     การจะบวชลูกหลานเข้าไว้ในพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะเอาบุญ ถือ
        ทำกันตามประเพณีเป็นสำคัญ พอเริ่มจัดงาน ก็มีการฆ่าไก่บ้าง ฆ่าปลาบ้าง ฆ่าหมูบ้างฆ่าวัว
        ฆ่าควายบ้าง เอาสุรา เบียร์ เข้ามาเลี้ยงกันบ้าง ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจัดการ
        อุปสมบทบรรพชากุลบุตรกุลธิดาในพระพุทธศาสนา หรือว่าบำเพ็ญกุศลส่วนใดส่วนหนึ่งก็ดี
        ทำกันตามประเพณีแบบนี้ ก็จะได้ชื่อว่าไม่มีอานิสังสคุณบุญราศรีอะไรเลย ทั้งนี้เพราะอะไร
        เพราะมีเจตนาชั่วคือ เริ่มต้นก็ทำบาปก่อนแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่าถ้าจิต
        เป็นอกุศล กุศลใด ๆ ที่ตนคิดว่าจะทำ มันก็ไม่ปรากฏ
๒๕๔)    องค์สมเด็จพระมหามุนีตรัสว่า บุคคลผู้ใดมีวาสนาบารมี คือมีศรัทธาแก่กล้า ตั้งใจ
        อุปสมบทในพระพุทธศาสนาเป็นพระสงฆ์ แต่ว่าเมื่อบวชแล้วก็ต้องปฏิบัติชอบ ประกอบ
        ไปด้วยคุณธรรมคือ มีพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ อันนี้องค์สมเด็จภควันต์บรมศาสดาสัมมา-
        สัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ท่านที่บวชเป็นพระด้วยตนเอง จะมีอานิสงส์อยู่เป็นเทวดาหรือพรหม
        ๖๐ กัป สำหรับบิดามารดาจะได้คนละ ๓๐ กัป นี่เป็นอานิสงส์พิเศษที่องค์สมเด็จพระบรม-
        โลกเชษฐ์ตรัสไว้ แต่ทว่า ภิกษุสามเณรท่านใดทำผิดบทบัญญัติในพระพุทธศาสนา ก็พึง
        ทราบว่า เมื่อเวลาตายก็มี อเวจี เป็นที่ไปเหมือนกัน อานิสงส์ที่พึงได้ใหญ่เพียงใด โทษ
        ก็มีเพียงนั้น
๒๕๕)    สำหรับบรรดาท่านผู้ไม่ใช่บิดามารดาของกุลบุตรกุลธิดาที่อุปสมบทบรรพชาในพระพุทธ-
        ศาสนา เป็นผู้ช่วยในการบวช นี่หมายความว่า เวลาเขาจะบวชพระครั้งหนึ่ง เราทราบเข้าไป
        ก็บำเพ็ญกุศลร่วมกับเขา ด้วยจตุปัจจัยมากบ้างน้อยบ้าง ให้สิ่งของบ้าง ช่วยขวนขวายในกิจ-
        การงานในการที่จะอุปสมบทบ้าง หมายความว่า เขาจะบวชลูกบวชหลานของเขา เราไม่มี
        หลานจะบวช เขาบอกบุญมาหรือไม่บอกบุญก็ตาม เอาจตุปัจจัยบ้าง เอาของที่พึงใช้ในงาน
        บ้าง ไปช่วยในงาน ในงานอุปสมบทด้วยความเลื่อมใส ถ้าไม่มีจตุปัจจัย ไม่มีของ ก็เอากาย
        ไปช่วย คือ เอาแรงกายเข้าไปช่วย ช่วยขวนขวายในกิจการงาน อย่างนี้องค์สมเด็จพระพิชิต-
        มารบรมศาสนดากล่าวว่า ท่านผู้นั้นจะมีอานิสงส์เสวยความสุขอยู่บนสวรรค์หรือไปพรหมโลก
        คนละ ๘ กัป แต่ถ้าหากเป็นคนฉลาด อย่างที่วัดนี้เขาบวชพระกัน ๔๒ องค์ เราก็บำเพ็ญกุศล
        ช่วยในการบวชพระ ไม่เจาะจงเฉพาะท่านผู้ใดผู้หนึ่ง เรียกว่าช่วยหมดทั้ง ๔๒ องค์ ก็ต้องเอา
        ๔๒ ตั้ง เอา ๘ คูณ
            นี่เป็นอันว่า อานิสงส์กุศลบุญราศรีที่จะพึงได้ในการอุปสมบทบรรพชากุลบุตรกุลธดาใน
        พระพุทธศาสนาสำหรับผู้ช่วยงาน แต่สำหรับท่านผู้เป็นเจ้าภาพในฐานะคนที่บวชไม่ได้เป็น
        บุตรของเรา แต่ว่าเป็นผู้จัดการขวนขวายในการอุปสมบทบรรพชาให้ อันนี้องค์สมเด็จ-
        พระจอมไตรบรมศาสดากล่าวว่า ท่านผู้จัดการบวชจะได้อานิสงศ์ ๑๒ กัป จะมีผลลดหลั่น
        ซึ่งกันและกัน
๒๕๖)     ท่านที่บวชเข้ามาเป็นเณรในพุทธศาสนา แล้วมีความประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตาม
        ระบอบพระธรรมวินัย สำหรับท่านผู้เป็นเณรนั้นไซร้ย่อมมีอานิสงส์ถ้าตายจากความเป็นคน
        ถ้าจิตของตนมีกุศลธรรมดา ไม่สามารถจะทรงจิตเป็นฌาน องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรม-
        ศาสดา ทรงแสดงว่า ท่านผู้นั้นจะเสวยความเป็นสุขบนสวรรค์ได้ถึง ๓๐ กัป ถ้าหากว่าทำจิต
        ของตนเกือบเป็นฌาน ได้ฌานสมาบัติ ก็จะตายจากความเป็นคน จะเกิดเป็นพรหมมีอายุถึง
        ๓๐ กัป เช่นเดียวกัน
            สำหรับบิดามารดาของบุคคลผู้บวชเป็นสามเณร ย่อมได้อานิสงส์คนละ ๑๕ กัป คือ
        ครึ่งหนึ่งของเณร หมายความว่าบิดามีอานิสงส์ ๑๕ กัป มารดามีอานิสงส์เสวยความสุข
