พลังจิต
Palungjit.com

 

 

 


 

หน้าแรก

 

 หลักสูตร มโนมยิทธิ

 

หลักสูตร อภิญญาหก

 

พระกรรมฐาน๔๐กอง

 

เสียงธรรมเทศนา

 

อภิญญา , อุมาฑันตี

อภิญญา เล่ม ๑

  • การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๑
  • การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๒
  • การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๓
  • หลวงพ่อตอบปัญหา
  • อภิญญา เล่มที่๒

  • เกณฑ์อภิญญา
  • หลวงพ่อปูพื้นฐานไว้เพื่อรับอภิญญา
  • คาถาอภิญญารวม
  • คาถาสนองกลับไสยศาสตร์
  • พระอภิญญา
  • อภิญญาปฏิบัติ
  • หลักสูตรอภิญญา ๖ ตอนที่ ๑
  • หลักสูตรอภิญญา ๖ ตอนที่ ๒


  • พระสูตรรื่อง อุมาฑันตี
     

  • การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๒

     

    ท่านพระโยคาวจรทั้งหลายและบรรดาภิกษุสามเณรทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปขอท่านทั้งหลายได้ตั้งใจสดับกรรมฐานพิเศษ สำหรับวันนี้จะแนะนำในด้านพระกรรมฐานพิเศษ แต่ทว่าเวลานี้พวกเรากำลังมีความสนใจในด้าน " ทิพจักขุญาณ " และด้านของ " อภิญญา " แต่ทว่าก่อนที่จะแนะนำหรือจะสอนกัน จะบอกกันเรื่อง " อภิญญาสมาบัติ " และ " วิชชาสาม "

    สำหรับในตอนนี้ก็จะขอให้ท่านทราบจริยาเบื้องต้นเสียก่อน คือว่า อาการของการเจริญพระกรรมฐานในด้าน สุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี ทั้งหมดนี้ถ้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า คือ เป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ทั้งหมดนี้มีค่าเสมอกัน

    คำว่า " มีค่าเสมอกัน " ก็เพราะว่าเป็นพระอริยเจ้าเท่ากันตัดกิเลสได้เสมอกัน ไปนิพพานได้เหมือนกัน แต่ทว่าคุณสมบัติพิเศษไม่เสมอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มุ่งเฉพาะสุกขวิปัสสโกก็เป็นอรหันต์ที่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งหมด หมายความว่า ไม่ได้ฝึกมาในสายทิพจักขุญาณหรือว่าอภิญญาหกหรือปฏิสัมภิทาญาณ

    ฉะนั้น หากท่านที่เป็นสาย " สุกขวิปัสสโก " จึงไม่รู้ไม่เห็นไม่สามารถที่จะบังคับจิตให้เห็นสวรรค์ เห็นพรหมโลก เห็นเทวดา เห็นพรหมได้

    สำหรับท่านที่เจริญในด้าน " วิชชาสาม " สามารถจะได้ทิพจักขุญาณ คือ เห็นเทวดา เห็นพรหม และก็เห็นนรก เห็นสัตว์นรก เห็นเปรต เห็นอะไรต่าง ๆ ถ้ามีอารมณ์เข้าถึงพระโสดาบันก็สามารถจะเห็นพระนิพพานได้

    สำหรับท่านผู้ทรงอภิญญามีอานุภาพมากกว่าวิชชาสาม สามารถจะทำอทิสสมานกายยกกายภายในโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นอภิญญาใหญ่ทรง " อภิญญาหก " ก็สามารถเอากายเนื้อไปในภพต่าง ๆ ได้ไม่เลือกสถานที่

    สำหรับ " ปฏิสัมภิทาญาณ " มีความดีเป็นพิเศษ คือ มีความสามารถคลุมสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญทั้งหมด และก็ยังมีความรอบรู้ต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น สามารถจะรู้ได้ทุกภาษา เช่น ภาษาคน ภาษาสัตว์ มีความฉลาดในการขยายความสั้นให้ยาว ย่อเนื้อความยาวให้สั้นอย่างนี้เป็นต้น และก็มีอารมณ์ว่องไวมาก

    อันนี้เป็นที่เปรียบเทียบเพื่อให้ท่านทั้งหลายเข้าใจ ที่นำมาพูดนี้ทำไมจึงได้นำมาพูด เพราะผมทราบ ทราบว่าในสำนักของเรายังมีคนที่มีความเข้าใจไม่ถูกต้องอีกเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนที่ผมสอนไว้ในปัจจุบันก็ดี ที่เป็นอดีตเป็นเทปบันทักไว้ก็ดี ที่เป็นหนังสือก็ดี และก็ปรากฏว่ายังมีหลายท่านฟังไม่รู้เรื่องบ้าง อ่านหนังสือไม่ออกบ้าง คำว่าฟังไม่รู้เรื่องอ่านหนังสือไม่ออกก็แสดงว่า หาความเข้าใจอะไรไม่ได้ ยังมีความเข้าใจผิดมีความเข้าใจพลาดอยู่มาก อันนี้ถือว่าเป็นโทษหนัก

    คำว่า " เป็นโทษหนัก " ก็คือ จะเป็นคนมีมานะ มานะมันเป็นกิเลสหรือว่ากลายเป็นมิจฉาทิฏฐิมีความเข้าใจพลาด ถ้าเรามีความเข้าใจพลาด การปฏิบัติของเราก็พลาด ผลที่เราจะพึงได้ก็เป็นผลพลาด ถ้าพลาดหรือว่าตกมีความหมายยังไงก็เข้าใจดีอยู่แล้ว มันก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ถ้าเดินทางพลาด ดีไม่ดีลงนรกไปเลย

    นี่ความสำคัญตัวมีความสำคัญมากอย่าสำคัญผิด ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า " อัตตนา โจทยัตตานัง " จงเตือนตนเองไว้เสมอ นี่ต้องจำ! ฟังได้แล้วต้องจำ! จำแล้วใช้ปัญญาพิจารณาใน " อิทธิบาท ๔ " ท่านบอกว่า

    ฉันทะ มีความพอใจ

    วิริยะ พากเพียรทำลายอุปสรรค

    จิตตะ สนใจในสิ่งนั้นไม่วางมือ

    วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ

    ถ้าอารมณ์ของท่านทั้งหลายทรงอยู่ในอารมณ์นี้ทั้งหมดก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะทรงอารมณ์ให้ได้ดีจริง ๆ พระกรรมฐานทรงตัวจะเป็นด้านสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ตาม อารมณ์จะต้องทรงบารมี ๑๐ ครบถ้วน " บารมี ๑๐ " นี่จะต้องมีให้เต็มกำลังใจไว้เสมอ และก็ต้องมี " จรณะ ๑๕ " ครบถ้วน ถ้ามิฉะนั้นการปฏิบัติของพวกท่านหาผลได้ยาก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นของเก่าทั้งหมด ที่ผมนำมาพูด