        บนสวรรค์หรือพรหมโลก ๑๕ กัป เช่นเดียวกัน เป็นอันว่าบรรพชาบุตรของตนไว้ใน
        พระพุทธศาสนาเป็นสามเณรมีอานิสงส์อย่างนี้
๒๕๗)     องค์สมเด็จพระชินศรีเวลาจะเทศน์ คนที่จะรับฟังเทศน์ต้องเป็นคนมีศรัทธา เคารพใน
        ธรรม ถ้าหากว่าคนใดที่ยังไม่มีความเคารพในธรรม องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่
        ยอมเทศน์ ฉะนั้นการแสดงพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระชินศรี แต่ละคราวจึงได้มี
        มรรคมีผล ไม่เหมือนกับบรรดาท่านสาธุชนในสมัยปัจจุบัน เวลาที่จะนิมนต์พระไปเทศน์
        ในงาน ก็นิมนต์กันไปตามประเพณี เมื่อนิมนต์พระไปเทศน์ตามประเพณี พระก็เลย
       เทศน์ตาม
ประเพณี เมื่อเทศน์จบแล้ว ก็เลยไม่มีผลตามประเพณีเหมือนกัน
       
เพราะอะไร เพราะใครเคยโกหกก็โกหกต่อไป ใครกินเหล้าก็ยังกินเหล้าต่อไป ใครชอบ
        ประพฤติผิดในกาม ก็ประพฤติผิดในกามต่อไป หรือว่าใครชอบเป็นชู้ลูกเมียใครก็เป็นต่อไป
        เป็นอันว่าการฟังเทศน์ของสาธุชนสมัยใหม่ การฟังเทศน์เป็นประเพณีจึงไม่มีผล
๒๕๘)    เรื่องของพระอินทร์ นี่เขาเชื่อกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันโดย
        ตลอด ถึงแม้เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็ตรัสเรื่อง
        เทวดาไว้มากมาย ฉะนั้นบรรดาท่านทั้งหลายที่กล่าวว่า มีคนเขาพูดว่า เทวดาไม่มี นี่จง
        จำไว้ให้ดีว่าท่านผู้นั้นท่านไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
        แต่ว่าท่านจะเป็นใครเป็นเรื่องของท่านนะ นี่จะหาว่าอาตมาโง่ อาตมาก็ยอมโง่ ถ้าจะโง่
        ตามพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ก็ยอมโง่เต็มที่ เพราะทั้งนี้ตั้งแต่เด็กเล็กมาจนกระทั่งถึงความ
        เป็นผู้ใหญ่ ใกล้จะตายเวลานี้ ก็ยังเชื่อว่าสมเด็จพระชินศรีคือพระพุทธเจ้ามีจริง และก็
        เทวดา พรหมก็มีจริง นิพพานมีจริง นรกมีจริง เปรตมีจริง อสุรกายมีจริง สัตว์เดรัจฉาน
        มีจริง สัมภเวสีมีจริง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะมั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราจะ
        เรียนกันเฉย ๆ ตามตำราความสงสัยมันเกิดได้ การบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรง
        สรรเสริญปฏิบัติบูชา การบูชาด้วยอามีสคือสิ่งของ เป็นของดี เป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร
        สวรรค์ได้ แต่การบูชาด้วยปฏิบัติบูชานี่ไซร้ เราจะเปลื้องความสงสัยในเรื่องที่พระพุทธเจ้า
        สอนได้หมด
๒๕๙)     ถ้าจะถามว่า พระอินทร์ มีจริงไหม อาตมาขอยืนยันว่า พระอินทร์ มีจริง เทวดา
        ทั้งหลายก็มีจริง พรหมมีจริง ท้าวมหาราช ทั้ง ๔ ก็มีจริง ถ้าใครไม่มั่นใจว่ามีจริงหรือ
        ไม่จริง เอาคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปลองปฏิบัติดูบ้าง ทำให้ได้ ๒
        ใน วิชชาสาม ๕ ใน อภิญญาหก ก็จะปรากฏผลตามที่พระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่าง อย่ามา
        นั่งวิพากษ์วิจารณ์กันแต่แค่ตำรา อันนี้มันไม่ถูกไม่ต้อง คนที่เรียนวิชาทำอาหาร ดูแต่หนังสือ
        ดูแค่ตำรา เขาว่ามาอย่างไรก็ว่าตามเขา แต่ก็ไม่เคยปรุงอาหารบริโภคเลย ดีไม่ดีก็ไปนั่งติ
        ตำราว่า ทำไม่ถูก มันไม่อร่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตัวไม่เคยกินอาหาร อ่านมาอ่านไป
        ศึกษามาศึกษาไป หนักเข้าก็สงสัยว่า เอ๊ะ นี่มันจะกินได้หรือไม่ได้ ดีไม่ดีเขาบอกว่า ไอ้
        หน่อไม้ในป่านี่มันกินอร่อย ไปยืนมอง ๆ ว่า อพิโธ่เอ๋ย ไอ้หน่อไม้ประเภทนี้ กินเข้าแล้ว
        มันไม่มีประโยชน์ รสชาติมันไม่อร่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา
        ไม่ลองเอาหน่อไม้มาทำอย่างที่ชาวบ้านเขาสอน อย่างที่ชาวบ้านเขากินกัน
            ข้อนี้มีอุปมาฉันใด เรื่อง สวรรค์ พรหม นิพพาน นรก เปรต อสุรกาย ก็เช่นเดียวกัน ถ้า
        มานั่งอ่านแต่หนังสือก็มานั่งวิพากษ์วิจารณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ กัณฑหาลพราหมณ์ นี่แหละ