    ต่อไปนี้ก็จะเปรียบถึงด้านอารมณ์ที่เข้าถึงให้ฟัง พวกที่ได้ทิพจักขุญาณอย่างหนึ่ง ที่ได้อภิญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราฝึกกันด้านมโนมยิทธิอย่างหนึ่ง กับอารมณ์ของบุคคลที่เข้าถึงอุปจารสมาธิอันนี้ไม่เหมือนกัน อารมณ์ที่เข้าถึงอุปจารสมาธิสามารถจะเห็นภาพต่าง ๆ ได้บ้างในบางขณะ ไม่มีอารมณ์สามารถจะบังคับให้รู้ให้เห็นได้โดยเฉพาะ อย่างสมมติว่าเวลานี้เราอยากจะเห็นพระอินทร์ แล้วก็นั่งภาวนาพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรือภาวนาจับนิมิต ดีไม่ดีจิตถ้ามันนึกอยากเห็นพระอินทร์ขึ้นมา อะไรมาก็ไม่รู้ ดีไม่ดีก็ถูกอสุรกายหลอก อุปจารสมาธินี่มีหลายท่าน

    นี่ผมหมายถึงว่าเคยพบมามีหลายคน เมื่ออารมณ์จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิเข้าใจว่าสำเร็จเสียแล้ว ดูเหมือนว่าผมจะเคยเขียนไว้ในหนังสือหลวงพ่อปาน ว่ามีสำนักหนึ่งมีคนเขาไปปฏิบัติกันมา เมื่อเขาผ่านมาแล้วอยู่บ้าน ๒ - ๓ เดือน เขาก็มาหาผม ถามว่า " หลวงพ่อช่วยตรวจดูทีสิว่า กรรมฐานของฉันน่ะมันเสื่อมไปแล้วหรือยัง? " ผมก็แปลกใจว่าไอ้กรรมฐานเสื่อมไม่เสื่อมนี่ไม่มีใครเขาถามชาวบ้านกันหรอก ตัวเองน่ะรู้ตัวของตัวเอง จึงถามว่า " โยมไปศึกษาที่ไหนมา? " เขาก็บอกสำนัก ถามว่า " อาจารย์บอกว่ายังไง? " แกก็เลยบอกว่า " อาจารย์บอกว่าสำเร็จแล้ว " จึงได้ถามว่า " อาการที่อาจารย์บอกว่าสำเร็จน่ะ โยมมีความรู้สึกเกิดขึ้นกับจิตประการใดบ้าง? "

    โยมคนนั้นก็บอกว่า เวลานั่งบางครั้งเห็นภาพเทวดาบ้าง เห็นภาพวิมานบ้าง เห็นภาพอะไรต่ออะไรมาบ้างในบางขณะ หรือ บางทีก็พบทุกวันก็ยังได้ แต่เห็นแว๊บเดียวแล้วก็หายไป บางทีก็ตั้งอยู่ครู่หนึ่งก็หายไป จึงได้ถามว่า โยมสามารถบังคับจิตได้ไหม ว่าเดี๋ยวนี้เราต้องการเห็นนรก ต้องการเห็นเปรต ต้องการเห็นอสุรกาย ต้องการเห็นสัมภเวสี ต้องการเห็นเทวดา ต้องการเห็นพรหม ต้องการเห็นนิพพาน หรือว่าต้องการเห็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ที่ท่านนิพพานไปแล้ว โยมบอก " ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ " ถ้าไม่ได้เป็นแต่เพียงนั่ง ๆ ไปพอจิตสบายก็เห็นภาพ บางทีก็เห็นได้ทุกวันอันนี้ผมไม่ขัดคอ

    ถ้าหากว่าเห็นได้ทุกวันขณะที่นั่งอยู่ ถ้าจิตเป็นสมาธิหรือว่าจะเห็นได้ทั้งวันก็ได้ แต่ต้องใช้เวลาที่เราตั้งจิตสงบ และก็ใช้เวลาบ้าง หมายความว่าอาจจะต้องใช้เวลาสัก ๒ - ๓ นาที เห็นภาพแล้วก็คุยกันไม่ได้ แว๊บหนึ่งก็หายไป ตั้งอยู่ครู่หนึ่งก็หายไป อาการอย่างนี้ไม่ใช่อาการของทิพจักขุญาณ หรือไม่ใช่อาการของอภิญญา เป็นอาการของอุปจารสมาธิและก็เป็นอาการของคนที่จิตยังไม่เข้าถึงปฐมฌาน นี่ขอท่านทั้งหลายจงจำไว้นะ! จำให้มันดีและก็จงอย่าหลงว่าเราได้ทิพจักขุญาณเสียแล้ว การที่จะได้ทิพจักขุญาณจะต้องทรงถึงฌาน ๔ คือ ความจริงทิพจักขุญาณนี่เขาอาจจะเริ่มได้ตั้งแต่อุปจารสมาธิ แต่ว่าต้องฝึกตรง เฉพาะที่เราเจริญพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้แล้วก็เห็นนิมิตนั่น เขาเรียกว่า " อุปจารสมาธิ " หรือว่า " อุปจารฌาน "

    เมื่อจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิหรืออุปจารฌาน ก็สามารถที่จะได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ได้ สามารถที่จะเห็นภาพที่เป็นทิพย์ได้ แต่มันแว๊บเดียวคำสองคำก็หายไป และเราเองก็ไม่สามารถจะบังคับให้เจ้าของเสียงนั้นพูดต่อไปได้ เราไม่สามารถจะบังคับให้เจ้าของภาพนั้นทรงต่อไปได้ ในการเห็นใหม่มันก็ไม่ซ้ำกัน คุยกันก็ไม่ได้ เห็นกันนานก็ไม่ได้ อาการอย่างนี้เป็นการหลงผิดอย่างกับโยมที่มาถามนั่นแหละ เป็นอันว่าท่านศึกษายังไม่ขึ้นประถมปีที่ ๑ คือ " ปฐมฌาน " แต่ทว่าอาจารย์ก็บอกว่าสำเร็จเสียแล้ว

    ฉะนั้น พวกเราก็เหมือนกัน คณะของพวกเรานี่ผมทราบว่ายังมีการหลงผิดกันอยู่มาก บางท่านไปประสบพบอารมณ์อย่างที่ผมว่ามานี้ แต่ก็จิตคิดไปว่าเราได้ดี คือ เราได้ทิพจักขุญาณ ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้รีบถอยหลังเสีย คำว่า ถอยหลัง หมายถึง ถอนความรู้สึกนั้นเสีย มันจะเกิดความเสียหายกับท่าน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านจะไม่ก้าวเข้าไปสู่ความดี อารมณ์อุปจารสมาธินี่นักเจริญพระกรรมฐานจริง ๆ เขาไม่ใช้ จะประสบพบภาพอะไรได้ยินเสียงอะไรก็ตารม เขาไม่ใช้กันหรอก ยังถือว่าไม่ใช่สาระไม่ใช่แก่นสาร แต่ทว่าคนที่มีความทะนง จุดนี้แหละเป็นจุดสำคัญ ที่มีความทะนงทำลายตัวเองให้มีความพินาศไปจากกำลังของความดีที่จะพึงได้ จำไว้นะวันนี้จะพูดเฉพาะอาการ