๒๖๐)     พระสยามเทวาธิราช นี่นะ เริ่มมีเมื่อสมัยก่อน รัชกาลที่ ๔ มีนะ แต่ก่อนพระเจ้า
        แผ่นดินสมัยนั้นก็บูชาเทวาชื่อนั้นชื่อนี้ ที่เป็นญาติผู้ใหญ่เป็นคนสำคัญ ขออย่างนั้นอย่างนี้
        ต่อมา สมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นนักปราชญ์ เป็นนักบาลี ก็มาตั้งชื่อใหม่ว่า พระสยาม-
       เทวาธิราช
หมายถึงว่า เทวดาทั้งหมดที่รักษาประเทศสยาม ทีนี้ที่ถามว่า ให้คุณให้โทษ
        ทางไหน ให้โทษนี้ก็ไม่ทราบ ให้คุณนี่ก็ไม่รู้ แต่ท่านเป็นเทวดา
            เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ เมื่อปี ๒๕๑๘ ปีนั้นพระเจ้าอยู่หัวนิมนต์เข้าไป ที่ไป พระที่นั่ง-
       ไพศาลทักษิณ
พอเข้าไปทำบุญ วันจักรี พอเข้าไปนั่งปั๊บไม่ต้องคุยกับใครละ บรรดา
        พระสยามเทวาธิราชมากันเยอะแยะเลย โอ้โฮ้ไม่ใช่องค์เดียว ๒ องค์นะ ไม่ทราบว่าจะมาก
        เท่าใดในบริเวณเต็มไปหมด ไม่ใช่เฉพาะในวังนะ เราก็ชักสงสัยว่าองค์ไหนชื่อ พระสยาม-
       เทวาธิราช
พอถามว่าองค์ไหนชื่อ พระสยามเทวาธิราช ให้บอก ชี้องค์นั้นก็ไม่ใช่ ชี้
        องค์นี้ก็ไม่ใช่ ต่างคนต่างบอกชื่อของตัวหมด ก็เลยนึกขึ้นมาว่า เออ ยังไงเทวดานี่ เลยบอก
        ว่า ถ้าไม่ใช่ พระสยามเทวาธราช แล้วมาทำไมล่ะ พระเจ้าอยู่หัวก็ดี พระราชินีก็ดี ท่าน
        ทำบุญเพื่อ พระสยามเทวาธิราช ท่านก็บอกว่า เขาอยากเรียกผมอย่างนั้นทำไมล่ะ
        ผมไม่ได้ชื่อนั้นนี่ ก็รวมความว่า พระสยามเทวาธิราช จริงก็เป็นเทวดาที่รักษาประเทศไทย
        ทั้งหมด สมัยก่อนเรียกประเทศสยามใช่ไหม
            ถ้าถามว่าให้คุณแบบไหน ก็ต้องถือว่า เทวดามีความดีอะไรบ้าง แต่ละคนมีความสามารถ
        ไม่เสมอกัน อันนี้ตอบไม่ได้ เกินวิสัย
๒๖๑)     คำว่าจิตทรงตัว จริง ๆ น่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันทรงไม่ได้นาน ก็มีหลายคนมา
        ถามว่า จิตฟุ้งซ่านอารมณ์ไม่สงบ อันนี้ก็ต้องขอบอกกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทว่าไม่ว่า
        ใคร ทั้งหมดจิตมันฟุ้งซ่านเหมือนกัน ที่ท่านคิดว่าจะให้จิตมันสงบก็หวังว่าไม่คิดอะไรเลย
        จะต้องรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้คำภาวนาตลอดเวลา อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า
        อารมณ์มันต้องมีอารมณ์คิด ทีนี้สำหรับผู้ทรงฌาน ผู้ทรงฌานเขาคุมอารมณ์ได้ตามต้องการ
        และเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่ตลอดวัน ใช้เวลาเฉพาะอันนี้ก็คุมได้ ก็เป็นอันว่าผู้ทรงฌานก็จริงแหล่
        แต่ทว่ายังต้องมีอารมณ์ฟุ้งซ่านเหมือนกัน ตามเวลา แต่คุมไว้โดยเฉพาะ
๒๖๒)     กิเลสเครื่องกังวลใดของเธอมีอยู่ เธอจงตัดกังวลในกิเลสนั้น คืออารมณ์ใดที่เธอขัดข้อง
        ที่มีกำลังใจมีความห่วงใยอยู่ เธอจงตัดเครื่องห่วงใยนั้นเสียเท่านั้นเอง
๒๖๓)     การบอกบุญประกาศข่าวบุญแก่บุคคลอื่นที่มีความเลื่อมใสในพระศาสนาก็ดี เลื่อมใส
        ในการสงเคราะห์ทานก็ดี จัดว่าเป็นบุญมหาศาล ซึ่งองค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่า เป็นการ
        สะสมความดีเรื่องบุญกุศล แล้วเป็นปัจจัยให้ตนเองเกิดปัญญา สามารถตัดกิเลส-
        สมุจเฉทปหานได้
๒๖๔)     การบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้มี ๒ แบบ ด้วยกัน ถ้าท่านพวกใดเคยบำเพ็ญบารมี
        สร้างบาตรจีวรถวายไว้ในพระพุทธศาสนาในกาลก่อน อันนี้องค์สมเด็จพระชินวรก็ทรงแสดง
        ฤทธิ์ให้บาตรจีวรนั้นสำเร็จด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระองค์มาสวมกาย ท่านผู้ที่จะบวชแต่ถ้าหาก
        ว่า บังเอิญท่านผู้นั้นไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้เลยในพระพุทธศาสนาในกาลก่อน องค์สมเด็จ-
        พระชินวรก็บอกว่า ถ้าอยากจะบวชก็ไปหาผ้าไตรจีวรมาก่อน ถ้าไม่มีตถาคตก็หาให้ไม่ได้
        เหมือนกัน เพราะสมัยนั้นอยู่ในป่า
๒๖๕)     เอหิ ภิกขุ อุปสัมปทา หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บัญชาให้บวชเอง
        และก็ไม่ต้องไปนั่งแห่ ไม่ต้องไปเวียนโบสถ์ ไม่ต้องอะไร ที่ไหน โบสถ์เปิดก็ไม่มี ในชัฏนั่น
        แหละบวชกัน เป็นการบวชที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต คำว่า บวช ก็
        หมายถึงว่าอนุญาตให้อยู่ในเพศของบรรพชิต และปฏิบัติภารกิจอย่างพระสงฆ์ในพระพุทธ-
        ศาสนาตามพระวินัย เรื่องก็มีเท่านี้ เวลานี้เรื่องผูกโบสถ์ ฝังลูกนิมิต ดูว่าจะยุ่ง ๆ กันเหลือเกิน
        ตั้งท่าตั้งทางกันมากนัก ความจริงในสมัยพระพุทธเจ้าน่ะไม่มีอะไรยาก ท่านใช้ป่าชัฏและใช้
        ป่าช้า ใช้สถานที่โล่ง เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปวางไว้เป็นนิมิตเป็นเขต เวลานี้ดูเหมือนว่า จะเป็น
        เรื่องยุ่งกันใหญ่
            เรื่องที่ศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรจะสลายตัวเสื่อมลงไป พระพุทธเจ้า
        บอกว่าไม่ใช่ใคร คือลูกของตถาคตนั่นเอง จะสร้างเรื่องให้ศาสนาเสื่อม เวลานี้พิธีรีตอง
        มีมากเกินไป มากเกินกว่าวินัย อาตมาไม่เห็นชอบด้วย ถ้าทำกันแค่พอเหมาะ พอดี พอควร
        อันนี้เป็นการสมควร สิ่งใดก็ตามถ้าชาวบ้านมีศรัทธา พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีหน้าที่
        อย่างเดียว สนับสนุนศรัทธา ไม่ทำลายศรัทธา ฉะนั้นการจัดพิธีกรรมในพระศาสนาก็เหมือน
        กัน ควรจะจัดให้ง่าย ๆ เป็นการสะดวกแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทที่เข้ามาบำเพ็ญกุศล ไม่ใช่
        ทำพิธีรีตองมาก ๆ เสียจนกระทั่งคนเบื่อ
๒๖๖)      บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายอาจจะมีความสงสัย หรือบางท่านก็อาจจะคิดมากไป ว่า
        เรื่องราวของพระสูตรที่ดูเหมือนว่าพระพุทธเจ้าจะมีฤทธิ์เสียทุกอย่าง แต่ความจริงเรื่องการ
        มีฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ อันนี้ก็ต้องขอยกไว้ก่อน ถ้าจะพูดกันไปก็เป็นการไร้ประโยชน์ ทั้งนี้ก็
        เพราะว่า หากว่าท่านทั้งหลายมีความสงสัยว่า พระธรรมคำสั่งสอนในศาสนาขององค์สมเด็จ-
        พระจอมไตร จะมีฤทธิ์ได้หรือไม่มี เราก็ลองปฏิบัติดูก่อน การฟังแล้วเชื่อ หรือว่าฟังแล้วไม่เชื่อ
        ทั้งสองอย่างนี้เป็นผลที่ไม่สมควรด้วยกันทั้งคู่ ถ้าจะพูดกันตามภาษาชาวบ้านจริง ๆ เขาเรียก
        ว่า โง่ทึมทึก ฟังแล้วก็เชื่อเลยโดยไม่พิจารณาเหตุผล อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
        ไม่ทรงโปรด แล้วก็ฟังแล้วไม่เชื่อก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่แสดงถึงว่าเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด
        อะไร เพราะเรื่องราวทุกอย่างตามที่เขากล่าวมา ย่อมมีเหตุมีผล ถ้าเราเป็นคนจริง มีความ
        ฉลาดจริง มีความสามารถจริง ก็ลองประพฤติปฏิบัติตามที่เขาพูดกันมา และทำตามเขาว่า
        ทุกอย่าง แต่ว่าอย่าเพียงสักแต่ว่า สุกเอาเผากิน ทำกันจริง ๆ จัง ๆ ให้ครบถ้วนทุกอย่าง ถ้า
        ทำแล้วไม่มีผล นั่นจึงจะควรกล่าวว่า นั่นไม่น่าเชื่อ หรือไม่เชื่อ
๒๖๗)     ที่นี่เราสอนกันจริงจัง ไม่ได้มานั่งรับจ้างทำการสอน สอนท่านนี่ไม่ได้หวังอะไร หวัง
        อย่างเดียวคือ สนองคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าวจะกินไปแต่ละวัน
        มันก็กินไม่ค่อยได้อยู่แล้ว วันละไม่กี่ช้อนนี่กินมากอยู่ในเวลานี้ก็ได้แก่น้ำ น้ำก็หาง่าย ไม่ยาก
        ความร่ำรวยก็ไม่ต้องการ ความสวยสดงดงามก็ไม่ต้องการแล้ว เพราะมันแก่จะตาย แต่ที่มา
        สอนอยู่นี่ ไม่ต้องการจะเอาใจบุคคลที่ไม่เอาจริง ถ้าหากว่าบุคคลที่เอาจริงเชิญถามได้ทุกเวลา
        แต่ถามต่อนะอย่ามาถามซ้ำ ที่บอกไปแล้วอย่างนี้ห้ามมาถามซ้ำกัน
๒๖๘)     อย่าลืมนะสอนนี่ไม่ได้สอนให้ถาม พูดแบบนี้ไม่ได้พูดให้ถาม พูดแบบนี้ไม่ได้พูด
        ให้ถาม ท่านกลับมาย้อนถามทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ จะมานั่งถามจู้จี้จุกจิก เคยมี