    ทีนี้มาพูดถึงคนที่เขาได้ทิพจักขุญาณ ทิพจักขุญาณนี่ก็ต้องวัดระดับเป็นฌานโลกีย์ เป็นพระอริยเจ้า คือ พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสว่างไสวแจ่มใสชัดเจนมั่นคงไม่เสมอกัน แต่นั่นก็ช่างเถอะผมจะไม่อธิบาย จะอธิบายแต่เพียงว่าท่านที่ได้ทิพจักขุญาณนั้นต้องฝึกฝนโดยตรงเฉพาะ เพราะว่าวิชาเฉพาะทิพจักขุญาณเขามีอยู่ คือ จับพลัดจับผลูอึกอักก็ให้มันได้โดยไม่ใช้วิชาเฉพาะนั้นไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย เราเป็นสาวก มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เมื่อถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วอะไร ๆ ก็ได้หมด สำหรับพระสาวกนี่จะต้องเรียนเฉพาะกิจ เว้นไว้แต่ว่าท่านผู้นั้นเคยได้ญาณนั้นมาแล้วในชาติก่อน แต่พอกำลังจิตเข้าถึงก็สามารถจะรู้ได้ แต่อย่างนั้นก็เป็นที่สังเกตไม่ยาก ผู้ที่เขาได้มาก่อนพอเจริญสมาธิจิตถึงฌานนิดเดียว ของเก่ากลับมาหมด อันนี้สังเกตไม่ยาก

    เพียงได้ยินคำพูดคำเดียวก็รู้แล้ว่าท่านผู้นั้นมีทุนมาก่อนหรือว่าไม่มีทุนมาก่อน ถ้าเขามีทุนก่อนจะไม่มีวาจาที่เฝือออกมาแม้แต่คำเดียว นี่เรามาพูดกันถึงการฝึก อาการที่เขาได้ทิพจักขุญาณจริง ๆ นะเขารู้จริง ๆ แต่ว่าอาการรู้นี่จะต้องระวัง ถ้าเป็นพวกฌานโลกีย์นี่มีอารมณ์หลงมาก และ มีอุปาทานกินมาก ถ้าบุคคลผู้นั้นยังใช้กำลังใจของตนเองเป็นเครื่องได้ยิน เป็นเครื่องรับทราบจากเสียงและก็เป็นเครื่องเห็นภาพ ถึงแม้ว่าจะได้ทิพจักขุญาณก็ยังถือว่ายังใช้ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ากำลังใจของท่านที่ยังไม่ถึงอรหัตผล ยังไง ๆ กิเลสมันก็ขวางหน้าท่านได้ ถ้ายิ่งได้ฌานโลกีย์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ของดีจริง ๆ จะไม่มีทางได้ บางทีก็รู้ถูกรู้ผิด ถ้ามีอารมณ์คิดกำหนดไว้ก่อนนิดเดียวภาพหลอนก็จะปรากฎ นี่ว่ากันถึงฌานโลกีย์ แม้แต่พวกพระอริยเจ้าก็ตาม

    ถ้ายิ่งเป็นพระอริยเจ้าด้วยแล้ว เขายิ่งไม่ไว้ใจตัวเองอย่างยิ่ง เมื่อได้ทิพจักขุญาณแล้วนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เขาก็ใช้กำลังใจติดต่อเฉพาะ คำว่า เฉพาะในที่นี้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    หากว่าท่านจะถามว่าเราจะติดต่อพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ตอนนี้ผมก็ขอตอบว่า ให้ท่านฝึกทิพจักขุญาณให้คล่องเสียก่อน แล้วก็ทำใจของท่านให้เข้าถึงพระโสดาบันเสีย แล้วเวลาที่เราต้องการจะพบจะเห็นอะไร เขาใช้อารมณ์แบบนี้ ต้องสร้างนิมิตคือ ทิพจักขุญาณนั้นให้มีอารมณ์แจ่มใน คือ ดูใจของเราเองให้มันแจ่มใส ต้องเห็นกระแสจิตของตนเอง เห็นกระแสจิตของตัวเองแจ่มใสจนกระทั่งไม่มีสีอื่นเจือปน มีสีเป็นแก้วใสเป็นประกายสวยสดงดงาม นี่แสดงว่าจิตว่างจากกิเลสแล้ว จิตตัวนี้ว่างจากกิเลส ๆ ไม่ยุ่ง ถ้าจิตมีกิเลสมันยุ่งนิดเดียวเดี๋ยวมันก็ถูกหลอก

    เมื่อจิตว่างจากกิเลสมีกระแสใสผ่องใสเต็มที่ ตอนนี้เราจะพบองค์สมเด็จพระมหามุนีได้ไม่ยาก และเราเห็นท่านก็แจ่มใส เห็นท่านได้แจ่มใสเวลาจะพูดจะคุยจะทูลถามอะไรพระองค์จะทรงตรัสอะไรก็ชัดเจน จะนั่งอยู่นานแสนนานเท่าไหร่ก็ได้จะพูดกันมากเท่าไหร่ก็ได้ นั่งอยู่ตรงนี้จะคุยกับสัตว์นรก คุยกับเปรต คุยกับอสุรกาย คุยกับพระยายม คุยกับเทวดา คุยกับพรหม คุยกับพระอริยเจ้าก็ได้ เหมือนกับนั่งอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่อารมณ์ของทิพจักขุญาณนี่เขาใช้กันได้ทุกขณะ ไม่ใช่ต้องไปนั่งทำจิตให้เป็นสมาธิให้อารมณ์สบาย แล้วเห็นภาพว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ ได้ยินเสียงบ้างอะไรบ้างนี่เป็นอารมณ์เฝือ

    ผมมีความรู้สึกว่าในสำนักเรานี่อาการอย่างนี้ยังมีอยู่ทสั้ง ๆ ที่ฟังคำแนะนำกันอยู่ตลอด ผมเสียดายเวลาของพวกท่าน ว่ายังมีความไม่เข้าใจอะไรกันอยู่มาก มันเป็นเรื่องแปลกที่สุด ถ้าผมจะคิดว่าพวกท่านศึกษากันกับสมัยที่ผมศึกษาน่ะ ถ้าอากรอย่างนี้มันเป็นของแปลกมาก ที่ว่าแปลกก็เพราะว่าการรับคำสอนนี่ผมไม่เคยได้รับกันทุกวัน ๆ ละหลายครั้งอย่างนี้

    คำสอนของครูบาอาจารย์นี่สอนครั้งเดียวผมจำตลอดชีวิต และก็ต้องทำให้ได้ ของเรายังเฝือกันอยู่มาก ฟังมากไปบางทีจะชินเกินไป ถ้าชินเกินไปมีการหลงใจหลงตัวของตัวเอง ก็เกิดความทะนงนึกว่าตัวเป็นผู้วิเศษ หรือว่าได้มรรคได้ผล ข้อนี้ต้องระวังให้มาก

    และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่ได้ทิพจักขุญาณหรือวิชชาสาม นี่เขายังไม่กล้าไปแตะต้องกับพวกที่ได้มโนมยิทธิ พวกที่ได้มโนมยิทธินี่เขามีกำลังดีกว่ามาก ความสามารถเขาดีกว่ามาก เพราะว่าเขาเป็นอภิญญา ถ้าความสามารถเสมอกันพระพุทธเจ้าก็ไม่จัดไว้เป็นขั้น ๆ ไว้ในด้านความรู้พิเศษ ผู้ที่ได้มโนมยิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาเป็นพระอริยเจ้า จุดนี้เขาจะไม่มีการหลงเลย และพวกนี้เขาจะไม่มีความประมาท เขาจะไม่ยอมใช้อารมณ์จิตของเขาโดยเด็ดขาด ถ้าต้องการจะรู้อะไรนี่เขาจะทูลถามพระพุทธเจ้าหรือว่าถามเทวดาหรือถามพรหมองค์ใดองค์หนึ่งที่เคยให้สัญญากับเขาไว้ว่า ถ้าต้องการจะรู้อะไรถามฉัน ฉันจะบอกทุกอย่าง

    แต่ถ้าจะถามว่าพวกได้อภิญญานี่เขาจะใช้อารมณ์รู้เองได้ไหม ก็ต้องตอบว่าเขาใช้อารมณ์รู้ได้ แต่ไม่มีใครเขาโง่ที่จะต้องใช้อารมณ์ตัวของเขาเอง เพราะว่าขึ้นชื่อว่าความสามารถ แต่ว่าเทวดาหรือพรหมที่จะถามต้องเป็นเทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมที่ไม่ใช่พระอริยเจ้าก็ไม่ควรถาม เพราะว่าเทวดาก็ดี พรหมก็ดี ความสามารถไม่เสมอกัน ถ้าเป็นเทวดาไปจากทาน ไปจากศีล ไปจากการฟังเทศน์ ความสามารถก็น้อยกว่าเทวดาหรือพรหมที่ไปจากฌาน เทวดาหรือพรหมที่ไปจากฌานก็มีความสามารถน้อยกว่าเทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า เทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้าก็จะต้องมีความสามารถเป็นขั้น ๆ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราไปถามท่านที่เป็นพระอรหันต์ อันนี้ก็ถือว่าถึงที่สุด แต่ว่าท่านที่ได้อภิญญาสมาบัติจริง ๆ หรือว่าได้ทิพจักขุญาณจริง ๆ ส่วนมากเขายึดจุดพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ

    นี่สำหรับวันนี้ไม่มีอะไรหรอก ให้คติไว้แต่เพียงว่าข้อเปรียบเทียบเท่านั้น ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายที่ฝึกกรรมฐานไป จงอย่าหลงผิดคิดว่าเราดีเสียแล้ว ถ้าเราไปพบกับผู้ที่เขาได้มโนมยิทธิก็ดี ทิพจักขุญาณจริง ๆ ก็ดี แต่บังเอิญเราเข้าถึงอุปจารสมาธิ จงจำไว้ให้ดีนะว่าอุปจารสมาธิใช้กำลังจิตทันทีทันใดไม่ได้ จะต้องไปนั่งภาวนาพิจารณาจนกระทั่งอารมณ์จิตสบายจึงเข้าถึงอุปจารสมาธิ แต่ว่าภาพที่จะเห็นได้นั้นไม่ใช่ว่าตามใจตัวเอง เป็นภาพที่ลอยมาเฉย ๆ เป็นการบังเอิญ เหมือนกับเราเป็นง่อยหรือว่าเราเป็นคนสายตาสั้น เขาต้องมาให้เห็นหรือเขาต้องมาหาเรา จึงจะเห็นได้ หรือคุยกับเขาได้ ไม่เหมือนคนสายตายาว คือ ทิพจักขุญาณเหมือนคนสายตายาว สามารถจะมองไกลแสนไกลก็ได้ มองเมื่อไหร่ก็ได้ นี่เป็นจุดหนึ่งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ได้อภิญญาอย่าไปแตะต้องกับเขา นั่นเขายิ่งเก่งกว่า ดีกว่า แจ่มใสกว่าผู้ที่ได้ทิพจักขุญาณ

    ฉะนั้น ขอบรรดาท่านทั้งหลาย ต่อจากนี้ไปจะแนะนำเรื่องการฝึกทิพจักขุญาณ และ มโนมยิทธิเป็นด้านของอภิญญา และก็ขอท่านทั้งหลายจงเข้าใจว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิกการทะนงในจิตเสีย ถ้าเรายังดีไม่เท่าเขาหรือว่าเราดีเท่าเขาหรือว่าเราดีเกินกว่าเขา จงวางอารมณ์เสีย มันเป็นมานะ ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้น ถ้าเรารู้ไม่จริงเห็นไม่จริง คนที่รู้ไม่จริงเห็นไม่จริงนี่สังเกตง่าย มักจะมีการทะนงตนถือความรู้สึกของตัวเองเป็นสำคัญ ใครเขาพูดอะไรมา ถามว่านั่นอุปาทานใช่ไหม การที่เห็นอาจจะเป็นภาพอุปาทาน เสียงที่ได้ยินเป็นอุปาทาน แต่ความจริง ถ้าจิตเข้าถึงทิพจักขุญาณแจ่มใสจริง ๆ ตามที่ผมพูดไม่มีสี หรือการถอดกายภายใจออกไปข้างนอก ที่เรียกกันว่า มโนมยิทธิประเภทนี้ ถ้าไปได้จริง ๆ คำว่าอุปาทานไม่มี แต่ว่ายังมีเหมือนกันบุคคลผู้หลงผิดมันไปไม่ได้ แต่เป็นจิตหลอน อย่างนี้มีอยู่

    เอาละ ต่อไปนี้ขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู เวลาที่จะพูดมันก็หมดเสียแล้ว วันนี้ให้นัยไว้เท่านี้นะ จงอย่าลืม! อย่าทะนงตน เห็นคนอื่นเขาดีจงคิดว่าเขาทำอย่างไรจึงดี แล้วจึงทำตามเขา อย่าเอาอารมณ์แห่งโมหะเข้าไปผสมผสานทำตัวเป็นประธาน คือ ยึดยืดตัวคิดว่าเราเหนือเขาหรือดีกว่าเขา นั่นท่านจะจมปรก หมายความว่า จะไม่พบกับความดี วิชชาสามก็ดี อภิญญาก็ดี ทั้ง ๒ ประการนี้ หากว่าใครปฏิบัติได้ การบรรลุมรรคผลถึงขั้นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ จะทำได้รวดเร็วกว่าสุกขวิปัสสโกมาก ถือว่าเป็นกรรมฐานที่ไม่ใช่ประเภทนั่งหลับตาเดิน ขอโทษ ไม่ใช่นั่งหลับตา ไอ้นั่งน่ะมันเดินไม่ได้ ขั้นสุกขวิปัสสโกนี่ความจริงเขาเรียกกันว่า การบรรลุอรหันต์แบบง่าย ๆ แต่ทว่ากำลังใจของเราผู้ปฏิบัติเวลานี้ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา

    คำว่า " ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา " ก็หมายความว่า พระวรกายขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมานั่งพูดนั่งเทศน์ให้พวกเราฟังนั้นรู้สึกว่าไม่มีอยู่ แต่ว่าธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระบรมครูมี ยังมีครบถ้วนพอที่เราจะเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ได้ แต่ทว่าสุกขวิปัสสโกนี้เหมือนกับคนหลับตาแล้วเอาผ้าดำโพกตาเดิน มันไม่สามารถจะเปลื้องความสงสัยของตัวเองได้ ถ้าบังเอิญเราได้สองในวิชชาสาม คือ ทิพจักขุญาณ และ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้ญาณทั้ง ๒ ประการนี้ก็เหมือนคนลืมตาเดิน คนลืมตามองเห็นทาง ตอนนี้ผมยังไม่พูดว่าเดินนะขออภัย เหมือนคนลืมตามองเห็นทาง สามารถจะรู้ได้ว่าทางโน้นไปทางไหน ทางนี้ไปทางไหน จะเปลื้องความสงสัยในการตัดสังโยชน์ของเราได้แบบง่ายกว่าสุกขวิปัสสโก แต่ถ้าหากว่าเราได้อภิญญาโดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิญญาหกนี่รู้สึกว่าจะหนักไปเสียหน่อย ใช้เวลานาน เราใช้อภิญญาเล็กกัน คือ " มโนมยิทธิ " ถ้าเราสามารถทำมโนมยิทธิได้ สามารถถอด " อทิสสมานกาย " คือ กายจริง ๆ ของเราที่อยู่ข้างในนี้ไม่ใช่เปลือก ไอ้กายที่เห็นข้างนอกนี่มันเป็นกายเปลือก เอากายจริง ๆไปสู่สวรรค์ ไปสู่พรหมโลก ไปนรก ไปสู่แดนของเปรต สู่แดนของอสุรกาย หรือว่าถ้าจิตเข้าถึงโคตรภูญาณสามารถจะไปถึงพระนิพพานได้ แล้วก็ไปพบพระ พบเทวดา พบพรหม พบสัตว์นรก พบอะไรต่ออะไรก็ได้

     

     

     

    การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๒


     

    ตอนนี้สำหรับ " มโนมยิทธิ " นี่ถ้าเราได้แล้วผลแห่งการบรรลุมรรคผลจะรวดเร็วกว่าวิชชาสามมาก คือ ใช้ปัญญา เวลาเล็กน้อยเท่านั้นเป็นการฝึก สำหรับด้านทิพจักขุญาณก็รู้สึกว่ายังมีประโยชน์เยอะ เพราะว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้เราจะพูดกับเทวดาก็ได้ เราจะพูดกับพรหมก็ได้ เราจะพูดกับสัตว์นรก จะพูดกับเปรต อสุรกายก็ได้ จะพูดกับพระยายมก็ได้ แต่ทว่าเป็นคนประเภทตาดีแต่ขาเดินไม่ไหว กำลังใจดีกว่าปฏิบัติในขั้นสุกขวิปัสสโกมาก แต่ว่าความรวดเร็วในการจะได้มรรคผลช้ากว่าในด้านของอภิญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิญญานี่จะสอนขั้นมโนมยิทธิเท่านั้น จะไม่สอนถึงขั้นของอภิญญาหกซึ่งต้องใช้เวลามาก รู้สึกว่าจะช้า ดีไม่ดี ๙๐ ปีก็ยังไม่ได้ ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็ง

    นี่ถ้าจะพูดกันถึงการสำเร็จมรรคผล ถ้าจะว่ากันถึงมรรคผลจริง ๆ การปฏิบัติในขั้นสุกขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ฉฬภิญโญก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี ก็ใช้กำลังเสมอกัน คำว่า กำลังเสมอกันนี่ผมพูดมาเยอะ แต่รู้สึกว่านักปฏิบัติจะสนใจน้อยเกินไป นี่เห็นว่าสนใจน้อยเกินไป ผมจะรู้ได้เพราะความฉลาดหรือว่าความโง่ของพวกท่าน ถ้าหากว่าปฏิบัติกันจริง ๆ จะเป็นด้านไหนก็ตาม ถ้าจิตทรงสมาธิกันจริง ๆ อย่างที่ผมสอน ผมน่ะสอนพวกท่นไว้เสมอว่าอย่าให้เวลามันว่างจากอารมณ์ภาวนาหรือว่าการพิจารณา ถ้าอารมณ์ของเราไม่ใช้จิตอย่างอื่นหรือว่าเราใช้อารมณ์ของเราไปใช้จิตในการงาน ก็เอาจิตจับการงานนั้นด้วย คือ สมาธิจิต คือ ตั้งใจทำการงานนั้นโดยเฉพาะ แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาด้วยตามแบบของ " อิทธิบาท ๔ "

    อิทธิบาท ๔ นี่เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด เพราะว่าบรรดาพวกท่านทั้งหลายทิ้งอิทธิบาท ๔ เสียละก็ ผมให้ปฏิบัติไปอีกโกฏิชาติหรืออีกอสงไขยกัปมันก็ไม่ได้อะไรทั้งหมด เราฟังกันมาทุกวัน

    ทีนี้การทำจิตไม่ว่าง ถ้าเราทำงานอยู่เอาจิตจับอยู่เฉพาะงาน แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาดูกิจการงานที่เราทำน่ะด้วยปัญญาอีกทีหนึ่ง อย่าใช้ความโง่ทำงาน ไอ้ใช้ความโง่ทำงานน่ะ ไอ้งานมันมีเฉพาะหน้าก็ทำดุ่ย มันดีหรือไม่ดีมันผิดหรือมันพลาดหรือยังไง มันควรจะเร็วมันควรจะช้าจะรุกไล่ให้มันดี มันเร็วขึ้นละเอียดขึ้นยังไงไม่เข้าใจ ทำส่งไกป ผลมันก็ได้เหมือนกันแหละ แต่ว่าผลมันได้อย่างเดียว คือ ได้งานที่เป็นโลกียวิสัย

    ถ้าเราใช้กำลังใจของเราในงานนั้นเป็นกรรมฐาน ทำไปด้วยและก็พิจารณามันไปด้วย จิตจับอยู่ในงานคิดว่าไอ้งานที่เราทำนี่ คนที่เขาทำงานอย่างเรานี่มันก็ทำมาตลอดทุกระยะ ตั้งแต่ต้นกัปหรือกัปไหน ๆ เขาก็ทำกัน และก็ทำกันแล้วมันก็ตายทุกคน แล้วผลงานที่เราทำเราทำดีที่สุด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปมันก็เสื่อมไปทีละน้อย ๆ ผลที่สุดไอ้วัตถุที่เรามันก็พัง แล้วไอ้คนที่เขาเคยทำงานมาก่อนเรานี่มันก็พังเหมือนกัน แล้วเราจะมานั่งโง่เกิดเพื่อประโยชน์อะไร