        คนถาม ชอบถามจู้จี้จุกจิกน่ะไม่ชอบหรอก เพราะว่านิสัยไม่เอาจริงขาด อิทธิบาท ๔
        ไม่เอาไม่คบ มันเหนื่อยเปลืองเวลาชาวบ้าน เปลืองเวลาการงาน จะทำจิตใจสบายบ้างจะอยู่
        เป็นสุขด้วยกำลังอำนาจของสมาธิสักเล็กน้อย ก็มานั่งกวนกันเสียนี่ไม่เอา
๒๖๙)     ความดันจริง ๆ ถ้าไม่ต่ำเกินไป ถ้าต่ำมากก็พูดแบบนี้ไม่ได้ ตำรา วัดวิเศษตระการ
      
ท่านบอกอย่างนี้นะ ตอนเช้า ใช้น้ำข้าว ๑ แก้ว (ระวังหมากัดนะ) แล้ว ถั่วลิสงคั่ว ๖ เม็ด
        ที่เขากินกับข้าวต้มน่ะ ต้องกินไม่เกิน ๖ เม็ดนะ ต่อ ๑ ครั้ง ๑ วัน ทุกวัน ความดันจะลด แต่ถ้า
        จะให้ดี ให้ความดันทรงตัว กินยา ท่านปู่พระอินทร์ ยาอย่างละ ๓๐๐ มีพริกไทย ๓๐๐ เม็ด
        กระเทียม ๓๐๐ กลีบ แห้วหมู ๓๐๐ หัว ตากแดดให้แห้ง บดให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้งกินทุกวัน
        อย่างนี้ความดันจะทรงตัว ไม่ต้องไปล่อเบียร์ให้ พระยายม จดหรอก
๒๗๐)     มีคนพูดกันว่า ถ้าเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องสามารถดับทุกข-
        เวทนาได้หมด ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ร้อนไม่หนาว นี่ไม่เป็นความจริง ร่างกายยังมีความรู้สึก
        ร่างกายยังมีจิตเป็นเครื่องรักษา ร่างกายยังมีวิญญาณรู้การสัมผัส ถึงแม้ว่าพระอรหันต์ก็ดี
        พระพุทธเจ้าก็ดี ก็ยังมีความรู้สึกเจ็บรู้สึกปวดเหมือนกัน
๒๗๑)     อำนาจของพระพุทธานุภาพ เคยเห็นกันบ้างไหม ถ้าไม่เคยเห็นก็ เจริญพุทธานุส-
       สติกรรมฐาน
เข้า รักษาอารมณ์ให้เป็นฌาน
            นี่พูดให้ฟังนะ เราพูดกันตรงไปตรงมา เป็นพระนี่ไม่ต้องปิดกันล่ะไอ้เรื่องวินัยน่ะหรือ
        ท่านบอกไม่ได้ต่างหากปรับเป็น อวดอุตริมนุสสธรรม ถ้าค้นพบมาเอง เห็นมาเอง พบจริง
        เห็นจริง ท่านไม่ได้ปรับเป็น สัจธรรม เห็นไหม พูดได้ทำไมจะพูดไม่ได้ ก็เลอะเทอะกันมา
        เสียมาก ทำไมเลอะเทอะได้ ถ้าพูดของจริงพูดไม่ได้ แล้วเมื่อไหร่พระศาสนาจะเข้าถึงหูของ
        คน เราไปเอาของปลอมเข้าไปสอดใส่ในหูของคน ไอ้เสียงนั้นมันก็เข้าไปจับอยู่ในสมอง
        เข้าไปจับอยู่ในจิต
            ฉะนั้น จิตของบุคคลใดก็ตาม เมื่อได้รับฟังของปลอมแล้วก็จับไว้แต่ของปลอม ๆ อย่าง
        พระนิพพานสูญ เป็นต้น นี่ในเมื่อของปลอมพูดได้ ของจริงทำไมจะพูดไม่ได้ ก็ต้องพูดกัน
        อีกล่ะ คราวนี้มันแก่แล้วนี่ เดี๋ยวนี้ยกตัวเข้าเป็น พุทธนิกาย แล้ว หมายความว่าเขาถามว่า
        บวชนิกายไหน อยู่นิกายไหน บอกว่าอยู่ พุทธนิกาย กล่าวคือ เป็นพวกของพระพุทธเจ้า
      
ใครจะแยกเหล่าไปอย่างไรก็ช่าง ไม่เกี่ยวไม่ยุ่งกับใครทั้งนั้น แล้วก็ห้ามคนอื่นมายุ่งด้วย มา
        ยุ่งได้แต่ว่าไม่เข้าพวก คนละพวก เป็นพวกพระพุทธเจ้าดีกว่า เราจะเป็นพวก พระเทวทัต
       
หรือ สร้างศาสนาขึ้นมาใหม่ ดีไม่ดีก็ลงอเวจีไป หรือว่าจะเป็นพวก เดียรถีย์นิครนถ์ ก็ทน
        ไม่ไหว จะเป็นพวก อเจลก ก็ขี้เกียจแก้ผ้าเดิน
๒๗๒)     อัตตา หิ อัตตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
           อัตตนา หิ สุทันเตนะ นาถัง ลภติ ทุลลภัง
           พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็น
           ที่พึ่งได้ เมื่อเราฝึกฝนตนเองดีแล้ว เราก็จะได้สิ่งที่บุคคลอื่นได้โดยยาก
            นี่ทำตัวบวม ๆ เข้าพักเดียว ก็ปรากฏว่า เห็นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ แล้วเวลา
        ตายก็ย่อมไปนิพพานได้ ตายกลับมาฟื้นแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมา-
        สัมพุทธเจ้ายังมาสอนได้ รับฟังกันได้มันก็หมดเรื่องกัน สบายใจแล้ว ใครเขาจะว่าอย่างไร
        ก็เป็นเรื่องของชาวบ้าน ผลที่เราได้รับความสุขใจจริง ๆ ท่านพุทธบริษัท เห็นอะไร ๆ มัน
        เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียหมด พบคนโกหกก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเรารู้ว่าเขาโกหก เราก็
        ไม่คบมันเลย เราก็สบายใจ ถึงแม้จะมาจะไปก็พูดคุยกันอย่างนั้น พวก อนิจจัง นี่ไม่คบ