    นี่ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วย ถ้าทำกิจการงานที่ต้องใช้กำลังแรงงานใช้ปัญญาพิจารณาด้วยแล้วก็ความฉลาดมันก็เกิด ต้องใช้ดุลยพินิจว่าอย่างไหนมันจะดี อย่างไหนมันจะถูก อย่างไหนมันจะควร ความสามารถของเรามีอยู่แค่ไหน รู้ในความสามารถรู้ในกิจในการควรไม่ควร แล้วก็เปรียบเทียบกับชีวิต ไอ้ชีวิตของเรามันก็เหมือนงานที่เราทำ มันเพิ่มขึ้นมาทีละน้อย ๆ นี่ งานมันขึ้นมาทีละนิด ๆ ในที่สุดงานมันก็โต ในที่สุดมันก็ถึงที่สุด ชีวิตของเราก็เหมือนกัน มันเล็กขึ้นมาแล้วมันก็โตขึ้นไปถึงที่สุด คือ ร่างกายเมื่อถึงที่สุดไปไหนก็โทรมน่ะสิ พัง! เสื่อมลงไปทีละน้อย ๆ ในที่สุดก็พัง ถ้าสภาวะมันเป็นอย่างนี้เราจะเกาะมันไว้ทำไม ขันธ์ ๕

    แต่ทว่าไอ้การไม่เกาะขันธ์ ๕ นี่ไม่ใช่ขี้เกียจทำการงาน ทำงานตามภาระ ทำงานตามหน้าที่ งานที่มันควรจะเสร็จให้มันเสร็จไป ใจมันจะได้ไม่ยุ่งเวลาที่พิจารณา นี่ถึงแม้ขั้นสุกขวิปัสสโกก็ต้องทำอย่างนี้ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโตเขาก็ทำกันอย่างนี้

    ทีนี้มาว่ากันถึงด้านภาวนา คือ ทรงสมาธิจิตหรือวิปัสสนาญาณ เมื่อเราเสร็จสิ้นจากการงานที่เราทำหรือดูหนังสือ หรืออะไรก็ตามเถอะ ถ้ายิ่งของเรานี่ได้กำไรมาก เทปเสียงมีอยู่ไม่ขาดสาย เมื่อว่างจากการงานเปิดเทปฟังเสียงไป หูก็ฟังเสียง ใจก็พิจารณาไปด้วย อย่าให้มันว่าง ถ้าไม่มีเทปฟังเสียง ไม่มีหนังสือดู เดินไปเดินมาอยู่จิตใจจับคำภาวนาและพิจารณาอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้ความฉลาดมันจะเกิดกับจิต เพราะว่าจิตเป็นสมาธิว่างจากนิวรณ์ ไอ้คนที่จิตโง่มีอารมณ์ฟุ้งที่มีความเข้าใจผิด นิวรณ์มันเข้ามาสิงใจถึงได้แสดงความโง่ ความไม่เข้าใจออกมา ถ้านิวรณ์มันหลุดออกไปจากใจ จิตมันก็เป็นฌาน ความฉลาดมันก็เกิด นี่ที่ผมรู้ พวกท่านนี่ผมรู้! จะเป็นพระ เป็นเณร อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม ที่รู้ว่ายังไม่ฉลาด คือ ยังไม่ได้อะไรขึ้นมามากมายนัก หรือ บางท่านก็เลยไม่ได้อะไรเลย ก็เพราะว่าจิตไม่เอาจริง ถ้าเรื่องเอาจริงละมันได้ทุกคน ขอให้เอาจริง ๆ ตามที่แนะนำเถอะ! แต่ว่าฟังไปเลยเป็นธรรมดา ดีไม่ดีก็ฟังเป็นพิธี หรือดีไม่ดีก็เลยไม่ฟังเสียเลย ไอ้หูกระทะตากระทู้นี่ ไอ้หูกระทะฟังไม่ได้ยิน ตากระทู้มองดูอะไรไม่เห็น

     

    นี่เป็นอันว่าต้องใช้กำลังจิตให้มันทรงตัวอยู่ตลอดเวลา วันนี้จะพูดถึงด้านทิพจักขุญาณก่อน ถ้าเราได้ ทิพจักขุญาณ แล้วเราก็ได้ จุตูปปาตญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ ยถากัมมุตาญาณ หมายความว่า เห็นผีเห็นเทวดาได้ รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่เกิดมาแล้วนี่มาจากไหน รู้วาระน้ำจิตของตน รู้วาระน้ำจิตของบุคคลอื่น สามารถระลึกชาติได้ รู้เหตุการณ์ในอดีตของคนและสัตว์ รู้เหตุการณ์ในอนาคตของคนและสัตว์และวัตถุ รู้ว่าปัจจุบันนี้ใครทำอะไรอยู่ ใครดีใครชั่ว รู้กฎของกรรมว่าคนที่ดีที่ชั่วนี่มีความสุขความทุกข์เพราะกรรมอะไรเป็นปัจจัย

    นี่ถ้าเราได้ทิพจักขุญาณอย่างเดียวเหมือนได้ญาณ ๘ อย่างด้วย เพราะว่ามันเป็นญาณอันเดียวกันสุดแล้วแต่เราจะใช้

    ทีนี้สำหรับกำลังใจในด้านปฏิบัตินี่เขาทำกันยังไง? วิธีฝึกทิพจักขุญาณนี่มีหลายแบบ แบบตามปกติเขาใช้ " กสิณ " กัน นี่พระพุทธเจ้าทรงตรัส แต่ก็มีแบบลัดอีกแบบหนึ่ง คือ แบบลัดนี่มีเยอะ แต่ทว่าผมจะพูดแต่เพียงแบบเดียว นี่ว่ากันแค่ทิพจักขุญาณกันก่อนนะ แต่ก็ใช้กำลังใจเหมือนกัน ถ้าหากท่านจะฝึกมโนมยิทธิก็ต้องใช้กำลังใจแบบนี้เหมือนกัน คือ กำลังใจที่ทรงสมาธิน่ะมันเท่ากันสุดแล้วแต่เราจะเลือกว่าเราจะปฏิบัติทางไหนเท่านั้น ไม่ใช่สุกขวิปัสสโกก็ทำเหยาะแหยะ ๆ ๆ อย่างนี้ไม่ใช่สุกขวิปัสสโกแล้ว เป็นทุกขวิปัสสโก กว่าจะได้มันก็แสนลำบาก กำลังใจน่ะใช้เสมอกันสุดแล้วแต่จะเลือกผลเท่านั้น เหมือนกันงานที่เราทำ ถ้าอยากจะสร้างบ้านสร้างเรือน อยากจะสร้างตึก สร้างถนน อยากจะปั้นหม้อ อยากจะปั้นตุ่ม อยากจะปั้นน้ำให้เป็นตัว

    มันต้องใช้กำลังเท่ากัน มีความขยันหมั่นเพียรเท่ากัน " ฉันทะ " มีความพอใจเท่ากัน " วิริยะ " มีความเพียรเท่ากัน " จิตตะ " เอาจิตใจจดจ่อเหมือนกัน " วิมังสา " ใช้ปัญญาพิจารณาเหมือนกัน