        ไม่คบล่ะ ขืนคบมันก็เป็น อนิจจัง กันเรื่อย เป็น นิจจัง เสียบ้าง กล่าวคือเป็นของเที่ยง
        บ้างดีกว่า
๒๗๓)     อย่าไปนั่งคุยกับเขาว่า นี่ฉันเจริญกรรมฐานมาแล้ว ฉันไปมาหลายสิบสำนักแล้วนะ
        สำนักที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ฉันไปมาแล้วทั้งหมด ผมทำมาแล้วนับมาเป็นเวลาแรมปี เกินกว่า
        ๑๐ ปี ๒๐ ปี อย่าไปคุย ถ้าเขาถามว่า ละอะไรได้บ้างละ เราก็อาจจะคุยว่า ละนั่นละนี่ได้
       
ดีไม่ดีเขาแหย่เข้าหน่อยโกรธเสียแล้ว ยังอยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากได้โน่น ห่วงนั่น ห่วงนี่
        เกินพอดี ไอ้ห่วงมันก็ห่วง อยากได้มันก็อยากได้ ตามความจำเป็นของร่างกาย
            แต่มีความรู้สึกเสมอว่า ถ้ามันสลายหายไปเมื่อไหร่ ใจก็สบาย ไม่มีความเดือดร้อน ถือว่า
        เป็นเรื่องธรรมดา ร่างกายมันจะแก่ มันจะป่วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เดือดร้อนรักษา
        ร่างกาย หายก็หาย ไม่หายตายก็ช่างมัน ถึงเวลาความตายมันจะเกิดขึ้นมาจริง ๆ ก็มีความ
        เป็นสุขใจ วางเฉยกับเวทนา จิตใจก็มีความสุข สุขตรงไหน สุขตรงร่างกายมันพังเมื่อไหร่
        เราไม่ต้องการร่างกายอีก เพราะมันสกปรก มันเป็นทุกข์ มันมีภาระมาก เมื่อร่างกายมันพัง
        คราวนี้ เราก็ไม่สร้างร่างกายมันใหม่ สิ่งที่เราจะไป ก็คือ พระนิพพาน
๒๗๔)    ในนรก ๘ ขุม ถ้าเราจะพูดมากเกินไปก็จะเห็นว่าเป็นการไม่ค่อยจะเหมาะนัก ดีไม่ดี
        ท่านก็จะหาว่า อวดอุตริมนุสสธรรม ก็จะเป็นการลำบากกันเปล่า ๆ ทางที่ดีก็จำแต่เรื่อง
        ราวในพระบาลีมาพูดกัน ก็จะเป็นการสมควร เอาเฉพาะบาลีเท่านั้นมาพูดกัน
            สำหรับเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ที่อยากจะรู้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามฝึกฝนในด้าน
        มโนมยิทธิ ที่ฝึกกันแล้ว แล้วก็มีคนได้ดีไปแล้ว ได้อยู่ในระดับดี สามารถท่องเที่ยวไปใน
        ภพต่าง ๆ แล้วก็มีความแจ่มใส สอบสวนธรรมะและสิ่งต่าง ๆ ได้จากสวรรค์ทุกชั้น จากพรหม
        และจากที่อื่น สิ่งเหล่านี้วิชาความรู้ของเรามีอยู่แล้ว ก็ขอให้ฝึกฝนตามนั้น จะได้รู้เรื่องราว
        ละเอียดไปเอง การพูดอย่างนี้ถ้าหากว่าพูดเลยบาลีไป ก็จะเป็นเครื่องหนักใจในภายหลัง
        ดีไม่ดีท่านที่ไม่ทราบ ก็จะหาว่า อวดอุตริมนุสสธรรม เรื่องก็จะไปกันใหญ่
๒๗๕)    มีคนเขาถามกันอยู่เสมอว่า นรกจะบรรจุคนได้ทั่วโลกหรืออย่างไร แต่ผมก็ขอตอบ
        ว่า นรกเพียงขุมเดียว คนในโลกทั้งหมดเพิ่มอีกสักพันเท่าแสนเท่าก็ยังไม่เต็มนรก เพราะว่า
        นรกกับสวรรค์มีสภาพพิเศษเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าจะมีอะไรพอดี ๆ อยู่เสมอกับคนที่
        ไปในแดนนั้น ไม่เหมือนในเมื่องมนุษย์เรามันยังมีแคบ มีคับ เรียกว่ามีไม่พอ สำหรับเมือง
        สวรรค์ก็ดี เมืองนรกก็ดี มีคำว่าพออยู่เสมอ
            ฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่มีความต้องการไปนรก ก็ไม่ต้องมีความห่วงใยว่า ดินแดนในเมือง
        นรกนั้นจะเต็มเกินไป ท่านจะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าทางนรกยินดีต้อนรับท่านเสมอ นี่ความจริง
        เขาไม่ได้จ้างผมมาโฆษณาหรอกนะ แต่ทว่าผมเต็มใจโฆษณาให้กับเมืองนรก เพราะว่า
        เห็นว่าคนส่วนมากเขาพอใจจะไปกัน ก็เกรงว่าจะหนักใจว่า เมืองนรกมันจะเต็มเสียก่อน
        เรื่องนี้ไม่ต้องวิตกกังวล เขาจัดสรรไว้พอเพียงแก่คนทั้งหลายที่จะไปในเมืองนั้น
๒๗๖)     บาลีนี่ต้องทรงไว้ ถ้าขืนใช้เป็นภาษาไทยกันนะเสียหมด ไม่มีภาษาบาลีควบคุม ไม่ช้า
        ก็พัง นี่เพียงท่านแปลในบาลีออกมา ก็ยังสอดแทรกถ้อยคำเบียดเสียดยัดเยียดกันเข้าไป
        มันผิด ไม่ถูก
            ท่านทั้งหลายที่คิดว่าอเวจีจะเต็ม ท่านจะไปอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องกลัวนรกในอเวจีมหา-