    ทีนี้มาว่ากันถึง " ทิพจักขุญาณ " ทิพจักขุญาณนี่ผมฝึกมาในด้านลัด แต่ผมฝึกจริง ๆ น่ะ ผมฝึกมันหมดไม่ว่าอีท่าไหนผมฟัดหมด กรรมฐาน ๔๐ ท่านถามผมสิ กองไหนที่ผมไม่ได้ไม่มี แล้วมหาสติปัฎฐานสูตรจุดไหนที่ผมไม่ได้ไม่มี ผมทำยังไง ผมทำบ้า ๆ บอ ๆ อย่างที่ผมอธิบายให้ท่านฟัง ผมจะไม่ยอมปล่อยเวลาแม้แต่หนึ่งวินาทีของจิตให้มันว่างจากการคำภาวนาหรือพิจารณา ทำงานเอางานเป็นกรรมฐาน เดินเอาเดินเป็นกรรมฐาน นั่งเอานั่งเป็นกรรมฐาน นอนเอานอนเป็นกรรมฐาน ดูหนังดูภาพยนตร์หรือว่าดูมโหรสพต่าง ๆ ผมเอามโหรสพเป็นกรรมฐาน ฟังเสียงคนพูดฟังเสียงคนร้องเพลง ฟังเสียงดนตรีผมเอาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นกรรมฐาน เห็นพืชผักเอาเป็นกรรมฐานทั้งหมด เอาเป็นกรรมฐานยังไง ตั้งใจฟังเสียงเป็นสมาธิเป็นสมถะ ใช้จิตพิจารณาว่าคนก็ดีสัตว์ก้ดี ไอ้ที่แสดงมโหรสพกันอยู่ และภาพที่มันเห็นนี่ หรือวัตถะธาตุต่าง ๆ มันเป็น " อนิจจัง " มันเป็นของไม่เที่ยง อย่างพวกนักแสดง

    แหม..เวลาออกมาข้างนอกแต่งตัวโก้เป็นเจ้าเป็นนาย คนเป็นขี้ข้าท่าทางหมอบราบคาบแก้วกลัวกันเหลือเกิน ออกกำลังปฏิบัติตามกัน แต่พอเข้าไปในโรง ดีไม่ดีไอ้ตัวนายเป็นลูกไล่ของตัวขี้ข้า นี่มันเที่ยงที่ไหน มันไม่เที่ยง เขาต้องใช้ใจอย่างนี้

    ตอนนี้ก็มาพูดกันถึงว่าเราจะเดินสายทิพจักขุญาณค่อย ๆ ว่ากันทีละขั้น ถามว่าท่านจะฝึกมโนมยิทธิหรือ นอนภาวนา นั่งภาวนา เดินภาวนาไปเลย นะมะ พะธะ ว่ากันไปเลย อย่าให้เวลามันว่าง อย่าให้จิตมันว่าง จะได้เลิกกันเสียที ไอ้ความเห็นผิด ไอ้การรู้ผิด ไอ้การเข้าใจผิดน่ะ เลิกกันเสียที ถ้าได้มโนมยิทธิน่ะ เขาแก้อารมณ์กันข้างบนโน่น เขาขึ้นไปเที่ยวกันบนสวรรค์ เที่ยวกันบนพรหม เที่ยวกันบนนิพพาน ถ้าจิตเข้าถึง แล้วแก้อารมณ์มันง่าย ใช้อารมณ์แว๊บเดียวเดี๋ยวเดียวเป็นขั้นนั้นขั้นนี้ไปเลย

    ตอนนี้ มาว่าถึงคนที่มีกำลังใจไม่เข้าถึงมโนมยิทธิ มาว่ากันถึงทิพจักขุญาณ ผมสอนไว้แล้วว่า

    พุทธัง เมฆนิมิต จิตตัง มะอะอุ

    ธัมมัง เมฆนิมิต จิตตัง อุอะมะ

    สังฆัง เมฆนิมิตจิตตัง อะมะอุ

    นี่เป็นแบบลัด คลุมหมดวิชชา ๘ ที่สมาทานกันนี่ ถ้าทำอันนี้ได้ทำได้หมด เวลาเขาทำเขาทำกันยังไง ให้จับภาพพระพุทธรูปหรือจับภาพพระสงฆ์ เป็นพระใช้ได้หมด เวลาภาวนาไปเดินไป นั่งอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ก็ตาม ภาวนาให้มันติดใจให้มันโผล่ขึ้นมาในใจเสมอ ถ้าจิตเว้นว่างจากอารมณ์อย่างอื่น ให้คำภาวนานี้มันโผล่ขึ้นมาเลย แล้วก็จิตนึกถึงภาพพระให้มันเป็นปกติ นึกเห็นนะ ไม่ใช่พระลอยมา นี่พวกเราที่ยังติดภาพลอยกันอยู่เยอะ ภาพลอยนี่เขาไม่ใช้นะ มันต้องใช้อารมณ์จิตที่เป็นสมาธิ นึกเห็นภาพพระ จะเอาไว้ในอกก็ได้ จะเอาไว้ข้างนอกก็ได้ แต่ผมเองนิยมเอาไว้ในอกหรือว่าในสมอง นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งอยู่ในอกหรืออยู่ในสมอง ถามว่ามันทำยากหรือมันทำง่าย ผมต้องตอบว่ามันไม่ยากถ้าเราแน่ใจซะอย่าง ถ้าเรามีอิทธิบาท ๔ ซะอย่างมันไม่มีอะไรยาก ความเข้มแข็งของจิต ต้องคิดว่าคนอื่นน่ะ เขากินข้าวเราก็กินข้าว เขามีมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เราก็มีมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เขาฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องเราก็ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง เขามีกำลังใจได้เราก็มีกำลังใจได้ นี่..ความท้อแท้มันต้องไม่มี มี " วิริยะ " อยู่ในใจ " จิตตะ " อารมณ์จะไม่ยอมปล่อยคำภาวนา และภาพพระพุทธรูปหรือภาพพระสงฆ์ที่เราจับไว้ " วิมังสา " ใช้ปัญญาพิจารณาไปด้วยว่า

    โอ้หนอ.. ที่เราภาวนานี่มันถูกหรือไม่ถูก ภาพพระที่เรานึกเข้าไว้นี่มันถูกหรือไม่ถูก เห็นภาพลอยมานี่ต้องใช้ปัญญา สัญญาและปัญญาคู่กัน สัญญาคือจำไว้ว่าครูห้ามยึดถือภาพที่ลอยมาเป็นอันขาด อยากจะมาก็เชิญมา อยากจะไปก็เชิญไป คำภาวนาว่าอย่างไรที่เราเริ่มต้น ใช้อย่างนั้นเป็นปกติ ไม่ยอมเปลี่ยนเด็ดขาด ภาพพระพุทธรูปหรือภาพพระสงฆ์ที่เรากำหนดไว้ภายในอกหรือว่าในสมอง เราจะไม่ยอมให้ภาพนั้นเคลื่อนจากอารมณ์ของจิต ใหม่ ๆ มันก็ลำบากนิดหนึ่งไม่เห็นมันยากเยิกอะไร เอาจริงเอาจังน่ะไม่มีอะไรมันยาก ไอ้ที่ยากน่ะมันคนไม่จริง สักแต่ว่าอยากอย่างนั้น สักแต่ว่าอยากอย่างนี้ ถ้าลงอยากล่ะพัง ไม่ต้องไปนั่งอยากไม่ต้องไปนั่งนึก เอามันเลย จิตปักคิดว่าพระพุทธรูปองค์นี้แหละเราจะถือเป็นอารมณ์สำหรับนึก นึกถึงเมื่อเวลาภาวนา เดินไปเดินมา ไปบิณฑบาตทำกิจการงานทำอะไรก็ตาม คุยอยู่ก็ตาม ว่างนิดจิตนึกถึงภาพพระองค์นั้นภาวนาจิตขึ้นมา