        นรก ท่านผู้แปลน่ะ ไม่ใช่อรรถกถาจารย์ ที่ผมเอาหนังสือมาอ่านเมื่อกี้ ท่านผู้แปลแปลว่า
         เบียดเสียดยัดเยียดกันน่ะไม่จริง เขาอยู่กันเป็นห้อง ๆ เหมือนกับห้องนอนในโรงแรม ไม่ปะ
        ไม่ปนกัน คนหนึ่งก็มีหนึ่งห้อง นี่เท่าที่เห็นแสงไฟที่นั่นละเอียดมาก มีความร้อนจัด เหล็กที่
        เป็นกำแพงสี่ด้านและข้างบน ข้างล่างเป็นหกด้านด้วยกัน แสงแดดโชนจัด ไฟละเอียดเหมือน
        กับไฟ ไฟที่ร้อนจัดน่ะ สังเกตดูเวลาเตาสูบเผาเรือ เวลาไฟที่เป็นเปลวนี่ไม่ร้อนจัด เวลาที่มัน
        ร้อนจัดจริง ๆ มันไม่มีเปลวมันละเอียด แต่ว่าไฟในอเวจีมหารกนี่มันละเอียดยิ่งกว่านั้น ดูบาง
        แจ๋วเหมือนกับอากาศ สัตว์ที่อยู่ในนั้นกระดูกแดงฉาน สัตว์นรกแต่ละคนถูกหอกตรึง ขยับกาย
        ไม่ได้เลย ไม่ใช่เล่มเดียวนะ อย่าง พระเทวทัต มันพุ่งลงมาจากเพดานทะลุหัว ตั้งแต่หัวทะลุ
        ก้นลงไปปักอยู่ข้างล่าง ปลายอยู่ข้างล่าง ตัวหอกปักอยู่ข้างล่าง ปลายหอกติดอยู่ข้างบน และปัก
        จากข้างหน้าไปหาข้างหลัง ปักจากข้างหลังไปหาข้างหน้า ปักข้างซ้ายไปหาขวา ขวาไปหาซ้าย
        ท่านยืนกางแขนกางขาเสียบหมดทั้งตัว ดูแล้วไอ้หอกนี่มันเกินกว่า ๑๐ เล่มนะ
            ไปดู ท่านโกกาลิกะ มองดูถามว่า ท่านโกกาลิกะ คู่หูกับ พระเทวทัต อยู่ตรงไหน
        ท่านก็ชี้ไปว่าอยู่ห้องอยู่ใกล้ ๆ กัน กระดูกแดงฉาน นั่งในท่าที่พูดบอกแล้วเมื่อกี้นี้ (ชันเข่า)
        มีหอกตรึงหมดทุก ๆ ระยะ การขยับเขยื้อนไม่มี นรกขุมนี้ไม่มีใครร้อง แสดงว่ามีความสบาย
        มาก ที่ไม่ร้องเพราะอะไร เพราะหอกมันเสียบปากเข้าไว้ ขยับปากก็ไม่ได้ โอ้โฮ้ สบาย
๒๗๗)    เคยพบท่านผู้เฒ่าผู้หนึ่ง ท่านตั้งสำนักสมถวิปัสสนาของท่านขึ้นมา ปรากฏว่าคนอื่นเขาตั้ง
        ทีหลังท่าน ท่านเป็นพระราชาคณะ เป็นเจ้าคณะจังหวัด เห็นว่าคนอื่นเขาดีกว่าตนทนไม่ไหว
        แทนที่จะมี มุทิตา ใน พรหมวิหาร ๔ กลับหาทางย่ำยีกลั่นแกล้งด้วยประการทั้งปวง เป็น
        ที่น่าสงสาร ปรากฏว่าท่านผู้นี้เมื่อตายลงไปแล้ว เวลาก่อนจะตาย ถูกทุกขเวทนาครอบงำมาก
        ต้องทุรนทุรายไร้สติสัมปชัญญะ ตายแล้วลง อเวจีมหานรก กฏของกรรมที่ผ่านมานี้ผ่านมา
        แล้วไม่นาน
๒๗๘)    องค์สมเด็จพระจอมไตร ตรัสแก่บรรดาภิษุสงฆ์ทั้งหลายว่า ภิกขเว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
        พวกเธอจงอย่าประมาทในกรรมเล็กน้อยว่า จะไม่ให้ผล ดูตัวอย่าง พระมหาโมคคัลลานะ
        เป็นสำคัญ ท่านเป็นอริยสงฆ์ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์มาก แต่ก็ไม่สามารถจะหลีก
        เลี่ยงกฏของกรรมได้ ขึ้นชื่อว่ากรรมใดที่เราได้ทำแล้ว ถ้าไม่ให้ผลในชาตินี้ก็จะให้ผลใน
        ชาติหน้าต่อ ๆ ไป
            ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ที่เคยบ่นบอกว่า ทำบุญให้ทานแล้วก็มีความ
        ไม่สบาย เมื่อฟังเรื่องราวของ พระโมคคัลลานะ แล้วไซร้ ก็โปรดทราบไว้ว่า กฏของกรรม
        ของเราทำไว้มากเพียงใดเราไม่ทราบ ฉะนั้น ถ้ากรรมใดมันเกิดขึ้นกับเรา ทำให้เราได้รับ
        ความลำบาก ก็คิดไว้ในใจว่า เราจะใช้หนี้มัน
๒๗๙)     พอทำท่าจะเข้าพระจุฬามณี ก็พอดีมีพระอรหันต์ออกมาองค์หนึ่ง ไม่ใช่ใคร หลวงพ่อ
       วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
พูดถึง แหม ไม่เคยเจอหน้ากันเลย ถามว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหนครับ
            ท่านบอกว่า แกบอกเขาแล้วว่า ข้าไปอยู่นิพพาน แกมาถามข้าทำไม
            ถาม หลวงพ่อไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไปผมโกหกเขานะ
            ไม่โกหกหรอก ข้าไปนิพพานแน่ เรื่องอะไรที่พูดมาเขาหาว่าข้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่
        ที่ตั้งฐานกำหนดลมไว้ ๗ ฐาน มันเกินพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่าน ๓ ฐาน เลยหาว่าข้าเป็น
        พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ แข่งบารมีกับพระพุทธเจ้า แต่ความจริงเจตนาข้าน่ะเป็นอย่างนี้ แต่คน