    นี่เป็นอันว่า ให้อารมณ์มันติดอย่างนี้จริง ๆ ทีนี้หากบังเอิญภาพพระที่เรานั่ง เรานึกถึงภาพพระนั่งแต่ภาพพระจะกลายเปลี่ยนเป็นนอน เป็นยืน เป็นเดิน จับภาพพระพุทธ ภาพพระพุทธจะหายไปจะกลายเป็นภาพพระสงฆ์อารมณ์จะเสียก็ช่าง จะเป็นพระสีขาว สีดำ สีแดงก็ช่าง เราจับภาพพระให้เป็นภาพพระก็แล้วกัน อิริยาบถท่านจะเปลี่ยน ภาพจากกระแสจะเปลี่ยนไปยังไงก็ช่าง ถ้าจับภาพได้อย่างนี้จริง ๆ ได้ทุกเวลาตามที่เราต้องการ อาการอย่างนั้นจะเริ่มเป็นอุปจารสมาธิ เมื่อจิตเริ่มเป็นอุปจารสมาธิ อารมณ์แห่งทิพจักขุญาณมันก็จะเริ่มเกิด ถ้าภาพนั้นไม่สดสวยน่ะ เป็นภาพธรรมดา ภาพพระพุทธที่เราเคยเห็นก็เป็นภาพพระพุทธรูป บางทีก็เห็นเป็นนั่งบ้างเป็นนอนบ้าง อย่าเอาภาพลอยมานะ เอาใจนึกเห็น อย่างนี้เขาเรียกว่า วิปัสสนึก เอาจิตนึกเห็นไว้ แล้วอย่าไปอวดวิเศษน่ะว่านั่นเป็นอุปาทานอุปาเทินนะ..

    แหม.. อวดดีนี่ไม่ว่า แต่ไอ้อวดเลวนี่สิมันระยำ จำแบบจำแผนเขาไว้ให้ดี ว่าที่เขาได้มานี่เขาทำกันยังไง ถ้าหากว่าเราเก่งจริง ๆ น่ะ ไม่ต้องมาฝึกหรอก มันก็ดีมาตั้งแต่ท้องแม่แล้ว ไอ้ที่เขาทำกันได้เนี่ยเขาทำกันอย่างนี้ ถือว่า แหม..มันเป็นอุปาทานอย่างนั้นอย่างนี้ หูได้ยินเสียงเป็นอุปาทาน ตาที่พึงใจที่เห็นอารมณ์ได้หลับตาแล้วเห็นภาพได้เป็นอุปาทาน มันไม่ใช่อุปาทาน

    คำว่า " อุปาทาน " หมายถึงว่า สิ่งที่เราคิดไว้ก่อน เราเห็นไว้ก่อน แล้วเวลาที่ทำสมาธิไป ไอ้สิ่งเหล่านั้นมันปรากฏขึ้น อย่างกับเคยเห็นภาพเทวดาที่เขาเขียนตามผนังโบสถ์ไม่มีเสื้อ นางฟ้าไม่มีเสื้อ เทวดาไม่มีเสื้อ อารมณ์แว๊บหนึ่งภาพลอยมาเทวดาไม่มีเสื้อ นี่แหละตัวอุปาทาน ไอ้ตัวที่จิตมันยึดอยู่ ถ้าอารมณ์เราเป็นสมาธิจริง ๆ จิตจับภาพพระเป็นปกติ แต่บางขณะจิตหายแว๊บลงไป สิ่งอื่นมันสะดุดขึ้นมาปรากฏในขณะที่จิตเป็นสมาธิ นั่นเป็นของแท้ ไม่ใช่อุปาทานนะ

    อันนี้พูดกันถึงด้านทิพจักขุญาณก่อน แต่ถ้าหากว่าท่านจะฝึกมโนมยิทธิก็ต้องใช้อารมณ์อย่างนี้ อารมณ์มันต้องใช้เท่ากัน ทั้ง ๔ อย่างนี่บอกแล้ว สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ใช้อารมณ์อย่างเดียวกัน ความเข้มแข็งของจิตเหมือนกัน แต่เว้นไว้แต่จะเลือกทางเดินกันเท่านั้น ทีนี้ ถ้าหากว่าภาพของท่านเข้าถึงอารมณ์อุปจารสมาธิ ตอนนี้อารมณ์เริ่มเป็นทิพย์ จิตเริ่มเป็นทิพย์ จะเริ่มมีอาการไหวตัวขึ้นมาในด้านลักษณะของทิพจักขุญาณ เดี๋ยวก่อน ผมขอพูดต่อไปก่อน ยังไม่อธิบายหรอกตอนนี้ ถ้าต่อไปอาการภาพพระที่เราเห็น มีสภาพผ่องใสจับได้เป็นปกติ คำว่าปกติ นึกภาวนาขึ้นมาเมื่อไหร่ นึกถึงเห็นภาพพระทันที ไม่เสียเวลาแม้แต่หนึ่งวินาที นี่จิตต้องคล่องอย่างนี้นี่ตามวิสุทธิมรรคท่านว่า จิตต้องเป็นนวสี นวสี ก็คือ การคล่อง

    ถ้าการคล่องอย่างนี้เกิดขึ้น อารมณ์แห่งทิพจักขุญาณสามารถใช้ได้ เริ่มใช้ได้แต่ว่ายังไม่ดี วิธีใช้ทำยังไง ทีนี้วันนี้ผมจะพูดถึงอาการแห่งทิพจักขุญาณที่มันเกิดขึ้นอันดับต้น มันจะเกิดขึ้นแบบนี้ก่อน คือว่า เวลาเรานอนภาวนาไป เวลาภาวนานอนภาวนาจับภาพพระเรื่อยไป พอใกล้จะหลับ มันครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือว่าตื่นขึ้นมาครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่เต็มที่ มันจะเกิดนิมิตแว๊บหนึ่งขึ้นปรากฏ นิมิตนั่นจะเป็นนิมิตอะไรก็ตาม จิตมันจะบอกเลยว่านิมิตอันนี้จะเป็นภาวะอันนั้นเกิดขึ้น มันจะมีอะไรเกิดขึ้นใจเราต้องเชื่อจุดนี้ทันที อย่าไปคิดตอนหลังไม่ได้ แล้วจุดนั้นมันจะตรง

    เอาละ สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้ว สวัสดี

     

     

     

     

    ^ Go to top    


      Palungjit.com © All right Reserved.