        จิตมันฟุ้งซ่าน ถ้าจะมีอารมณ์จะต้องจับหลาย ๆ แห่ง มันจะต้องระวังมาก อารมณ์จึงจะทรงอยู่
        นี่เขาไม่สนใจ มีแกคนเดียวเข้าใจดี แล้วกายเทพ กายพรหม กายธรรม กายนิพพานก็เหมือน
        กัน ก็มีแกคนเดียวที่เข้าใจข้า นอกนั้นเขาหาว่าข้าบ้า เอาเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนมาสอน
            กายทิพย์ นี่ ก็หมายความว่าได้อุปจารฌานเล็กน้อย จัดเป็น กายทิพย์
            ทีนี้ กายทิพย์ ก็เข้าถึงจุด อุปจารฌาน จะเกิดเป็น เทวดาชั้นยามา ได้เหมือนกัน
        ถ้าพูดถึงกายภายในเหมือนกันหมด
            ทีนี้พอถึง กายพรหม ก็เป็นพระที่ทรงฌานได้ครบองค์ฌาน พอตายแล้วก็ไปเป็นพรหม
        ก็เรียกว่า กายพรหม
            ทีนี้ กายธรรม ก็หมายถึงว่าได้ อริยเจ้า
            ถ้า กายนิพพาน ก็หมายถึงว่าคนนั้นได้ อรหันต์ แล้ว
            ท่านบอกว่า มีแกคนเดียวที่พอพูดให้ชาวบ้านเขาฟังมันตรงตามความประสงค์ของข้า
        นอกนั้นเขาหาว่าข้า บ้า ๆ บอๆ บางคนหาว่า อวดอุตริมนุสสธรรม ข้าก็ไม่ว่าอะไรเขาหรอก
๒๘๐)     ตอนที่ มิตร ชัยบัญชา ตาย เขามานั่งเถียงกันเรื่องของจิตวิญญาณ พ่อรู้สึกว่าคนที่นั่ง
        เถียงกันทั้งหมด ตามความรู้สึกไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่นทุกท่านไม่มีความเข้าใจในเรื่องของจิตและ
        วิญญาณเลย บางคนก็เอาวิญญาณเข้าไปบวกกับจิต บางคนก็เอาจิตเข้าไปบวกกับวิญญาณ
        ไม่ใช่บางคนละทั้งคณะ ทั้งนี้ต้องยกยอดไป ให้คะแนนเป็น ๑๐๐ ศูนย์ตามปกติ เวลานี้คนสมัย
        ใหม่เขาเรียกว่า ประสาท ดีมาก ก็ขอยกย่องตามศัพท์นี้ว่า เขาใช้ได้ถูกต้อง จิตกับวิญญาณ
        วิญญาณก็คือประสาท จิตมันมีสภาพคิดวิญญาณมีสภาพรับสัมผัส สำหรับวิญญาณนี่
        เป็นเรื่องของอาการทางกายที่เรียกกันว่า ขันธ์ ๕ เวลา ขันธ์ ๕ มันดับ มันก็ดับไป แต่ว่า
        ความสุข ความทุกข์มันอยู่ที่จิต นี่แม้แต่พระที่ปฏิบัติในด้านพระกรรมฐานบางท่านก็ตีความ
        หมายผิด เพราะว่าไม่ใช้อารมณ์จิตพิจารณาให้แน่แท้
๒๘๑)     ดูสิท่าน คนทั้งโลกนะ บัญชีคนทำบุญจริง ๆ วันนี้น่ะ ชั่ว ๗ วัน ไม่ถึงล้านคน คนทั้งโลก
        นะ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แล้วแกก็หยิบบัญชีคนทำผิดขึ้นมาปึกเบ้อเร่อ บอกว่า นี่แนะดูสิ
        ท่าน นี่นะเป็นบัญชีคนทำบาปทั้งนั้น แต่ที่บาปผสมบุญ (หมายความว่า ทำบาปบ้าง ทำบุญบ้าง)
        ก็มี แต่ที่ทำบาปจริง ๆ มันมาก แล้วแกก็เลยสั่งบอกว่า ท่านนี่มันลืมเรื่อยนะ
            ถาม ทำไม
            ผมเคยสั่งท่านแล้วนะ ให้บอกลูกหลาน เวลาทำบุญอุทิศส่วนกุศลบอกผมบ้าง ให้ผม
        เป็นพยาน
            ถามว่า เพื่ออะไร
            บอก อ้าว เขาบอกให้ผมเป็นพยาน แล้วแดนนี้มันเป็นแดนกันคนลงนรก ไม่ใช่เอาลงนรก
        กันไว้ แล้วเวลาใครมันพลัดลงมาละก้อ ผมจะได้บอกว่าเขาทำบุญ เขาเคยบอกให้ผมโมทนา
        นะจำได้ เขามีความดีอยู่ ควรให้ผลของความดีก่อน ก็เลยไล่เปิดขึ้นมาเสียก่อน นี่มันเท่านี้
        แหละท่านก็ลืมเรื่อยเปื่อย
            ก็เลยบอกเขาว่า เมืองนรกนี่มันมีการคอรัป ชั่นเล่นพวกเล่นพ้องเหมือนกันเหรอ
            เฮอะ ไม่เล่นหรอก ใครบอกผม ผมก็จำทั้งนั้นแหละ ช่วยทั้งนั้น แต่ว่าถ้าไม่บอกก็ไม่ช่วย
        ลูกหลานผมก็ไล่มันลงไปตามกรรม
๒๘๒)    วันนี้ พระอินทร์ นำทัพใหญ่มารอรับอยู่ที่บันได พอขึ้นไปท่านก็บอกว่า วันนี้ฉันดีใจ
        เหลือเกิน เพราะพวกพ้องมาพร้อมกันหมด แล้วท่านก็บอกว่า บอกบริษัทของคุณนะว่า
        พวกบริษัทของคุณนะจะได้มาอยู่ ดาวดึงส์ กันมาก คำว่าบริษัทก็หมายถึงที่ว่า ทำบุญ
        ร่วมกันที่ ท่านเจ้ากรมฯ บอกบุญใครต่อใครที่เขาทำด้วยความเต็มใจ ตั้งแต่ต้นมา
        ตั้งแต่อาตมาทำมาแล้วเกินกว่าหมื่นหลัง นี่ท่านบอกว่า แม่ศรี เขารายงานเรื่องวิมาน
        นี่อยู่ในอารักขา แม่ศรี เขาให้บอกพวกที่ทำบุญ& .



Result Pages:    [1]  


       

Top ^

< Contact Us - พลังจิต >
 
Copyright ฉ2000, 2004, Palungjit.com